ภารกิจปั้นSETถูกใจMSCI เพิ่มเพดานต่างชาติถือหุ้น
#ตลท. #ทันหุ้น – ตลท.กางแผนดึงฟันด์โฟลว์ เล็งขยับเพดานต่างชาติถือหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นแบงก์ จ่อหารือธปท.ปรับเกณฑ์ให้ยืดหยุ่น พร้อมเร่งเครื่องเพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นไทยในดัชนี MSCI จากปัจจุบันเหลือ 1.3-1.4% “โครงการJUMP+-โครงการ BOI To BOI” รวมถึงโรดโชว์มากขึ้น เผยอยู่ระหว่างทบทวนเกณฑ์กำกับซื้อขาย รวมถึงเวลาเทรด หวังตั้งหน่วยงานพิเศษพิจารณาคดีตลาดทุน เพื่อดำเนินการลงโทษรวดเร็ว
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนตลาดทุนไทย โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) หลังจากพบว่าน้ำหนักของไทยในดัชนี MSCI ลดลงต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จนปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 1.3-1.4%
@ปลดล็อกต่างชาติซื้อหุ้น
โดยตลาดหลักทรัพย์ได้เข้าไปพบกับทาง MSCI ว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อทำให้ตลาดหุ้นไทยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นบ้าง และมีตลาดหลักทรัพย์ได้ข้อมูลว่านักลงทุนต่างประเทศอยากถือหุ้นไทยมากขึ้น แต่มีข้อจำกัดเรื่องเพดานการถือครองหุ้นของชาวต่างชาติ เมื่อซื้อถึงเพดานที่กำหนดแล้วต้องไปซื้อหุ้นผ่าน NVDR ซึ่งนักลงทุนต่างชาติรุ่นใหม่ไม่ชอบถือ NVDR อยากจะถือหุ้นโดยตรงและมีสิทธิในการออกเสียง (โหวต)
ทั้งนี้หุ้นนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจลงทุนมาก เช่น กลุ่มแบงก์ แต่มีข้อจำกัดถ้าหากต่างชาติถือหุ้นถึงระดับ 25% แล้วต้องไปซื้อผ่าน NVDR ตลาดหลักทรัพย์ฯจึงมีแผนที่จะไปหารือกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่าจะมีการปรับเกณฑ์อย่างไรเพื่อให้มีความยืดหยุ่นมากกว่านี้ได้
@อัพเสน่ห์ตลาดหุ้นไทย
นายอัสสเดช กล่าวว่า กรณีที่หุ้นไทยถูกลดน้ำหนักใน MSCI จากการวิเคราะห์มองว่าจะเป็นเรื่องของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มารเก็ตแคป) และสภาพคล่องที่ลดลง ดังนั้นจึงเป็นที่มาของตลาดหลักทรัพย์เดินหน้าผลักดันโครงการ “JUMP+ เพื่อสร้างเสน่ห์ให้ตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืน โดย หัวใจสำคัญของโครงการ JUMP+ คือการสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในปัจจุบัน กลับมาลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ในธุรกิจของบริษัทมากขึ้น
รวมถึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักลงทุนมองเห็น โอกาสการเติบโตในอนาคตที่ชัดเจน ของบริษัทจดทะเบียนไทย เนื่องจากพื้นฐานของนักลงทุนจะตัดสินใจลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโต ซึ่งจะช่วยสร้างความโดดเด่นและดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติได้ หวังใช้โอกาสที่ MSCIลดน้ำหนักตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ดึงเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทย
สำหรับปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมโครงการ JUMP+แล้ว 114 บริษัท ซึ่งตลาดหลักทรัพย์จะมีเปิดให้มีการเข้าร่วมโครงการจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยตลาดหลักทรัพย์คาดหวังที่จะมีบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาร่วมโครงการมากขึ้น และตลาดหลักทรัพย์มีแผนที่จะไปโรดโชว์มากขึ้น โดยคาดว่าจะเพิ่มได้ประมาณเดือนพฤษภาคมนี้ โดยจะนำเสนอข้อมูลของบริษัทที่เข้าร่วมJUMP+ด้วย
@เพิ่มสินค้าใหม่
นอกจากนี้ ตลท.มีแผนเพิ่มสินค้าใหม่ที่นักลงทุนให้ความสนใจ เช่น บริษัทจดทะเบียนในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New Economy) โดยตลาดหลักทรัพย์ได้มีการทำโครงการ BOI To IPO ดึงบริษัทต่างชาติที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ให้เข้ามาจดทะเบียน ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยสามารถลงทนในธุรกิจใหม่ๆ เช่น อีวี, ดาต้าเซ็นเตอร์, เวลเนสและกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ เข้ามาจดทะเบียน โดยหวังว่าในอนาคตหุ้นใน SET50 จะมีการเปลี่ยนแปลงไป หลังจากที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อธุรกิจใหม่ๆ มานานกว่า 30 ปี เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐ
สำหรับการทบทวนเกณฑ์การกำกับซื้อขาย ขณะนี้อยู่ในช่วงของการพิจารณาและรับฟังความคิดเป็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้รอบครอบเพราะตลาดหลักทรัพย์อยากให้เกณฑ์ที่มีการปรับเปลี่ยนสามารถใช้ได้ไปอย่างน้อย 1 ปี เพราะนักลงทุนเองไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Uptick, Dynamic Price Band
@ศึกษาปรับเวลาเทรด
รวมถึงการพิจารณา การปรับเวลาซื้อขายหุ้น ในช่วงภาคบ่ายจะกลับไปที่ 14.30 น. หรือไม่ แต่จากที่ส่วนตัวได้มีการสอบถามกับโบรกเกอร์ พบว่าอยากให้กลับไปเปิดการซื้อขายที่เวลา 14.30 น. เพราะมองว่าต้นทุนการดำเนินงานไม่คุ้มค่ากับมูลค่าการซื้อขายที่เป็นอยู่ระดับปัจจุบัน
ในส่วนของมาตรการการลงโทษผู้กระทำผิดในตลาดหุ้นนั้น ซึ่งเห็นว่าทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็มีการดำเนินการลงโทษได้เร็วขึ้น และอยากเห็นกระบวนการเร็วขึ้นอีก แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับหน่วยงานอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานสอบสวน อัยการ ศาลฯอาจจะยังไม่มีความเชี่ยวชาญในตลาดทุน อยากให้มีการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษดูแลคดีเกี่ยวกับตลาดทุน เพื่อให้การดำเนินงานลงโทษทำได้เร็วยิ่งขึ้น