โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

หอการค้าไทย ร่วมประชุม นายกฯ ประเมินผลกระทบภาพรวม ต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง

สวพ.FM91

อัพเดต 02 มี.ค. เวลา 04.41 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. เวลา 04.40 น.

หอการค้าไทย ร่วมประชุม นายกฯ ประเมินผลกระทบภาพรวม ต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ชี้เสี่ยงราคาน้ำมันพุ่ง-ค่าระวางเรือเพิ่ม เสนอรัฐเร่งมาตรการดูแล SME

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเปิดเผยก่อนเข้าร่วมประชุมหารือกับนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานด้านความมั่นคง–เศรษฐกิจในช่วงบ่ายวันนี้ว่า ภาคเอกชนได้รับเชิญเข้าร่วมประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยกระดับสู่การเผชิญหน้าโดยตรงระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และ อิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ตลาดพลังงานและการขนส่งทางทะเลโลกเกิดความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ การประชุมมีขึ้นเพื่อกำหนดแนวทางรองรับผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจไทยอย่างรอบด้าน

ดร.พจน์ระบุว่า จุดเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของโลก รองรับการขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 14–20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 20% ของการค้าน้ำมันทางทะเลโลก รวมถึงเป็นเส้นทางหลักของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไปยังตลาดเอเชีย หากเกิดข้อจำกัดด้านการเดินเรือ จะทำให้อุปทานพลังงานตึงตัวทันที และกดดันราคาน้ำมันในตลาดโลก

สำหรับประเทศไทย ในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะสะท้อนผ่านต้นทุนการผลิต ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน ขณะเดียวกัน ภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้น

ภาคธุรกิจประเมินผลกระทบเบื้องต้นไว้ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่
- ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนขนส่งทุกระบบ ทั้งเรือ เครื่องบิน และขนส่งทางบก
- การเรียกเก็บ War Risk Premium สำหรับเส้นทางอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงครามเพิ่มขึ้น เบื้องต้นบางเส้นทางปรับเพิ่มราว 50%
- ความเสี่ยงการชะลอรับจองตู้สินค้า ไปยังพื้นที่เสี่ยง กระทบกระแสเงินสดและการบริหารสต๊อกของผู้ส่งออก

ต้นทุนส่งออกไปยุโรปเพิ่มต่อเนื่อง แม้หลายเส้นทางอ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮปอยู่ก่อนแล้ว หากราคาน้ำมันปรับขึ้นอีก จะเป็นแรงกดดันซ้ำเติม และทำให้ระยะเวลาขนส่งไป–กลับยาวนานขึ้นรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 1 เดือน

“หากราคาพลังงานและค่าระวางเรือปรับขึ้นพร้อมกัน จะเป็นแรงกดดันสองชั้นต่อระบบการค้าโลก และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยอย่างชัดเจน” ดร.พจน์กล่าว

นอกจากนี้ สายการบินระหว่างประเทศหลายแห่งได้ปรับเส้นทางบินหลีกเลี่ยงน่านฟ้าพื้นที่เสี่ยง ส่งผลให้ระยะเวลาเดินทางและต้นทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบทั้งการเดินทางเพื่อธุรกิจและการท่องเที่ยว

สำหรับแนวทางภาครัฐ ภาคเอกชนเตรียมเสนอให้เร่งมาตรการที่มีอยู่ให้เป็นรูปธรรม อาทิ การเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการ SME การดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน การประสานนโยบายเศรษฐกิจระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการทูตเชิงเศรษฐกิจ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและลดผลกระทบเชิงระบบ

ดร.พจน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ความไม่แน่นอนระดับสูง ภาคธุรกิจควรเร่งทบทวนสัญญาการขนส่ง เงื่อนไขการประกันภัย และจัดทำแผนรองรับหลายสถานการณ์ เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจในระยะสั้น

ทั้งนี้ หอการค้าไทยพร้อมทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาล เพื่อประเมินผลกระทบเชิงลึกในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม และเสนอแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถผ่านพ้นความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...