โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ดูไบสั่นคลอน ริยาดผงาด: เมื่อ "สวรรค์แห่งความมั่นคง" ถูกทดสอบครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เป็นเวลากว่าสี่ทศวรรษที่ดูไบสร้างตัวเองขึ้นมาบนพื้นฐานของคำมั่นสัญญาที่ไม่เคยพูดออกมาดังๆ แต่ทุกคนรับรู้ดี นั่นคือ ไม่ว่าตะวันออกกลางจะร้อนแรงแค่ไหน วิกฤตจากภายนอกจะหยุดอยู่ที่ชายแดนของเมืองนี้

วันเสาร์ที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา คำมั่นสัญญานั้นแตกสลาย

เมื่อขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านถล่มโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทั้งสนามบินนานาชาติดูไบ ท่าเรือเจเบล อาลี และโรงแรมบูร์จ อัล อาหรับ สัญลักษณ์แห่งความหรูหราที่โลกรู้จัก บทเรียนที่ตลาดการเงินโลก นักลงทุน และชาวต่างชาติหลายล้านคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ต้องเผชิญก็ชัดเจนขึ้นทันที: ดูไบไม่ใช่เมืองที่แตะต้องไม่ได้อีกต่อไป

เกราะกันกระสุนที่ร้าวแตก

ตามรายงานของ Reuters ความเสียหายในครั้งนี้มีทั้งมิติทางกายภาพและจิตวิทยา กระทรวงกลาโหมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รายงานผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 58 ราย ขณะที่ตลาดหุ้นอาบูดาบีและดูไบถูกสั่งปิดในวันจันทร์และอังคาร ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุน UAE นอกจากนี้ การโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Amazon ยังส่งผลกระทบต่อระบบปฏิบัติการธนาคารบางแห่ง และผู้คนนับหมื่นยังคงตกค้างอยู่ในประเทศเนื่องจากน่านฟ้าปิดตัว

ภาพถ่ายดาวเทียมของท่าเรือเจเบล อาลี หลังจากท่าเทียบเรือแห่งหนึ่งเกิดไฟไหม้เนื่องจากเศษซากจากขีปนาวุธที่ถูกสกัดกั้น ในดูไบสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 ภาพโดย Planet Labs PBC/Handout via REUTERS

Jim Krane นักวิจัยจาก Rice University's Baker Institute กล่าวกับ Reuters ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า ความเสียหายทางกายภาพอาจไม่มากนัก แต่ความเจ็บปวดส่วนใหญ่เกิดขึ้นในระดับจิตวิทยา และสถานะ "เมืองปลอดภัย" ของดูไบสำหรับชาวต่างชาติและธุรกิจของพวกเขากำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก พร้อมเตือนว่า "ทุนระหว่างประเทศเคลื่อนย้ายได้เสรีมาก"

Nabil Milali ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของ Edmond de Rothschild Asset Management บอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผู้คนต้องหลบภัยในที่กำบังใต้ดิน การที่สนามบินดูไบ หนึ่งในสนามบินที่พลุกพล่านที่สุดในโลก ต้องปิดตัวหลายวัน ถือเป็นสัญญาณที่บอกอะไรบางอย่างได้อย่างชัดเจน เขาประเมินว่ามีโอกาสถึง 70% ที่ภูมิภาคนี้จะแบกรับ "ค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์" ต่อเนื่องยาวนาน

สี่ทศวรรษแห่งการสร้างแบรนด์ที่เคยยิ่งใหญ่

เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมสิ่งที่เกิดขึ้นในวันเสาร์ถึงสำคัญขนาดนี้ ต้องย้อนกลับไปดูว่าดูไบสร้างตัวเองขึ้นมาได้อย่างไร

จากท่าเรือขนาดเล็กที่พึ่งพาการดำน้ำหาไข่มุกและการประมง ดูไบพลิกโฉมตัวเองอย่างเป็นระบบและมีแบบแผน ตามรายงานของ Reuters หลักหมุดสำคัญในการก่อร่างสร้าง "Brand Dubai" ประกอบด้วยการเปิดตัวสายการบิน Emirates ในปี 1985 การเปิดโรงแรม Burj Al Arab ในปี 1999 และกฎหมายต้นทศวรรษ 2000 ที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองอสังหาริมทรัพย์ได้เป็นครั้งแรก

วันนี้ GDP ของดูไบขับเคลื่อนด้วยภาคนอกน้ำมันแทบทั้งหมด โดยน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 2% เท่านั้น รากฐานของเศรษฐกิจคือการค้า การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์ และบริการทางการเงิน บนโครงสร้างกำกับดูแลที่ออกแบบมาให้เทียบชั้นกับลอนดอนและนิวยอร์ก

ที่น่าสังเกตคือ การเติบโตของดูไบบางส่วนมาจากความไม่มั่นคงของผู้อื่น คนซีเรียที่พลัดถิ่นจากสงครามกลางเมือง ครอบครัวผู้มีอันจะกินที่หวาดกลัวต่อกระแสอาหรับสปริง และชาวรัสเซียที่อพยพหนีจากสงครามยูเครน ล้วนนำทุนและทักษะหลั่งไหลเข้ามา

ผลลัพธ์คือประชากรใน UAE พุ่งจากราว 1 ล้านคนในปี 1980 สู่ 11 ล้านคนในปี 2024 และเมื่อปีที่แล้ว UAE กำลังจะทำลายสถิติใหม่ด้วยการดึงดูดมหาเศรษฐีที่ย้ายถิ่นฐานกว่า 9,800 คน มากที่สุดในโลก ตามข้อมูลของ Henley & Partners

การก่อตั้ง Dubai International Financial Centre (DIFC) ในปี 2004 เป็นตัวเร่งสำคัญในการดึงดูดสถาบันการเงิน และภายในปลายปี 2025 DIFC เป็นที่ตั้งของธนาคารกว่า 290 แห่ง เฮดจ์ฟันด์ 102 แห่ง บริษัทบริหารความมั่งคั่ง 500 แห่ง และ family office อีกกว่า 1,289 แห่ง

รถยนต์จอดรอสัญญาณไฟจราจรโดยมีตึกเบิร์จคาลิฟาเป็นฉากหลัง หลังจากการโจมตีของอิหร่าน ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ในดูไบสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2026 REUTERS/Amr Alfiky

ริยาด: ท่าออกแห่งใหม่ของคนรวย

ขณะที่ดูไบกำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่น มหานครอีกแห่งในคาบสมุทรอาระเบียกำลังผงาดขึ้นมาในฐานะทางออกที่เหลืออยู่

รายงานจาก Arab News อ้างอิง Semafor ระบุว่า กรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย กลายเป็นศูนย์กลางการอพยพหลักสำหรับผู้มีฐานะและผู้บริหารระดับสูงที่ต้องการออกจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย สนามบินนานาชาติคิง คาลิด ในริยาดเป็นหนึ่งในไม่กี่สนามบินขนาดใหญ่ที่ยังคงเปิดให้บริการได้ตามปกติ

ภาพที่เกิดขึ้นฉายให้เห็นระดับความกดดัน: ผู้บริหารสถาบันการเงินระดับโลกและบุคคลมั่งคั่งจำนวนมากต่างออกเดินทางทางบกมุ่งหน้าสู่ริยาด บางรายใช้เวลาราว 10 ชั่วโมงจากดูไบ บริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนเช่าขบวน SUV ส่งลูกค้าไปยังเมืองหลวงซาอุดีฯ ก่อนจัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำออกไปต่อ

ความต้องการที่พุ่งสูงส่งผลให้ราคาพุ่งตาม Ameerh Naran ซีอีโอของ Vimana Private บริษัทนายหน้าเครื่องบินส่วนตัว บอกกับ Semafor ว่าริยาดขณะนี้คือ "ทางเลือกที่แท้จริงเพียงทางเดียว" สำหรับผู้ที่ต้องการออกจากภูมิภาค โดยค่าเช่าเครื่องบินส่วนตัวจากริยาดไปยุโรปพุ่งสูงถึง 350,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเที่ยว

เส้นทางอื่นถูกปิดลงทีละเส้น โอมานเคยถูกพิจารณาเป็นทางออกสำรอง แต่หลังจากมีรายงานการโจมตีของอิหร่านต่อโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือและเรือบรรทุกน้ำมัน ทำให้เส้นทางนั้นหมดความเป็นไปได้ ริยาดจึงกลายเป็นจุดเชื่อมต่อที่เข้าถึงได้มากที่สุด

สิ่งที่ทำให้ซาอุดีอาระเบียได้เปรียบในขณะนี้ยังรวมถึงนโยบายวีซ่าที่ยืดหยุ่นขึ้น เปิดให้ชาติส่วนใหญ่ขอวีซ่าเมื่อถึงประเทศได้ ประกอบกับความสามารถในการรักษาน่านฟ้าให้เปิดได้จนถึงปัจจุบัน และแม้โรงเรียนบางแห่งจะปรับไปเรียนออนไลน์ และบริษัทบางแห่งแนะนำให้พนักงาน Work from Home แต่ชีวิตประจำวันในริยาดยังคงดำเนินต่อไปได้ใกล้เคียงปกติมากกว่าเมืองอื่นในอ่าวที่ถูกโจมตีโดยตรง

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย?

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับดูไบอาจไม่ใช่เรื่องใหม่หากมองในบริบทประวัติศาสตร์ภูมิภาค Reuters ย้อนให้เห็นรูปแบบที่เกิดซ้ำมาแล้วหลายครั้ง: เบรุตเคยเป็นศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศของภูมิภาค จนสงครามกลางเมืองในทศวรรษ 1970 ทำลายภาพลักษณ์นั้นพังทลาย บาห์เรนก้าวเข้ามาเติมช่องว่าง จนดูไบขึ้นมาแทนที่และทำให้บาห์เรนกลายเป็นผู้เล่นรายเล็ก การสืบทอดทุกครั้งสร้างขึ้นบนคำสัญญาเดิม: ทางเลือกที่มั่นคงและเปิดกว้างแทนที่วิกฤตครั้งก่อน

แต่ดูไบนั้นต่างออกไปตรงที่ปฏิบัติตามคำสัญญานั้นได้สมบูรณ์แบบกว่าทุกรายที่ผ่านมา และนั่นเองคือเหตุผลที่การเดิมพันครั้งนี้สูงกว่าเดิม

ควันพวยพุ่งขึ้นจากท่าเรือเจเบล อาลี หลังจากการโจมตีของอิหร่าน ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ในดูไบสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 REUTERS

เสียงจากตลาด: ระหว่างความเชื่อมั่นและความหวาดกลัว

ในแวดวงการลงทุน สัญญาณที่ปรากฏออกมาหลังเหตุการณ์วันเสาร์มีทั้งที่น่าเป็นห่วงและน่าจับตา Reuters รายงานว่าบริษัทลงทุนขนาดกลางแห่งหนึ่งในดูไบเริ่มวางแผนปลดพนักงานล่วงหน้าและหยุดระดมทุน ความต้องการทองคำแท่งพุ่งขึ้น และธนาคารเอกชนระดับนานาชาติที่กำลังขยายทีมที่ปรึกษาในดูไบอาจพิจารณาทบทวนขนาดของการดำเนินงานในท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม Madhur Kakkar ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Elevate Financial Services ชี้ว่าในอดีต ตลาดอย่าง UAE แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในช่วงวิกฤต รวมถึง COVID-19 โดยได้รับแรงหนุนจากการตอบสนองเชิงนโยบายที่แข็งแกร่ง และในขั้นนี้ การเคลื่อนย้ายทุนสถาบันออกจาก UAE หรือกลุ่มอ่าวอย่างเป็นระบบกว้างยังดูเป็นไปได้ยาก เว้นเสียแต่ว่าความตึงเครียดจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหรือยืดเยื้อออกไปนาน

William Jackson หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ตลาดเกิดใหม่จาก Capital Economics เรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็น "การเปลี่ยนแปลงการรับรู้ที่ใหญ่มาก" โดยชี้ว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจอ่าวถูกมองว่าปลอดภัยจากการตอบโต้ของอิหร่าน แต่การรับรู้นั้นเปลี่ยนไปแล้วหลังสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อนานเท่าใด ความท้าทายก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงความพยายามกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินอยู่ในภูมิภาค

นาทีแห่งความจริงที่ยังไม่มีคำตอบ

สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในขณะนี้คือยังไม่มีอะไรชัดเจน ยังไม่มีข้อมูลกระแสเงินทุนไหลออก ตลาดหุ้นยังถูกระงับ และทุกฝ่ายกำลังรอดูว่าความขัดแย้งจะยืดเยื้อหรือคลี่คลายในทิศทางใด

สิ่งที่เปลี่ยนไปแล้วไม่มีวันกลับคืนคือมายาคติ ตลอดสี่สิบปีที่ผ่านมา "ดูไบแตกต่าง" ไม่ใช่แค่สโลแกนการตลาด แต่เป็นสัจธรรมที่พิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บัดนี้ประโยคนั้นต้องถูกพิสูจน์ใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางโลกที่กำลังจับตาดูอยู่

ขณะที่ริยาดเป็นเพียง "ทางหนี" ชั่วคราว สิ่งที่ทุกคนในภูมิภาคต้องการในตอนนี้ไม่ใช่สนามบินที่เปิด แต่คือคำตอบว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

รายงานพิเศษฉบับนี้อ้างอิงข้อมูลจาก Reuters และ Arab News

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...