“เอกนิติ” ยืนยันนั่ง รองนายกฯ ควบ รมว.คลัง พร้อมลุยต่อ “คนละครึ่งพลัส”
“ดร. เอกนิติ” ยืนยัน นั่งเก้าอี้ รองนายกฯ ควบ รมว.คลัง ตามประกาศ "อนุทิน" พร้อมลุยต่อ "คนละครึ่งพลัส" เน้นพัฒนาทักษะ เดินหน้าทำให้ปี 69 เป็นปีแห่งการลงทุนไทย เร่งรัดงบฯ ปี 70 ไม่ให้ล่าช้าเป็นอุปสรรคของเศรษฐกิจ
9 ก.พ. 2569 ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงโยบายเศรษฐกิจภายหลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเตรียมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ว่า ยืนยันว่ามีการเตรียมความพร้อมโครงการคนละครึ่งพลัสไว้แล้วแต่ต้องรอความชัดเจนจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยการกลับมาของโครงการคนละครึ่งพลัสครั้งนี้จะไม่ได้มีเพียงการเติมเงินเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายเท่านั้น แต่จะเน้นการเพิ่มทักษะ(Upskill) ให้กับประชาชนและร้านค้ารายย่อยด้วย
"จากการลงพื้นที่ได้เจอกับประชาชนเราเห็นจุดที่สามารถพัฒนาได้ดียิ่งขึ้นจากที่โครงการครั้งก่อนได้เพิ่มทักษะให้กับพ่อค้าแม่ค้าไปประมาณ 100,000 ราย ทำให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่า วันนี้เราก็จะทำให้การเพิ่มทักษะให้ขยายวงกว้างออกไป ซึ่งผมเชื่อว่าทำได้เพราะเป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญแต่ต้องรอให้การจัดตั้งรัฐบาลชัดเจนก่อน”
ทั้งนี้ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการออกแบบระบบที่จะนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยเสริมทักษะด้านการค้าขายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับงบประมาณที่จะนำมาใช้ในโครงการคนละครึ่งพลัส ขึ้นอยู่กับว่าจัดตั้งรัฐบาลได้เมื่อไร หากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วอาจพิจารณาใช้งบกลางปี 2569 ในการดำเนินการ แต่หากล่าช้าอาจต้องขยับไปใช้งบประมาณปี 2570 อาจจะต้องมีการแบ่งเป็น 2 รอบขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองแต่ยืนยันว่ามีแน่นอน
“ครั้งที่แล้วคนละครึ่งพลัสมีเวลาไม่ถึง 1 เดือนในการขับเคลื่อน วันนี้ผมก็จะเตรียมพร้อมไว้ทุกอย่าง พอจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยเราจะได้ขับเคลื่อนได้เร็ว โดยอยากเน้นเรื่องการพัฒนาทักษะเป็นการให้เบ็ดเขาไปตกปลา”
สำหรับการดำเนินโยบายเศรษฐกิจหลักๆ จะเน้นความต่อเนื่องของนโยบายที่ทำมาตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา จากเดิมที่มุ่งเน้นนโยบายแบบ "Quick Big Win" เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
“วันนี้ Quick อาจไม่มีความจำเป็นมากนัก แต่จะยกระดับสู่การสร้าง "Big Win" ให้กับเศรษฐกิจไทย ต่อยอดนโยบายเดิมที่ได้ทำมาโดยมีเป้าหมายหลักคือการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวเพื่อกระจายรายได้สู่ประชาชนทุกระดับ ทั้งมนุษย์เงินเดือน SME และชุมชน”
นอกจากนี้ตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้ปี 2569 เป็นปีแห่งการลงทุนไทยทั้งในด้านทรัพยากรมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศไทยให้ก้าวข้ามภาพลักษณ์การเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย โดยนโยบายที่มีอยู่พร้อมแล้วและความต่อเนื่องที่จะเกิดขึ้นรวมถึงความร่วมมือของทุกฝ่ายจะทำให้ประเทศไทยกลับมาแข็งแกร่งได้ในเวทีโลก
สำหรับจุดแข็งที่จะดึงดูดการลงทุนให้เข้ามาในประเทศไทย ได้แก่
- สินค้าเกษตรของไทยที่ยังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก โดยต้องเปลี่ยนจากเกษตรแบบเดิมสู่ Smart Agriculture โดยใช้เทคโนโลยีลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าสินค้าให้เป็นระดับพรีเมียมเพื่อตอบโจทย์ตลาดโลก
- อุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ไทยยังมีจุดแข็ง โดยสานต่อความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่ และ Smart Electronics
- ภาคบริการระดับสู่ยกระดับการท่องเที่ยวสู่ระดับพรีเมี่ยม โดยเน้นกลุ่ม Wellness และการท่องเที่ยวสมัยใหม่ที่มีมูลค่าสูง
“ความมั่นใจของนักลงทุนเป็นสิ่งสำคัญ โดยปัจจุบันมีเงินลงทุนผ่าน BOI ที่รอการอนุมัติอยู่ถึง 480,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะเร่งขับเคลื่อนนโยบาย BOI Fast Passเพื่อปลดล็อกกฎกติกาและเร่งให้เม็ดเงินจำนวนนี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในปีนี้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณแผ่นดินเพิ่มเติมแม้แต่บาทเดียว ซึ่งจะเป็นการโชว์ศักยภาพให้นักลงทุนมั่นใจ”
ดร. เอกนิติ กล่าวว่า นอกจากการสนับสนุนการลงทุนและคนละครึ่งพลัสแล้วโครงการ SME Credit Boost และ ปิดหนี้ไวไปต่อได้ก็จะยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของการบังคับใช้งบประมาณปี 2570 ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า ความรวดเร็วในการจัดทำขึ้นอยู่กับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วคาดว่ากระบวนการอาจล่าช้าจากกรอบเวลาปกติเพียง 2-3 เดือน หรือจะเริ่มใช้งบประมาณปี 2570 ได้ ประมาณเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2569 จากเดิมที่ต้องใช้ในเดือน ต.ค. 2569
“ตอนนี้แต่ละหน่วยงานได้เตรียมทำงบประมาณปี 2570 ไว้แล้ว ผมคิดว่าถ้ามีรัฐบาลใหม่เมื่อไรก็คงมีปรับปรุงเล็กน้อย เราจะพยายายามทำให้เร็วที่สุดเพราะไม่อยากให้งบประมาณหยุดชะงักเพราะจะกระทบกับเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้าย มีรัฐบาลเร็วที่สุด มีงบประมาณใช้ดีที่สุด ก็จะเป็นประโยชน์ในการสร้างคงามต่อเนื่องให้กับเศรษฐกิจไทย ก็อยากให้เร็วที่สุดจะได้ไม่เป็นอุปสรรค”
ขณะที่รัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอสำหรับงบประมาณที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ 1.4 แสนล้านบาทหรือไม่ ดร.เอกนิติ เปิดเผยว่า รัฐบาลสามารถทำนโยบายให้ตรงกับเป้าหมายได้ ขณะที่บางนโยบายไม่จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินใหม่เพียงแค่ปลดล็อกข้อจำกัดบางส่วน เช่น BOI Fast Pass หรือ SME Credit Boots ซึ่งจะทำอย่างต่อเนื่อง
ส่วนยืนยันหรือไม่ว่าจะได้นั่งเก้าอี้รองนายกฯ และรมว. คลัง ดร. เอกนิติ กล่าวว่า ก็เป็นไปตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแถลงข่าวเมื่อวานนี้ (8 ก.พ. 2569) ว่าจะต้องเป็นแพ็ค 4 คือ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีควบกับรัฐมนตรี