‘ซีอีโอเทค’ ฝากการบ้านรัฐบาลใหม่ ไทยต้องไม่ตกรถ AI ขยับจากผู้ใช้เป็นผู้สร้าง
ใคร ๆ ต่างก็ฝากความหวังไว้กับการเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ. 2569 เพราะเป็นตัวแปรสำคัญที่สัมพันธ์กับหน้าตาของ “รัฐบาลชุดใหม่” ผู้ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ขับเคลื่อนประเทศ และสร้างการเติบโตให้เห็นหนทางที่สว่างไสวกว่าเดิม
ในฝั่งของธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและดิจิทัล ยังมีอีกหลายสิ่งที่เป็นความท้าทายของอุตสาหกรรม เหล่าซีอีโอและผู้บริหาร “สายเทค” จึงฝากโจทย์ใหญ่ ๆ ถึงพรรคการเมืองผู้ออกแบบนโยบาย และว่าที่รัฐบาลชุดใหม่ร่วมหาทางออก เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ
ไทยต้องไม่ตกรถ AI
“ยอด ชินสุภัคกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า AI เป็นเทคโนโลยีกระแสหลัก และรากฐานของการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ประเทศที่ไม่มี AI เป็นของตนเอง หรือไม่อยู่ในซัพพลายเชนของ AI ที่มีทั้งพลังงาน ชิป ดาต้าเซ็นเตอร์ และการพัฒนาแอปพลิเคชั่น (Application Layer) จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนน้อยลง
ปัจจุบัน “ไทย” ยังอยู่ในเลเยอร์ของ “ผู้ใช้งาน” อย่างเดียว และเห็นโอกาสในการเป็น “ผู้สร้าง” น้อยมาก แน่นอนว่าสร้างโมเดลเองไม่ได้อยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้อยู่ในซัพพลายเชนอื่น ๆ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มบิ๊กเทค ควรมีการสร้างเงื่อนไขให้บริษัทเหล่านั้นถ่ายทอดความรู้ เพื่อให้คนไทยสามารถใช้เทคโนโลยีต่อยอดเป็นบริการหรือแอปใหม่ ๆ
“การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ของบริษัทต่าง ๆ เป็น Commercial Reason คนใช้มาก ก็ต้องขยายเวิร์กโหลดเพื่อรองรับความต้องการที่มากขึ้น แต่ประเทศไทยได้อะไรจากสิ่งนี้ ถ้าจะให้การลงทุนเกิดประสิทธิภาพจริง ๆ ควรเป็นดีลแบบ Strategic Reason ที่มีข้อแลกเปลี่ยนไปถึงการจ้างงาน และทำให้ Local Workforce หรือแรงงานในประเทศเก่งขึ้นด้วย”
แนวทางสร้างฐานทัพเทค
“ยอด” พูดถึงแนวทางที่ทำให้ประเทศไทยเป็น“ฐานทัพ” ด้านเทคโนโลยีว่า นโยบายเกี่ยวกับ “Internationalization” ต้องมีความชัดเจน เช่น สนับสนุนให้ทาเลนต์ต่างชาติเข้ามาทำงานแบบ “Friendly” ไม่ใช่แค่วีซ่าระยะยาว หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่รวมถึง “กระบวนการ” ที่ต้องทำให้ง่ายและสะดวก
“ทุกวันนี้ C-Level ชาวต่างชาติของผมต้องไปรายงานตัว และต่ออายุวีซ่าทุกปี ไปแต่ละครั้งเสียค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย ๆ ถ้ามีขั้นตอนที่ง่ายขึ้น ก็น่าจะดึงดูดใจให้เขาอยู่กับประเทศไทยไปนาน ๆ”
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังสามารถใช้ “Power of Consumer” ของคนไทยในการต่อรองสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้ รวมถึงจูงใจสร้าง Development Center เพราะบริการดิจิทัลหลาย ๆ อย่าง เช่น โซเชียลมีเดีย อีคอมเมิร์ซ และฟู้ดดีลิเวอรี่ ประเทศไทยมีขนาดตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย
ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ
อีกส่วนที่มองว่าสำคัญมาก ๆ คือ “Regulatory Guillotine” การจัดระเบียบให้หน่วยงานผู้กำกับดูแลมีโครงสร้างไม่ซับซ้อน และจัดระเบียบรวมศูนย์ให้อยู่ในหน่วยงานเดียว เพราะที่ผ่านมาสิทธิประโยชน์จูงใจการลงทุนของหน่วยงานต่าง ๆ ยังไม่ค่อยเชื่อมโยงเป็นแพ็กเกจเดียวกัน เช่น BOI มีอำนาจในการให้บางอย่าง แต่อีกหลายอย่างต้องรอจากหน่วยงานอื่น ๆ
ส่วนในฝั่งของการออกกฎหมาย รัฐบาลต้องระวังไม่ให้กฎหมายควบคุมเข้มงวดเกินไปจนกลายเป็นการ “คุมกำเนิดนวัตกรรม” เหมือนในยุโรป ที่บังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป (GDPR) และกฎหมาย AI (AI Act) อย่างเข้มข้น แต่ควรเน้นการสนับสนุนให้เกิดการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเหมือนในสหรัฐ
ขับเคลื่อน AI รอบด้าน
ด้าน “พชร อารยะการกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK กล่าวว่า การเดินหน้านโยบาย AI ของรัฐบาลไม่ควรทำในระดับผิวเผิน หรือสร้าง Use Case แบบฉาบฉวย แต่ควรมองให้ครบทุกมิติเพื่อสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการวางรากฐานด้านประสบการณ์ กระบวนการทำงาน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาแอป และการให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security)
รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร (Human Capital & Efficiency) เพราะหัวใจสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาใช้ คือ “คน” รัฐบาลควรมีนโยบาย Upskill และปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของคน หากไม่มีการปรับปรุงกระบวนการหรือออกแบบลักษณะงานใหม่ (Job Redesign) ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ก็จะไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้
“ต่อให้เทคโนโลยีเปลี่ยนไป แต่คนยังทำงานแบบเดิม ก็ไม่ได้ช่วยให้เกิดความเปลี่ยนแปลง”
สนับสนุน Local Provider
“พชร” พูดถึงข้อเสนอแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจว่ามี 2 มุม คือ 1.รัฐบาลควรสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในงานดิจิทัลและ AI ทั่วทั้งประเทศ เพื่อยกระดับ Productivity ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก โดยมีนโยบายจูงใจทางภาษี เพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนกล้าที่จะลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากขึ้น
และ 2.การสนับสนุนผู้ให้บริการในท้องถิ่น (Local Provider) ในยุคที่มีความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ รัฐบาลควรสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีภายในประเทศให้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศและสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไทย
“สิ่งที่ต้องจับตาในปีนี้ คือการเกิด Price Competition ระหว่างผู้ให้บริการแต่ละราย เพราะสภาพเศรษฐกิจไม่ดี ผู้ประกอบการพยายามมองหาโซลูชั่นราคาเหมาะสม เพื่อควบคุมต้นทุนทางธุรกิจ ซึ่งต้องดูต่อว่าแนวโน้มของตลาดจะเป็นอย่างไรต่อไป”
แก้โจทย์ พลังงานดาต้าเซ็นเตอร์
“จักรกฤษณ์ อุไรรัตน์” หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญด้านเทคโนโลยี เพราะวันนี้ เศรษฐกิจดิจิทัลจะนำพาจีดีพีของประเทศให้เติบโตขึ้น จึงอยากให้รัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่อง AI ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญกับประเทศ
อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ แม้ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะบอกว่ามีการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์จํานวนมาก แต่สิ่งที่น่าห่วง คือเรื่องพลังงาน ที่ยังไม่ครอบคลุม มีไม่เพียงพอในบางพื้นที่สำคัญ
“เวลาเราพูดถึงเรื่องของดาต้าเซ็นเตอร์ เรามักไม่ได้พูดถึงเรื่องของการใช้พลังงาน ดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ฝั่ง EEC แต่เนื่องจากว่าบริเวณดังกล่าวพลังงานไม่พอ ถ้าดูข้อมูลบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ มาลงทะเบียนขอกับ BOI จะพบว่ามีจำนวนมหาศาลแต่นึกไม่ออกเหมือนกันว่า ถ้ามากันหมดจริง ๆ จะเอาพลังงานที่ไหนมาให้ จึงอยากให้รัฐบาลผลักดันเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว แม้พลังงานจะมีหลายรูปแบบแต่เทรนด์ของโลกให้ความสำคัญกับพลังงานที่เป็นกรีนจึงต้องผลักดันส่วนนี้เร็วกว่าพลังงานแบบอื่น”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ซีอีโอเทค’ ฝากการบ้านรัฐบาลใหม่ ไทยต้องไม่ตกรถ AI ขยับจากผู้ใช้เป็นผู้สร้าง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net