30 ปี ‘ฮะจิบังราเมน’ในไทย คู่แข่งเยอะ แต่ธุรกิจยังโต วันนี้รายได้แตะ 3,000 ล้าน
- ปี 2565 ประเทศไทยมีจำนวนร้านราเมน 611 แห่ง
[* ปี 2566 ประเทศไทยมีจำนวนร้านราเมน 741 แห่ง , * ปี 2567 ประเทศไทยมีจำนวนร้านราเมน 802 แห่ง ]
เห็นได้เลยว่าร้านราเมนคือหนึ่งในธุรกิจร้านอาหารที่มีการแข่งขันเดือดขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี
แต่รู้ไหมว่ามีร้านราเมนอยู่แห่งหนึ่งที่เปิดมาแล้วกว่า 30 ปี แต่วันนี้ก็ยังเป็น “ตัวเลือกแรก ๆ” เวลาที่ใครหลายคนอยากทานราเมนอยู่เหมือนเดิม
นั่นก็คือ ฮะจิบัง ราเมน ที่เปิดให้บริการเป็นครั้งแรกในไทยเมื่อปี พ.ศ. 2534 หรือเมื่อ 34 ปีที่แล้ว แต่วันนี้ ฮะจิบังราเมน ยังขายดีอยู่ และโตขึ้นเรื่อย ๆ
เห็นได้จากผลประกอบการของ บริษัท ไทยฮะจิบัง จำกัด เจ้าของ ฮะจิบัง ราเมนในประเทศไทยในช่วง 3 ปีหลังสุด ที่ยังโตเรื่อย ๆ ระดับพันล้านบาททุกปี
- ปี 2565 รายได้ 2,318 ล้านบาท กำไร 357 ล้านบาท
[* ปี 2566 รายได้ 2,756 ล้านบาท กำไร 459 ล้านบาท , * ปี 2567 รายได้ 3,107 ล้านบาท กำไร 543 ล้านบาท ]
ฮะจิบังราเมนทำอย่างไร.. เรื่องราวและกลยุทธ์เด็ด ๆ ระหว่างทาง 30 ปีมีอะไรน่าสนใจบ้าง ? TODAY Bizview จะเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ
ฮะจิบังราเมนมีจุดกำเนิดที่เมืองคางะ จังหวัดอิชิกาวะ ประเทศญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2510
ก่อตั้งโดยคุณโจจิ โกโต้ ในรูปแบบร้านเล็กๆ เสิร์ฟเพียงไม่กี่เมนูเท่านั้น
ไฮไลต์ของราเมนฮะจิบังคือ รสชาติของน้ำซุปจะเข้มข้น กลมกล่อมเข้ากับเส้นราเมนเหนียวนุ่ม
พร้อมสร้างกิมมิกด้วยการเสิร์ฟ “ฮะจิคามะ” หรือ “ลูกชิ้นหมายเลข 8” ในราเมนเพื่อให้ลูกค้าจำแบรนด์ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทาน
จากที่ว่ามาทำให้ฮะจิบังราเมงในญี่ปุ่นมีฐานลูกค้ามากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นเคยทำสถิติขายได้วันเดียว 1,300 ชาม และขยายสาขาได้นับร้อยแห่งในประเทศญี่ปุ่น
ความเจ๋งตรงนี้ทำให้ครอบครัว “เหลืองภัทรเมธี” ที่ได้มีโอกาสไปลองทานฮะจิบัง ราเมนที่ประเทศญี่ปุ่นมองเห็นโอกาสว่าถ้าเอาแบรนด์นี้มาเปิดน่าจะไปได้สวยเช่นกัน
ก่อนในปี พ.ศ. 2534 ครอบครัว เหลืองภัทรเมธี จะตัดสินใจร่วมลงทุนกับฮะจิบังที่ญี่ปุ่นมาตั้งบริษัท ไทยฮะจิบัง จำกัด ขึ้นมาเพื่อเอาราเมนฮะจิบังมาเปิดให้บริการในประเทศไทย โดยเริ่มสาขาแรกที่ สีลม คอมเพล็กซ์ สำหรับกลยุทธ์ของ ฮะจิบัง ที่เอามาใช้กับตลาดประเทศไทยแล้วเวิร์ก ถ้าลองวิเคราะห์ดู
จะมาจาก 3 ปัจจัยตรงนี้..
- วาง Position เน้นความคุ้มค่า
ฮะจิบังราเมนในไทยจะวางตัวเองเป็นร้านที่เน้นความคุ้มค่า คือลูกค้าจ่ายไม่แพงแต่ได้ทานราเมนสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ๆ ตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน
การทำแบบนี้ช่วยให้ฮะจิบังสามารถเข้าถึงลูกค้าได้หลายกลุ่ม ตั้งแต่ นักเรียน นักศึกษา ไปจนถึง วัยทำงาน แถมลูกค้ายังกลับมาทานได้บ่อย ในแบบที่ว่าไม่ต้องรอโอกาสพิเศษ
อย่างในทุกวันนี้เราสามารถทานราเมนของฮะจิบังในราคาเริ่มต้นแค่ 88 บาทเท่านั้น (ฮะจังเมน ราคา 88 บาท)
ซึ่งราคาแบบนี้ถือว่าไม่แพงเลยถ้าเทียบกับร้านราเมนอื่น ๆ ในไทย ที่ส่วนใหญ่ จะชอบวางตัวเองเป็นแบรนด์พรีเมียม และอาจจะมีราคาเริ่มต้นที่สูงกว่านี้
- ควบคุณภาพให้เท่ากันทุกสาขา
ไม่ว่าเราจะทานฮะจิบังที่สาขาไหน รสชาติจะใกล้เคียงกันมาก และต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกแบรนด์จะสามารถทำแบบนี้ได้
สาเหตุเพราะว่า ฮะจิบังจะมีการสร้าง “ครัวกลาง” ที่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี เพื่อผลิตวัตถุดิบ อย่าง น้ำซุป, เส้นราเมน, และวัตถุดิบอื่น ๆ ก่อนจะนำไปส่งให้สาขาของฮะจิบังทั่วประเทศ
พอวัตถุดิบทั้งหมดถูกผลิตภายใต้คุณภาพเดียวกัน ทำให้รสชาติอาหารในร้าน จะออกมาพอ ๆ กันในทุกสาขา
โดยฮะจิบังเริ่มสร้างครัวกลางตรงนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 เรียกได้ว่าเห็นความสำคัญของเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น ๆ
ช่วยสร้างได้เปรียบให้แบรนด์ในระยะยาว โดยเฉพาะเวลาที่มีคู่แข่งใหม่ ๆ เข้ามาในตลาด เพราะแบรนด์ใหม่ที่เข้ามาลูกค้าอาจจะยังไม่รู้จัก และไม่รู้ว่าราเมนของร้านนั้นอร่อย ถูกปากไหม ?
แต่ถ้าเดินเข้าฮะจิบังลูกค้าจะมั่นใจได้เลยว่า ไม่ว่าจะสั่ง ซารุ ราเมน, ชาชูเมน, เนงิ ชาชูเมน หรือ ต้มยำชาชูเมน ในสาขาไหนก็จะยังได้รสชาติที่เหมือนเดิม
- ปรับเมนูให้เหมาะกับคนไทยด้วย และมี Seasonal Menu ดึงคนเข้าร้านเรื่อย ๆ
นอกจากราคาที่คุ้มค่า จะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจเดินเข้าร้านง่ายขึ้นตามที่บอกไปในข้อ 1 แล้ว
แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่คนไทยทุกคนจะคุ้นเคยกับ ราเมน ที่เป็นอาหารญี่ปุ่น ฮะจิบังใช้วิธี “ปรับสินค้าให้เหมาะกับคนไทย” มาดึงลูกค้ากลุ่มนี้ให้เข้าร้าน
ยกตัวอย่างเช่นหนึ่งใน Hero Product ของฮะจิบังในไทย วันนี้คือ “ต้มยำชาชูเมน”
ที่เกิดจากการเอาต้มยำที่เป็นอาหารที่คนไทยรู้จักกันดีอยู่แล้ว มาผสมกับราเมนสไตล์ฮะจิบัง คนที่ไม่เคยทานราเมนแต่อาจจะชอบทานต้มยำก็สามารถเดินเข้าร้านมาสั่งเมนูนี้ได้นั่นเอง
อ่านถึงตรงนี้อาจจะมีอีกหลายกลยุทธ์มาก ๆ ที่ทำให้ลูกค้าติดใจฮะจิบัง และตัดสินใจเดินเข้าร้าน แค่อาจจะไม่ได้พูดถึงในบทความนี้
เช่น การทำ Seasonal Menu หรือ เมนูพิเศษที่มีขายแค่ในช่วงเวลาจำกัด อย่างในตอนนี้ จะเป็น “สึเคเมน” ราเมนเย็นจุ่มน้ำซุปกระดูกหมูและปลาแห้งออกมา
เพื่อลูกค้ามาเข้าร้านเรื่อย ๆ ทั้งลูกค้าเก่าและใหม่ ถ้าเบื่อเมนูเดิม ๆ ก็ตัดสินใจเข้าร้านง่าย
ขึ้นจากเมนูพิเศษตรงนี้ และนี่แหละคือเรื่องราวของ ฮะจิบังราเมน ที่มาเปิดในไทยเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว แต่วันนี้ก็ยังเติบโตอยู่..