โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ผบ.ตร. ยันตำรวจไม่มีใบสั่งกับพรรคส้ม-แดง เป็นตามหลักฐาน ส่วนปมซื้อเสียงในโซเชียลยินดีรับข้อมูลทุกคน

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผบ.ตร. ยันตำรวจไม่มีใบสั่งกับพรรคส้ม-แดง เป็นตามหลักฐาน ส่วนปมซื้อเสียงในโซเชียลยินดีรับข้อมูลทุกคน ยันขณะนี้ไม่มีใครร้องทุกข์กล่าวโทษ

วันที่ 19 มกราคม 2569 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)
กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่กระทรวงยุติธรรมมีการเปิดปฏิบัติการจับกุมผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่ปรากฏหลักฐานว่าเกี่ยวข้องในเครือข่ายยาเสพติด และเว็บพนัน กล่าวว่า สำหรับการจับกุม 2 รายที่ผ่านมาเป็นกรณีที่เกิดจากข้อมูลการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน และความผิดเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดกับการพนัน ซึ่งทางกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติดและตำรวจไซเบอร์ ได้ดำเนินการสืบสวนและมีการดำเนินการตามกฎหมายระยะหนึ่งแล้ว ส่วนจะมีผู้สมัคร สส. หรือ พรรคใดเกี่ยวข้องอีกหรือไม่ ตนขอยืนยันว่ายังไม่ได้รับการประสานอะไรจากกระทรวงยุติธรรม

แต่ทั้งนี้ที่สังคมมีการตั้งคำถามว่าการจับกุมที่ผ่านมาเป็นการปฏิบัติมุ่งที่พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ยืนยันว่าเราไม่เคยเป็นเครื่องมือของการเมือง ไม่มีการโฟกัสอะไรทั้งนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องความผิดที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือพรรคการเมืองใด ก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย ตำรวจไม่ได้รับออเดอร์ใคร

ส่วนความคืบหน้ากรณีที่สื่อโซเชียลมีการเผยแพร่ข้อมูลการซื้อเสียงช่วงการเลือกตั้ง 2569 ยืนยันว่าขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่ได้รับการประสานข้อมูลจากหน่วยงานไหนโดยเฉพาะ อีกทั้งยังไม่มีมีการแจ้งความร้องทุกข์อะไร ทางสำนักงาน กกต.ก็ยังไม่ได้ประสานมา

อย่างไรก็ตามช่วงนี้เป็นช่วงของการเตรียมแผนรักษาความสงบในเรื่องการจัดการเลือกตั้งต่างๆให้ความชัดเจนในเรื่องหน้าที่ของตำรวจ ในเรื่องดูแลหีบบัตร ส่วนเรื่องอัตราการซื้อเสียงต่างๆ เป็นเรื่องที่มีข่าวออกแต่เราก็ยังไม่ได้รับการร้องทุกข์อย่างชัดเจน ส่วนท่านใดสามารถให้ข้อมูลก็สามารถเข้าให้ข้อมูลที่สถานีตำรวจได้ อีกทั้งยังไม่ปรากฏความรุนแรงในพื้นที่การเลือกตั้งใด ทีมสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลจากการข่าว

ผบ.ตร. รับ จากนี้หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีงานก่อสร้าง ต้องคิดเรื่องร่วมมืออิตาเลียนฯ ให้รอบคอบ เพื่อความปลอดภัยตำรวจ-ประชาชน

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนกรณีอุบัติเหตุร้ายแรงจากโครงการก่อสร้าง 2 กรณี ได้แก่ เหตุการณ์เครนถล่มทับรถไฟโดยสาร ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และเหตุการณ์เครนถล่มทับรถยนต์ของประชาชน ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต โดยพบว่าโครงการทั้งสองแห่งดำเนินการก่อสร้างโดย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ภายหลังเกิดเหตุได้เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนเพื่อวางแนวทางการทำงาน โดยกำชับให้เน้นการรวบรวมพยานหลักฐานและข้อมูลในช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุอย่างละเอียด เพื่อนำมาวิเคราะห์และพิสูจน์ทราบสาเหตุที่แท้จริงว่า เกิดจากความบกพร่องของตัวบุคคล ความเสื่อมสภาพของเครื่องจักร หรือความหละหลวมในขั้นตอนการปฏิบัติงาน ซึ่งจะนำไปสู่การชี้ชัดว่าเป็นอุบัติเหตุสุดวิสัยหรือความประมาทเลินเล่อ

ผบ.ตร. ยังได้กล่าวฝากถึงผู้ประกอบการภาคเอกชน โดยขอให้ตระหนักถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นสำคัญ ไม่ควรมุ่งเน้นเพียงแต่ผลประกอบการหรือกำไรทางธุรกิจเท่านั้น

“กรณีที่เกิดขึ้นซ้ำซากกับบริษัทเดิม ในสถานที่ต่างกันและต่างวาระ เป็นประเด็นสำคัญที่พนักงานสอบสวนได้นำเข้าสู่สำนวนการสืบสวนแล้ว ผมอยากวิงวอนให้ผู้ประกอบการป้องกันและระมัดระวังอย่างเต็มที่ที่สุดก่อนจะลงมือประกอบธุรกิจใดๆ เพราะเมื่อเกิดความสูญเสียขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้าสู่
กระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าว

ในส่วนของความเกี่ยวข้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ชี้แจงว่า ปัจจุบันยังไม่มีโครงการก่อสร้างใดที่กำลังดำเนินการร่วมกับบริษัทเอกชนรายดังกล่าว แต่ยอมรับว่าในอดีตมีโครงการที่แล้วเสร็จไปแล้ว เช่น อาคารที่พักอาศัยและแฟลตตำรวจ ส่วนกรณีอาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สตม. ที่มีข้อมูลว่าบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ก่อสร้างและได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 2567 นั้น

ตนไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัดเนื่องจากโครงการได้รับการอนุมัติก่อนตนเข้ารับตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม ผบ.ตร. ยืนยันว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง จะส่งผลต่อการพิจารณาจ้างงานในอนาคตอย่างแน่นอน หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีคู่สัญญาเป็นบริษัทเอกชนรายนี้ จะต้องมีการตรวจสอบและพิจารณามาตรการด้านความปลอดภัยอย่างรอบคอบและรัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภัยอันตรายซ้ำรอยเดิม

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...