โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาชำแหละบทเรียน ‘ใบส้ม’

ไทยโพสต์

อัพเดต 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

11 มี.ค.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่กับการตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการ: บทเรียน "ใบส้ม" และเกราะคุ้มกันตามมาตรา 23” ระบุว่า ในระบอบนิติรัฐ การใช้ "ดุลพินิจ" (Discretion) ของเจ้าหน้าที่ของรัฐคือการใช้อำนาจภายใต้กรอบของเหตุผล ทว่าคดีประวัติศาสตร์ของ นายสุรพล เกียรติไชยากร อดีตผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 8 พรรคเพื่อไทย ได้กลายเป็นกรณีศึกษาที่ชวนสังคมตั้งคำถามถึง "ความรับผิดชอบของรัฐ" เมื่อดาบที่ใช้รักษากฎหมายกลับทำลายสิทธิเสรีภาพของบุคคลเสียเอง

1.ลำดับเหตุการณ์: จากชัยชนะท่วมท้นสู่ "ใบส้ม"

ชัยชนะที่สูญเปล่า: ปี 2562 คุณสุรพลชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนสูงถึง 52,106 คะแนน แต่กลับถูก กกต. สั่งระงับสิทธิสมัคร (ใบส้ม) 1 ปี และสั่งเลือกตั้งใหม่

ชนวนเหตุ: การถวายปัจจัย 2,000 บาท และนาฬิกาให้พระสงฆ์เพื่อสนับสนุนชุด ชรบ.

มุมมอง กกต.: ตีความว่าเป็นการให้ทรัพย์สินเพื่อ "จูงใจ" ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

มุมมองศาลฎีกา (คดีเลือกตั้ง): ตัดสินว่า "ไม่มีความผิด" เพราะเป็นการทำบุญตามปกติวิสัยและเพื่อสาธารณประโยชน์ (คำพิพากษาที่ 4209/2563)

2.ดุลพินิจ: จาก "วินิจฉัย" สู่ "ตัดสินใจ"

คดีนี้สะท้อนการใช้ดุลพินิจ 2 ชั้นที่ผิดพลาด:

ดุลพินิจวินิจฉัย (Discretionary Determination): กกต. ตีความข้อเท็จจริงผิดพลาด จนนำไปสู่การสรุปว่าพฤติการณ์เข้าข่ายผิดกฎหมาย

ดุลพินิจตัดสินใจ (Discretionary Choice): เมื่อวินิจฉัยผิด กกต. จึงเลือกใช้มาตรการ "ใบส้ม" ซึ่งเป็นมาตรการที่รุนแรงและไม่อาจแก้ไขเยียวยาได้เมื่อกระบวนการเดินหน้าไปแล้ว

3.การตรวจสอบโดยองต์กรตุลาการ: ความสมเหตุสมผล vs ข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาทำหน้าที่ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายและใช้ หลักความสมเหตุสมผล (Rationality) ชี้ให้เห็นว่าคำสั่ง กกต. ปราศจากฐานข้อเท็จจริงรองรับ เพราะ "เจตนา" ไม่ใช่การซื้อเสียง แต่เป็นการทำตามจารีตประเพณี

4.มาตรา 23: "เกราะคุ้มกัน" ที่เหนือกว่าความผิดพลาด

ประเด็นที่น่าตกใจที่สุดคือ คดีแพ่งที่เรียกค่าเสียหาย 70 ล้านบาท แม้ศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์จะสั่งให้ กกต.ชดใช้ แต่ศาลฎีกาที่ 8891/2568 (อ่านเมื่อ 10 มี.ค. 2569) กลับพิพากษายกฟ้อง! โดยน่าจะมีหัวใจสำคัญคือ มาตรา 23 แห่ง พ.ร.ป. เลือกตั้ง สส. ที่บัญญัติว่า:

"หากกระทำโดย 'สุจริต' ย่อมได้รับความคุ้มครอง ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง"

5.วิพากษ์: "เอกสิทธิ์" ที่ไร้ผู้รับผิดชอบ

กฎหมายมาตรานี้สร้าง เอกสิทธิ์ (Privilege) ที่กว้างขวางมาก จนเกิดภาวะ "ความยุติธรรมที่ว่างเปล่า" (Empty Justice):

ศาลหนึ่งบอก: กกต. ทำผิด (คำสั่งไม่ชอบ)

อีกศาลบอก: กกต. ไม่ต้องรับผิด (เพราะถือว่าสุจริต)

ผลลัพธ์: ผู้บริสุทธิ์เสียโอกาสทางการเมือง 4 ปีเต็ม โดยไม่ได้รับการชดเชยแม้แต่บาทเดียว!

6.บทสรุปและทางออก: การเยียวยาที่ขาดหาย

การคุ้มครองเจ้าหน้าที่เป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องไม่กลายเป็น "ใบอนุญาตให้ประมาท"

ทางออกที่ยั่งยืนคือ:

การแยกความรับผิด: แม้ตัวบุคคล (เจ้าหน้าที่) จะไม่ต้องรับผิด แต่ "หน่วยงานของรัฐ" ต้องรับผิดชอบตามหลักความรับผิดโดยปราศจากความผิด (Strict Liability)

กองทุนเยียวยา: รัฐพึงมีกลไกชดเชยค่าเสียโอกาสให้ประชาชน เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดของรัฐต้องกลายเป็น "ภาระความซวย" ของประชาชนฝ่ายเดียว

ดุลพินิจที่ปราศจากการเยียวยา คืออำนาจที่ล้นเกิน และจะทำลายความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยในที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...