โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

KTB ประเมินค่าเงินบาทวันนี้

ทันหุ้น

อัพเดต 02 มี.ค. เวลา 02.27 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. เวลา 02.27 น.

#ทันหุ้น – นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.24 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 31.09 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลง โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย (แกว่งตัวในกรอบ 31.01-31.25 บาทต่อดอลลาร์) หลังสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ช่วงวันหยุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้หนุนให้ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ส่วนราคาน้ำมันดิบได้พุ่งสูงขึ้นเกิน +7% อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ดังกล่าว ได้หนุนให้ราคาทองคำ (XAUUSD) พุ่งสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แม้ กนง. จะลดดอกเบี้ยเซอร์ไพรส์ตลาด ท่ามกลางการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำและการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ สถานการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาพลังงานโลก และส่งผลต่อเนื่องมายังมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้ โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดประเมินโอกาสราว 42% ที่ FED จะสามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ มุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อาจปรับเปลี่ยนได้อย่างมีนัยสำคัญ หลังรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะ ข้อมูลตลาดแรงงาน อย่าง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) เดือนกุมภาพันธ์ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (ISM Manufacturing and Services PMIs) ในเดือนกุมภาพันธ์ และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนมกราคม ร่วมกับการรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED และนอกเหนือจากประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่อาจเป็นอีกปัจจัยสำคัญซึ่งส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้

▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน และแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงาน อัตราการเติบโตเศรษฐกิจของยูโรโซน ในไตรมาสที่ 4 ปี 2025 อัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนกุมภาพันธ์ และยอดค้าปลีกของยูโรโซน เดือนมกราคม นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า ECB มีโอกาสราว 56% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง 25bps ในปีนี้

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ของทางการจีนและ RatingDog (ที่จะเน้นบริษัทขนาดเล็ก-กลาง) ในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือนของเวียดนาม อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ยอดการส่งออก-นำเข้า (Exports & Imports) และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของเดือนกุมภาพันธ์ ในส่วนนโยบายการเงิน ผู้เล่นในตลาดและบรรดานักวิเคราะห์ ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) อาจเลือก “คงดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 2.75% และมีแนวโน้มที่จะคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปี 2026 หลังเศรษฐกิจมาเลเซียยังคงขยายตัวได้สอดคล้องกับการประเมินของ BNM

▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) ในเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึงปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจดำเนินนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ คือ สถานการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นได้ หากราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น เช่น ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 80-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามที่นักวิเคราะห์มีการประเมินไว้ หากอิหร่านปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นทางการ (ล่าสุด ในทางปฏิบัติ การเดินเรือในพื้นที่ดังกล่าวได้หยุดชะงักลง หลังกองกำลัง Islamic Revolutionary Guard Corps ของอิหร่าน ได้ประกาศเตือนห้ามมีการเดินเรือในพื้นที่ช่องแคบ Hormuz และเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำ)

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) เสี่ยงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่สามารถหนุนให้ ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น (กดดันเงินบาทผ่านปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ) นอกจากนี้ เงินบาทเสี่ยงผันผวนสูงขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของ ราคาทองคำ ที่ยังมีผลกระทบต่อเงินบาทอยู่ (ยังคงต้องจับตาผลของมาตรการจากทางธนาคารแห่งประเทศไทย) และแม้ว่า เงินบาทจะอ่อนค่าลง แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงบ้าง แถวโซนแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 31.50 บาทต่อดอลลาร์) ตามแรงขายเงินดอลลาร์ของผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออก และที่สำคัญ หากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ได้ทยอยคลี่คลายลง โดยเฉพาะก่อนวันศุกร์นี้ ที่ตลาดจะรับรู้ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อาจทำให้ แรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาทลดลงบ้าง และผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจกับการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ย FED มากขึ้น ซึ่งเงินดอลลาร์ (และเงินบาท) จะเผชิญ Two-way risk พร้อมเคลื่อนไหวสองทิศทาง ขึ้นกับรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.70-31.80 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจทำให้เราต้องปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ ด้วยเช่นกัน

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้น ตอบรับความเสี่ยงจากประเด็นการสู้รบในตะวันออกกลาง ทว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงผันผวน Two-way พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับการปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED หลังรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.00-31.75 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.10-31.35 บาท/ดอลลาร์

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...