โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

30 ปี ‘ฮะจิบังราเมน’ในไทย คู่แข่งเยอะ แต่ธุรกิจยังโต วันนี้รายได้แตะ 3,000 ล้าน

TODAY Bizview

อัพเดต 10 มี.ค. เวลา 04.15 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 04.15 น. • TODAY
  • ปี 2565 ประเทศไทยมีจำนวนร้านราเมน 611 แห่ง
    [* ปี 2566 ประเทศไทยมีจำนวนร้านราเมน 741 แห่ง , * ปี 2567 ประเทศไทยมีจำนวนร้านราเมน 802 แห่ง ]

เห็นได้เลยว่าร้านราเมนคือหนึ่งในธุรกิจร้านอาหารที่มีการแข่งขันเดือดขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี

แต่รู้ไหมว่ามีร้านราเมนอยู่แห่งหนึ่งที่เปิดมาแล้วกว่า 30 ปี แต่วันนี้ก็ยังเป็น “ตัวเลือกแรก ๆ” เวลาที่ใครหลายคนอยากทานราเมนอยู่เหมือนเดิม

นั่นก็คือ ฮะจิบัง ราเมน ที่เปิดให้บริการเป็นครั้งแรกในไทยเมื่อปี พ.ศ. 2534 หรือเมื่อ 34 ปีที่แล้ว แต่วันนี้ ฮะจิบังราเมน ยังขายดีอยู่ และโตขึ้นเรื่อย ๆ

เห็นได้จากผลประกอบการของ บริษัท ไทยฮะจิบัง จำกัด เจ้าของ ฮะจิบัง ราเมนในประเทศไทยในช่วง 3 ปีหลังสุด ที่ยังโตเรื่อย ๆ ระดับพันล้านบาททุกปี

  • ปี 2565 รายได้ 2,318 ล้านบาท กำไร 357 ล้านบาท
    [* ปี 2566 รายได้ 2,756 ล้านบาท กำไร 459 ล้านบาท , * ปี 2567 รายได้ 3,107 ล้านบาท กำไร 543 ล้านบาท ]

ฮะจิบังราเมนทำอย่างไร.. เรื่องราวและกลยุทธ์เด็ด ๆ ระหว่างทาง 30 ปีมีอะไรน่าสนใจบ้าง ? TODAY Bizview จะเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ

ฮะจิบังราเมนมีจุดกำเนิดที่เมืองคางะ จังหวัดอิชิกาวะ ประเทศญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2510

ก่อตั้งโดยคุณโจจิ โกโต้ ในรูปแบบร้านเล็กๆ เสิร์ฟเพียงไม่กี่เมนูเท่านั้น

ไฮไลต์ของราเมนฮะจิบังคือ รสชาติของน้ำซุปจะเข้มข้น กลมกล่อมเข้ากับเส้นราเมนเหนียวนุ่ม

พร้อมสร้างกิมมิกด้วยการเสิร์ฟ “ฮะจิคามะ” หรือ “ลูกชิ้นหมายเลข 8” ในราเมนเพื่อให้ลูกค้าจำแบรนด์ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทาน

จากที่ว่ามาทำให้ฮะจิบังราเมงในญี่ปุ่นมีฐานลูกค้ามากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นเคยทำสถิติขายได้วันเดียว 1,300 ชาม และขยายสาขาได้นับร้อยแห่งในประเทศญี่ปุ่น

ความเจ๋งตรงนี้ทำให้ครอบครัว “เหลืองภัทรเมธี” ที่ได้มีโอกาสไปลองทานฮะจิบัง ราเมนที่ประเทศญี่ปุ่นมองเห็นโอกาสว่าถ้าเอาแบรนด์นี้มาเปิดน่าจะไปได้สวยเช่นกัน

ก่อนในปี พ.ศ. 2534 ครอบครัว เหลืองภัทรเมธี จะตัดสินใจร่วมลงทุนกับฮะจิบังที่ญี่ปุ่นมาตั้งบริษัท ไทยฮะจิบัง จำกัด ขึ้นมาเพื่อเอาราเมนฮะจิบังมาเปิดให้บริการในประเทศไทย โดยเริ่มสาขาแรกที่ สีลม คอมเพล็กซ์ สำหรับกลยุทธ์ของ ฮะจิบัง ที่เอามาใช้กับตลาดประเทศไทยแล้วเวิร์ก ถ้าลองวิเคราะห์ดู

จะมาจาก 3 ปัจจัยตรงนี้..

  • วาง Position เน้นความคุ้มค่า

ฮะจิบังราเมนในไทยจะวางตัวเองเป็นร้านที่เน้นความคุ้มค่า คือลูกค้าจ่ายไม่แพงแต่ได้ทานราเมนสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ๆ ตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน

การทำแบบนี้ช่วยให้ฮะจิบังสามารถเข้าถึงลูกค้าได้หลายกลุ่ม ตั้งแต่ นักเรียน นักศึกษา ไปจนถึง วัยทำงาน แถมลูกค้ายังกลับมาทานได้บ่อย ในแบบที่ว่าไม่ต้องรอโอกาสพิเศษ

อย่างในทุกวันนี้เราสามารถทานราเมนของฮะจิบังในราคาเริ่มต้นแค่ 88 บาทเท่านั้น (ฮะจังเมน ราคา 88 บาท)

ซึ่งราคาแบบนี้ถือว่าไม่แพงเลยถ้าเทียบกับร้านราเมนอื่น ๆ ในไทย ที่ส่วนใหญ่ จะชอบวางตัวเองเป็นแบรนด์พรีเมียม และอาจจะมีราคาเริ่มต้นที่สูงกว่านี้

  • ควบคุณภาพให้เท่ากันทุกสาขา

ไม่ว่าเราจะทานฮะจิบังที่สาขาไหน รสชาติจะใกล้เคียงกันมาก และต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกแบรนด์จะสามารถทำแบบนี้ได้

สาเหตุเพราะว่า ฮะจิบังจะมีการสร้าง “ครัวกลาง” ที่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี เพื่อผลิตวัตถุดิบ อย่าง น้ำซุป, เส้นราเมน, และวัตถุดิบอื่น ๆ ก่อนจะนำไปส่งให้สาขาของฮะจิบังทั่วประเทศ

พอวัตถุดิบทั้งหมดถูกผลิตภายใต้คุณภาพเดียวกัน ทำให้รสชาติอาหารในร้าน จะออกมาพอ ๆ กันในทุกสาขา

โดยฮะจิบังเริ่มสร้างครัวกลางตรงนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 เรียกได้ว่าเห็นความสำคัญของเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น ๆ

ช่วยสร้างได้เปรียบให้แบรนด์ในระยะยาว โดยเฉพาะเวลาที่มีคู่แข่งใหม่ ๆ เข้ามาในตลาด เพราะแบรนด์ใหม่ที่เข้ามาลูกค้าอาจจะยังไม่รู้จัก และไม่รู้ว่าราเมนของร้านนั้นอร่อย ถูกปากไหม ?

แต่ถ้าเดินเข้าฮะจิบังลูกค้าจะมั่นใจได้เลยว่า ไม่ว่าจะสั่ง ซารุ ราเมน, ชาชูเมน, เนงิ ชาชูเมน หรือ ต้มยำชาชูเมน ในสาขาไหนก็จะยังได้รสชาติที่เหมือนเดิม

  • ปรับเมนูให้เหมาะกับคนไทยด้วย และมี Seasonal Menu ดึงคนเข้าร้านเรื่อย ๆ

นอกจากราคาที่คุ้มค่า จะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจเดินเข้าร้านง่ายขึ้นตามที่บอกไปในข้อ 1 แล้ว

แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่คนไทยทุกคนจะคุ้นเคยกับ ราเมน ที่เป็นอาหารญี่ปุ่น ฮะจิบังใช้วิธี “ปรับสินค้าให้เหมาะกับคนไทย” มาดึงลูกค้ากลุ่มนี้ให้เข้าร้าน

ยกตัวอย่างเช่นหนึ่งใน Hero Product ของฮะจิบังในไทย วันนี้คือ “ต้มยำชาชูเมน”

ที่เกิดจากการเอาต้มยำที่เป็นอาหารที่คนไทยรู้จักกันดีอยู่แล้ว มาผสมกับราเมนสไตล์ฮะจิบัง คนที่ไม่เคยทานราเมนแต่อาจจะชอบทานต้มยำก็สามารถเดินเข้าร้านมาสั่งเมนูนี้ได้นั่นเอง

อ่านถึงตรงนี้อาจจะมีอีกหลายกลยุทธ์มาก ๆ ที่ทำให้ลูกค้าติดใจฮะจิบัง และตัดสินใจเดินเข้าร้าน แค่อาจจะไม่ได้พูดถึงในบทความนี้

เช่น การทำ Seasonal Menu หรือ เมนูพิเศษที่มีขายแค่ในช่วงเวลาจำกัด อย่างในตอนนี้ จะเป็น “สึเคเมน” ราเมนเย็นจุ่มน้ำซุปกระดูกหมูและปลาแห้งออกมา

เพื่อลูกค้ามาเข้าร้านเรื่อย ๆ ทั้งลูกค้าเก่าและใหม่ ถ้าเบื่อเมนูเดิม ๆ ก็ตัดสินใจเข้าร้านง่าย

ขึ้นจากเมนูพิเศษตรงนี้ และนี่แหละคือเรื่องราวของ ฮะจิบังราเมน ที่มาเปิดในไทยเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว แต่วันนี้ก็ยังเติบโตอยู่..

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...