โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กบข. เผยผลตอบแทนปี 2568 โต 5.18% ดีกว่าคาด เดินหน้ากลยุทธ์ชนะเงินเฟ้อ หนุนสมาชิกเกษียณสุข

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 30 ม.ค. เวลา 22.59 น. • เผยแพร่ 30 ม.ค. เวลา 14.15 น.

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงคราม และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ระบุว่า ปี 2568 เป็นหนึ่งในปีที่การบริหารเงินลงทุนเผชิญความท้าทายสูง แต่ยังสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยรวมได้ราว 5.18% จากการปรับนิยามสินทรัพย์เป็น เชิงรุก–เชิงรับ พร้อมปรับ SAA เป็น 50:50 เพื่อรักษาสมดุลการเติบโตในระยะยาว เดินหน้าส่งเสริมออมเพิ่ม พร้อมศึกษาโอกาสลงทุนใหม่

วันที่ 30 มกราคม 2569 นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) พร้อมคณะผู้บริหาร แถลงข่าว ผลการดำเนินงานปี 2568 และแผนงานปี 2569”

จาก “สินทรัพย์มั่นคง–เสี่ยง” สู่ “เชิงรุก–เชิงรับ”

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ปี 2568 เป็นปีที่ท้าทายมากกว่าปี 2567 เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง เช่น การเปลี่ยนแปลงราคาสินทรัพย์ ดอกเบี้ย และสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงของกระแสการลงทุน ขณะที่เศรษฐกิจไทยก็มีความผันผวน ส่งผลต่ออัตราตอบแทนของสินทรัพย์ในประเทศ โดยปี 2568 ผลตอบแทนหุ้นไทยติดลบ 6% แต่ผลตอบแทนทองคำเพิ่มขึ้นกว่า 64% อีกทั้งเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง

นายทรงพลกล่าวว่า กบข.ลงทุนในสินทรัพย์ที่อยู่ในต่างประเทศพอสมควร หัวใจสำคัญของ กบข. คือการลงทุนให้ชนะเงินเฟ้อ เพื่อให้สมาชิกมีเงินใช้เพียงพอหลังเกษียณ ความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้กบข. ต้องปรับนิยามและมุมมองต่อประเภทสินทรัพย์การลงทุน จากเดิมที่แบ่งเป็นสินทรัพย์มั่นคงสูงและสินทรัพย์เสี่ยง มาเป็นการพิจารณาแนวการจัดกลุ่มสินทรัพย์เชิงรุกและสินทรัพย์เชิงรับ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารการลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนในระยะยาว และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับสมาชิก

นายทรงพลกล่าวว่า บทเรียนตลอด 10 ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า แม้แต่ตราสารหนี้ซึ่งเป็นสินทรัพย์เดียที่ถูกนิยามว่าเป็นสินทรัพย์มั่นคงสูง ได้รับการจัดอันดับเครดิตระดับ Investment Grade ก็ยังมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ได้ ขณะเดียวกัน สินทรัพย์ที่เคยถูกมองว่า “เสี่ยง” อย่างทองคำ กลับทำหน้าที่เป็นเครื่องมือปิดความเสี่ยงได้ดีในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

นายทรงพลอธิบายว่า สินทรัพย์เชิงรุกคือ สินทรัพย์เพื่อการเติบโต หมายถึงสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นในระยะยาว แน่นอนว่ามีความผันผวนอยู่บ้าง แต่คำถามที่มักได้ยินคือ สินทรัพย์เชิงรุกมีความเสี่ยงมากกว่าสินทรัพย์เชิงรับหรือไม่

“คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป หากมองในมุมของนักลงทุน สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าสินทรัพย์นั้นจัดอยู่ในกลุ่มเชิงรุกหรือเชิงรับ แต่คือการที่ผู้ลงทุน “เข้าใจ” ว่ากำลังลงทุนในอะไร เพราะไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ประเภทใด หากลงทุนโดยไม่เข้าใจ ก็ถือว่ามีความเสี่ยงทั้งหมด”

ในอีกด้านหนึ่ง การไม่ลงทุนเลยก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เช่น ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่กัดกินมูลค่าเงิน ขณะที่การลงทุนโดยขาดความเข้าใจยิ่งเป็นความเสี่ยงที่สูงกว่า ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือการเลือกลงทุนบนพื้นฐานของความเข้าใจ และเลือกสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของตนเอง

สำหรับสินทรัพย์เชิงรับนั้น มีบทบาทหลักในการช่วยลดความผันผวนและรักษามูลค่าเงินต้น ผลตอบแทนอาจเติบโตไม่สูงมากนัก แต่ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับพอร์ตการลงทุนโดยรวม

ปรับ SAA ใหม่ เพิ่มสมดุลเพื่อชนะเงินเฟ้อ

การปรับนิยามสินทรัพย์ นำไปสู่การปรับนโยบายจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Asset Allocation: SAA) ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่แผนพื้นฐานทั่วไปมีสัดส่วนเชิงรับมากกว่า (ประมาณ 60:40) มาเป็น เชิงรุก 50% และเชิงรับ 50% เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

การปรับนิยามและมุมมองต่อประเภทสินทรัพย์ รวมทั้งการปรับนโยบาย SAA ส่งผลให้ในปี 2568 กบข. สามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนกองสมาชิกได้ดีกว่าที่คาดหมาย

เป้าหมายของ กบข. ยังคงชัดเจน คือ ผลตอบแทนต้องชนะเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปี บวกอย่างน้อย 2% โดยในแผนสมดุลตามอายุ (แผนหลักปัจจุบัน) ตั้งเป้าชนะเงินเฟ้อให้ได้สูงถึง 3%

สำหรับผลตอบแทนรายแผนส่วนใหญ่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

  • โดยเฉพาะแผนทองคำ ให้ผลตอบแทนสูงสุดถึง 52.78%
  • แผนหุ้นต่างประเทศ 17.47%
  • แผนกองทุนอสังหาริมทรัพย์ไทย 9.38%
  • แผนเชิงรุก 65 8.89%
  • แผนสมดุลตามอายุ (สมาชิกอายุน้อยกว่า 55 ปี) 8.74% และ
  • แผนลงทุนพื้นฐานทั่วไป 4.31%

สะท้อนถึงการกระจายการลงทุนที่เหมาะสมที่ช่วยเสริมศักยภาพผลตอบแทนให้กับสมาชิก

นายทรงพลย้ำว่า ผลตอบแทนที่สมาชิกได้รับ “ขึ้นอยู่กับการเลือกแผนลงทุนของแต่ละคน” และ กบข. ทำหน้าที่ออกแบบเครื่องมือและทางเลือก ขณะที่การตัดสินใจเป็นของสมาชิก โดยสมาชิกสามารถปรับเปลี่ยนแผนได้ถึง 12 ครั้งต่อปีผ่านแอปพลิเคชัน My GPF

สมาชิกตื่นตัว เลือกแผน–ออมเพิ่มมากขึ้น

นายทรงพลกล่าวว่า กบข. ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิกในระยะยาว โดยกบข. ใช้แอป My Digital Twin เป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสาร ให้สมาชิกจำลองชีวิตหลังเกษียณ เพื่อให้เห็นภาพว่า “อยากใช้ชีวิตแบบไหน ต้องออมและลงทุนแค่ไหน” ด้วยการวางเป้าหมายเงินออมเพื่อการเกษียณ ซึ่งมีให้เลือก 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน (P50) หรือขั้นต่ำที่เพียงพอต่อการดำรงชีพที่คาดการณ์ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 26,142 บาทต่อเดือน

ระดับดี (P75) คือ เป้าหมายการ มีเงินใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 36,288 บาท/เดือน ส่วนระดับดีมาก(P90) มีเงินใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 58,247 บาท/เดือน

โดยในปี 2568 กบข. สามารถเพิ่มสัดส่วนสมาชิกที่มีโอกาสบรรลุเงินก้อนเพียงพอต่อการมีคุณภาพชีวิตหลังเกษียณอย่างมีสุข ในระดับดี (P75) จาก 18% ในปี 2567 เป็น 25% ลดสัดส่วนสมาชิกที่มีโอกาสไม่บรรลุเป้าหมายอย่างต่อเนื่องเหลือ 75% หรือประมาณ 9.5 แสนรายจาก 85% ในปี 2567

นอกจากนี้สมาชิกจำนวนมากเริ่ม ออมเพิ่ม นายทรงพลอธิบายการออมของสมาชิกกบข.ว่า ปัจจุบันรัฐบาลสมทบให้ 3% สมาชิกออมในภาคบังคับ 3% แต่กฎหมายเปิดให้ออมภาคสมัครใจเพิ่ม 1–27% ซึ่งปี 2568 ที่ผ่านมาสมาชิกที่เพิ่มขึ้นมีจำนวน 359,892 รายคิดเป็น 28.34% ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด มูลค่าเงินออมเพิ่ม 41,757 ล้านบาท จากจำนวนสมาชิก 304,980 ราย หรือ 24.40% ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด มูลค่าเงินออมเพิ่ม 30,690 ล้านบาทในปี 2567

สมาชิกที่ออมเพิ่มถึง 27% เป็นสมาชิกที่อาจจะมีอายุมากกว่า ไม่ได้เป็นสมาชิกเริ่มต้นจำนวนประมาณ 20,000 กว่าราย ส่วนสมาชิกที่ออมประมาณ 1-7% มีจำนวนประมาณแสนกว่าราย

“เราไม่ได้มองเพียงตัวเลขว่าสมาชิกจะต้องออมเพิ่มถึง 27% ทั้งหมดแต่สิ่งสำคัญคือศักยภาพของสมาชิกเอง รวมถึงการสื่อสารและการวางแผนที่ช่วยให้สมาชิกได้เปรียบเทียบภาพชีวิตของตนเองหลังเกษียณ ซึ่งน่าจะช่วยสะท้อนให้สมาชิกเห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวเลข 27% หรือเงินเดือนระดับ 26,000 บาท การดำเนินการเหล่านี้ถือเป็นความตั้งใจของ กบข. ที่ต้องการสื่อสารกับสมาชิกอย่างต่อเนื่อง” นายทรงพลกล่าว

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องแผนการลงทุน เดิมกบข.มีแผนหลักหรือแผนพื้นฐานทั่วไป แต่ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ได้เปลี่ยนแผนหลักเป็น “แผนสมดุลตามอายุ” แผนหลักในปัจจุบันก็คือแผนสมดุลตามอายุ และกบข.ก็ต้องการให้สมาชิกอยู่ในแผนนี้ อย่างไรก็ตาม สมาชิกบางส่วนยังไม่ได้เปลี่ยนแผน และยังคงอยู่ในแผนหลักเดิม ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าแผนพื้นฐานทั่วไปมีมานานมาก ขณะที่แผนสมดุลตามอายุเพิ่งเริ่มใช้ได้เพียงประมาณ 3 ปี

ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ในปี 2567 ยังมีสมาชิกประมาณ 73% อยู่ในแผนพื้นฐานทั่วไป ก่อนจะลดลงเหลือราว 64% เนื่องจากสมาชิกบางส่วนย้ายไปเลือกแผนผสมเอง เลือกแผนสมดุลตามอายุในสัดส่วนใหม่ หรือเลือกแผนลงทุนอื่นเพิ่มเติม

ช่วงปลายปี 2567 กบข.ได้เพิ่มแผนใหม่ให้กับสมาชิก คือแผนทองคำ โดยเดิมกำหนดสัดส่วนการลงทุนไม่เกิน 15% ของพอร์ต และได้ปรับเพิ่มเป็นไม่เกิน 25% เพื่อให้สมาชิกสามารถผสมและปรับสัดส่วนได้เอง กบข.ได้นำเสนอต่อคณะอนุกรรมการและคณะกรรมการ ด้วยความเชื่อว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยง และเมื่อสมาชิกมีการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทอยู่แล้ว ทองคำจะช่วยปิดความเสี่ยงให้พอร์ตการลงทุนได้

“เราพบว่าสมาชิกจำนวนไม่น้อยเลือกแผนผสมเองและเลือกลงทุนในแผนทองคำในสัดส่วนที่ตนเองสบายใจ บางคนเลือก 5% บางคนเลือก 25% ในปี 2568 แผนทองคํามีสมาชิกเพิ่มขึ้นประมาณกว่า 800% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567” นายทรงพลกล่าว

ในปี 2567 กบข.ได้เพิ่มแผนวายุภักดิ์ให้สมาชิกเลือก และในปี 2568 แผนวายุภักดิ์สามารถสร้างผลตอบแทนให้สมาชิกมากกว่า 10% สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าสมาชิกมีความเข้าใจและมีทิศทางที่ดีในการเลือกและปรับแผนการลงทุนด้วยตนเอง และจากสัดส่วนสมาชิกที่ยังอยู่ในแผนพื้นฐานทั่วไปซึ่งอยู่ที่ 64% ในปี 2568 คาดว่าจะลดลงต่อเนื่องในปีถัดไป อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าแผนพื้นฐานทั่วไปเป็นแผนที่ไม่ดี เพราะเป็นแผนที่มีสัดส่วนของสินทรัพย์เชิงรุกและสินทรัพย์เชิงรับค่อนข้างสมดุลเช่นกัน

สำหรับแผนตราสารหนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้น 237% แผนหุ้นต่างประเทศเพิ่มขึ้น 176% และแผนตราสารหนี้เพิ่มขึ้น 100% นายทรงพลกล่าวว่า สะท้อนว่าสมาชิกมีความเข้าใจ และใส่ใจในการติดตามแล้วก็เลือกในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

ส่วนสมาชิกที่เกษียณแล้วและต้องการออมกับกบข.ต่อ ในปลายปี 2568 กบข.ได้เปิดแผนเกษียณสบายใจ ไม่ได้หมายความว่าแผนนี้ไม่มีไม่มีโอกาสขาดทุน แต่สามารถชนะเงินฝากประจําได้ พร้อมกับมีประกันชีวิตให้ด้วยทุกกรณี โดยสมาชิกที่เกษียณแล้วสามารถลงทะเบียนได้ แต่แผนนี้เป็นแผนปิดลงทะเบียนได้ครั้งเดียวไม่สามารถที่จะออกจากแผนได้ และไม่สามารถเติมเงินได้ซึ่งก็ได้รับการตอบรับดี เพราะสมาชิกจำนวนมากต้องการได้ผลตอบแทนแต่ไม่อยากเสี่ยง

นอกจากนี้ยังออกแผนชารีอะฮ์ สําหรับสมาชิกที่สนใจไม่จํากัดศาสนา แต่อย่างน้อยสมาชิกที่นับถือศาสนาอิสลามมีทางเลือกเพิ่มเติม

ผลตอบแทนปี 2568 ดีกว่าคาด โต 5.18%

แม้ช่วงกลางปี 2568 กบข. จะประเมินว่าผลตอบแทนอาจออกมาไม่ดีจากความเสี่ยงหลายด้านที่เข้ามา แต่เมื่อสิ้นปี ผลการดำเนินงานโดยรวมกลับ ดีกว่าที่คาดการณ์

ผลตอบแทนของสมาชิกทั้งหมดในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 5.18% เพิ่มขึ้นจาก 3.91% ในปีก่อนหน้า ผลตอบแทนดังกล่าวขึ้นอยู่กับการเลือกแผนการลงทุนของสมาชิกแต่ละคน โดยยังมีสมาชิกจำนวนหนึ่งอยู่ในแผนหลักหรือแผนพื้นฐานทั่วไป ขณะที่อีกส่วนหนึ่งอยู่ในแผนสมดุลตามอายุ

หากพิจารณาผลตอบแทนของ แผนสมดุลตามอายุ แยกตามช่วงอายุ พบว่าผลตอบแทนปรับตัวดีขึ้นเกือบทุกกลุ่ม

  • แผนสมดุลตามอายุ สมาชิกอายุต่ำกว่า 51 ปี ผลตอบแทนเพิ่มจาก 8.71% เป็น 8.74%
  • แผนสมดุลตามอายุ สมาชิกอายุ 55 ปี เพิ่มจาก 6.69% เป็นประมาณ 7%
  • แผนสมดุลตามอายุ สมาชิกอายุ 59 ปี เพิ่มจาก 4.13% เป็น 4.94%

ขณะที่ในกลุ่ม แผนเชิงรุก ก็ให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นเช่นกัน

  • แผนเชิงรุก 35 ผลตอบแทนเพิ่มจาก 5.13% เป็น 5.59%
  • แผนเชิงรุก 65 ผลตอบแทนเพิ่มจาก 8.26% เป็น8.69%

ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นตัวเลขเบื้องต้น และต้องรอการรับรองจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยเป็นการประเมินคร่าว ๆ หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว

โดยรวมแล้ว ผลตอบแทนของทุกแผนปรับตัวดีขึ้นทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีความกังวลว่าผลตอบแทนของปีนี้อาจออกมาไม่ดีนัก กบข.จึงมีการปรับกลยุทธ์การลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มบทบาทของทองคำในการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น พร้อมทั้งปรับพอร์ตอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากไม่สามารถคาดการณ์ได้ชัดเจนว่าความผันผวนและความเสี่ยงในตลาดจะสิ้นสุดลงเมื่อใด

ในส่วนของ แผนทองคำ พบว่าผลตอบแทนในปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 24% และในปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็นราว 52% สะท้อนบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายและปิดความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดผันผวน

ขณะที่ แผนหุ้นไทย ยังมีสมาชิกบางส่วนเลือกลงทุนอยู่ แม้ตลาดหุ้นไทยในปีที่ผ่านมาโดยรวมจะปรับตัวลดลงราว 6–8% แต่สำหรับพอร์ตของ กบข. ผลขาดทุนอยู่ที่ประมาณ 2% ซึ่งถือว่าปรับตัวได้ดีกว่าภาพรวมตลาด

ปี 2569 ความเสี่ยงสูงขึ้น มองโอกาสลงทุนใหม่

สำหรับปี 2569 กบข. ประเมินว่า ความเสี่ยงจะไม่ลดลง ทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลก และภัยพิบัติจากสภาพอากาศ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และพายุรุนแรง

แผนการดำเนินงานในปี 2569 กบข. จะเดินหน้าศึกษาโอกาสการลงทุนใหม่ผ่านโครงการนำร่อง ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Housing Sandbox) และศึกษาโอกาสลงทุนในเศรษฐกิจสูงวัย (Siver Economy) รวมถึงกระตุ้นให้สมาชิกออมเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการส่งเสริมให้สมาชิกเลือกแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับช่วงอายุ และเป้าหมายทางการเงินของตนเอง พร้อมพัฒนากลยุทธ์การลงทุนให้สามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาว โดยมีแผนการลงทุนและสินทรัพย์ที่กำหนดผลตอบแทนให้ชนะอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปี บวก 2-3% ตามเป้าหมายของสมาชิก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน ให้สมาชิกสามารถดำรงชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีสุข

“การปรับนิยาม การปรับกลยุทธ์การลงทุน กบข.ทําอย่างต่อเนื่อง แต่ผลตอบแทนของการลงทุนเหล่านี้ โดยรวมจะทําได้เท่าไหร่ สมาชิกต้องลงทุนด้วย แต่การเอาชนะเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปียังเป็นเป้าหมายที่สําคัญ เพราะหากชนะเงินเฟ้อไม่ได้ เงินที่มีอยู่มูลค่าก็จะไม่พอ เป้าหมายปี 2569 ผลตอบแทนต้องชนะเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปีให้ได้ 2% ในแผนพื้นฐานทั่วไป และชนะเงินเฟ้อให้ได้ 3% สำหรับแผนสมดุลตามอายุ” นายทรงพลกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...