โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

วิกฤตตะวันออกกลางเดือด! ดันราคาน้ำมัน-ทองคำพุ่ง ชี้หุ้นไทยแกร่ง แนะ 2 หุ้นเด่น

The Bangkok Insight

อัพเดต 02 มี.ค. เวลา 04.29 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. เวลา 04.29 น. • The Bangkok Insight

วิกฤตตะวันออกกลางเดือด! ดันราคาน้ำมัน-ทองคำพุ่ง "เอเซีย พลัส" ชี้หุ้นไทยแกร่งรับอานิสงส์กลุ่มพลังงาน แนะนำหุ้นเด่น PTT-PTTEP

สถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอย่างฉับพลัน หลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหาร "Operation Epic Fury" โจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2026 นำไปสู่การสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และการตอบโต้กลับอย่างดุเดือดไปยังฐานทัพสหรัฐและพันธมิตรทั่วภูมิภาค ทั้งในอิรัก คูเวต กาตาร์ บาห์เรน และยูเออี ส่งผลให้ตลาดทุนทั่วโลกผันผวนอย่างหนัก

หุ้นเด่น

ขณะที่ราคาน้ำมันและทองคำพุ่งทะยานรับความเสี่ยง เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกในทันที โดยดัชนีตลาดหุ้นหลักทั่วโลกทั้งในฝั่งสหรัฐ และยุโรป ปรับตัวลดลงราว 1% ในทางกลับกัน เม็ดเงินได้ไหลเข้าสู่ "สินทรัพย์ปลอดภัย" อย่างทองคำ ส่งผลให้ราคาพุ่งขึ้นกว่า 2.4% รวมถึงราคาน้ำมันดิบ WTI และ BRENT ที่ทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงเกือบ 9-10% มาแตะระดับ 72 และ 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามลำดับ

จับตาความเสี่ยงสูงสุด "ปิดช่องแคบฮอร์มุซ" ปัจจัยชี้ชะตาเศรษฐกิจโลกที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือ ความเสี่ยงในการปิดล้อม "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีน้ำมันโลกประมาณ 30% ต้องผ่านช่องแคบนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปยังทวีปเอเชีย นำโดยจีน (38%) และอินเดีย (15%) ทางด้าน Bloomberg Economics ได้ประเมินผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบไว้ 3 กรณี โดยในกรณีเลวร้ายที่สุด (Extreme Scenario) หากความขัดแย้งบานปลายจนนำไปสู่ "การปิดช่องแคบฮอร์มุซ" ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะยานอย่างรุนแรงจนทะลุระดับ 108-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรืออาจสูงกว่านั้นได้ทันที

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย สำหรับประเทศไทย การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานถือเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโดยตรง เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางรวมกันสูงถึง 72.4% ของมูลค่าการนำเข้าจากภูมิภาคนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนภาคการผลิตและอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในมุมของตลาดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASIA PLUS Securities) ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทย (SET) จะแข็งแกร่งและทนทานกว่าตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค เนื่องจากโครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี (ENERG + PETRO) เป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดถึง 31% ความผันผวนของราคาน้ำมันขาขึ้นจึงกลายเป็นแรงพยุงดัชนี นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มโรงกลั่นและพลังงานของไทยยังมี Valuation ที่น่าสนใจ ทั้งค่า P/E และ P/BV ที่ต่ำ รวมถึงมีอัตราเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูง

หุ้นเด่น

กลยุทธ์การลงทุน : คัดหุ้นรับอานิสงส์-เลี่ยงหุ้นรับผลกระทบ บล. เอเซีย พลัส ได้จัดเตรียมกลยุทธ์รับมือความผันผวนจาก "Operation Epic Fury" โดยแบ่งกลุ่มหุ้นดังนี้

  • กลุ่มที่ได้รับ Sentiment เชิงบวก (ได้รับอานิสงส์) : แนะนำหุ้นกลุ่มอิงราคา Commodity และพลังงาน ได้แก่ PTT, PTTEP, TOP, SPRC, STA และกลุ่มเดินเรือ/โลจิสติกส์ที่ได้ผลบวกจากการเร่งตัวของการขนส่ง ได้แก่ RCL, PSL, TTA
  • กลุ่มที่ได้รับ Sentiment เชิงลบระยะสั้น (ควรระมัดระวัง) : กลุ่มที่แบกรับต้นทุนพลังงานสูงขึ้น เช่น BGRIM, GPSC, GLOBAL, TASCO กลุ่มขนส่งทางอากาศ เช่น AOT, THAI, AAV กลุ่มท่องเที่ยวที่อ่อนไหวต่อเงินเฟ้อ เช่น CENTEL, MINT รวมถึงกลุ่มไฟแนนซ์ที่เปราะบางหากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยปรับขึ้น เช่น MTC, SAWAD, TIDLOR
  • ทางเลือกการลงทุนต่างประเทศ : แนะนำการลงทุนใน ETF ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมันในสหรัฐอย่าง XLE US (DR: SPENGY80) และ ETF ที่เน้นลงทุนในธุรกิจค้าอาวุธสงครามอย่าง ITA US

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...