โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

3 ว่าที่ สส. ชุมพร ชนมาเฟีย ยึดสวนปาล์มหมดสัมปทาน3หมื่นไร่

INN News

อัพเดต 25 ก.พ. เวลา 15.56 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. เวลา 08.56 น. • INN News

3 ว่าที่ สส. "บ้านใหญ่ชุมพร" ไม่ทน ถูกกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น อ้างชื่อ เข้ายึดสวนปาล์มหมดสัมปทานกว่า 3 หมื่นไร่ ในป่าสงวนแห่งชาติ เปิดโปงทำเป็นกระบวนการ มีทั้งผู้นำท้องที่ นักการเมืองท้องถิ่น ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ

พล.ต.ต.จิตเกษม สนขำ ผบก.ภ.จว.ชุมพร ได้รับการประสานจาก นายสุพล จุลใส นายวิชัย สุดสวาสดิ์ นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ ว่าที่ สส.พรรคภูมิใจไทย ทั้ง 3 เขตจังหวัดชุมพร ว่ามีกลุ่มบุคคลผู้มีอิทธิพลในพื้นที่เข้าไปลักลอบเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มน้ำมันในพื้นที่หมดสัมปทานเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าสลุย-ป่ารับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร บนเนื้อที่กว่า 3 หมื่นไร่ โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้แอบอ้างชื่อว่าเป็นของ สส.บ้านใหญ่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ และเจ้าหน้าที่ไม่กล้าจับกุม

ต่อมา พล ต.ต.จิตเกษม ได้สั่งการให้ พ.ต.ต.ปรัชญา ชัยงาม สว.กก.สส.จว.ชุมพร สนธิกำลังร่วมกับ พ.ต.ท.ฐิติณัฐฏ์ ศรีสังข์ รอง ผกก.สส.ภ.8 นำกำลังตำรวจ นปพ.ภ.จว.ชุมพร กว่า 10 นาย ลงพื้นที่เป้าหมายหมู่ที่ 10ตำบลหงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ซึ่งเป็นสวนปาล์มหมดสัมปทานอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าสลุย-ป่ารับร่อ ดังกล่าว อยู่ห่างจากชายแดนไทย-เมียนมา ประมาณ 20 กิโลเมตร

จากการตรวจสอบจุดแรกพบร่องรอยมีรถแม็คโครขุดเป็นร่องลึกประมาณ 1 เมตร กว้าง 1 เมตร มีความยาวกว่า 1 กิโลเมตร โดยขุดเป็นแนวยาวทั้งสองฝากถนนลูกรังเพื่อแบ่งเขตแดนจับจองเก็บเกี่ยวผลปาล์มซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีชาวบ้านแอบถ่ายคลิปรถแม็คโครขณะกำลังขุดเป็นคูร่องลึกดังกล่าวเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบการร้องเรียนด้วย

จุดที่สองอยู่ไม่ไกลกันมากนักกำลังเจ้าหน้าที่อีกชุดได้เข้าตรวจสอบพบมีคนไทย 2 คน ทราบชื่อคือ นายสมพร รักษ์เกลี้ยง อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 100 หมู่ 13 ตำบลหงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพรและนายสถาพร ทิมน้อย อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53 หมู่ 13 ตำบลหงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร กำลังยืนคุมแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมา 2 คน ที่กำลังใช้ตะขอเคียวด้ามยาวประมาณ 6 เมตรจำนวน 2 อัน เก็บเกี่ยวผลปาล์มอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวทั้งหมดไว้ และตรวจยึดของกลางตะขอเคียวเกี่ยวปาล์ม 2 อัน และผลปาล์มที่เก็บเกี่ยวกองอยู่ตามจุดต่างๆอีกจำนวนมาก

นอกจากนั้น ในที่เกิดเหตุยังพบรถยนต์กระบะมิตซูบิชิตอนเดียวสีเทาดำ ทะเบียน บม 237 ราชบุรี และ รถยนต์กระบะโตโยต้าสีเทาดำตอนเดียว ทะเบียน บร 3045 ชุมพร เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
ในรถกระบะโตโยต้าสีเทาดำ เจออาวุธปืนขนาด 9 มม.1 กระบอก อยู่ในกระเป๋าสะพานวางอยู่บนเบาะหลังเกียร์ โดยมี นายสถาพร ทิมน้อย ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมรับเป็นเจ้าของรถและเจ้าของอาวุธปืนดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นปืนมีทะเบียนแต่เป็นชื่อของภรรยาตนเอง

ขณะเจ้าหน้าที่จับกุม ได้มีชายอายุประมาณ 25 ปี รูปร่างอ้วนใหญ่ ได้ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาสอบถามและพยายามจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับผู้มีอิทธิพลคนหนึ่ง
ในพื้นที่ แต่เจ้าหน้าที่ไม่สนใจและพูดคุยด้วยแต่อย่างใด

จากนั้น ตำรวจชุดจับกุมได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งคนไทยและแรงงานต่างด้าวรวม 4 คน พร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.สลุย เขตพื้นที่รับผิดชอบ จากการสอบสวนคนไทยทั้ง 2 คน
ให้การว่าได้พาแรงงานต่างด้าวมารับจ้างตัดปาล์มในสวนดังกล่าวให้แก่นายจ้างแต่ไม่ยอมบอกว่าใครเป็นผู้ว่าจ้าง

จากแนวทางการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ทราบว่า พื้นที่สวนปาล์มหมดสัมปทานจากบริษัทเอกชนจำนวนกว่า 3 หมื่นไร่ ในพื้นที่คาบเกี่ยวตำบลหงษ์เจริญ ตำบลรับร่อ หมดสัมปทานมานานหลายปีแล้วแต่ทางกรมป่าไม้ยังไม่ดำเนินการใด แต่กลับปล่อยให้กลุ่มนายทุน ผู้นำท้องที่ นักการเมืองท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพล เข้าไปจัดสรรแบ่งล็อกกันเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มน้ำมันขายเดือนละมากกว่า 100 ล้านบาทโดยมีเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยงานเกี่ยวข้องบางกลุ่มร่วมขบวนการด้วย

ในพื้นที่สวมปาล์มหมดสัมปทานดังกล่าว ยังมีวัวเถื่อนที่ไม่ได้ตีทะเบียนใบหูตามกฎหมายจากกรมปศุสัตว์ ซึ่งมีทั้งวัวสายพันธุ์ต่างประเทศและสายพันธุ์วัวบ้านหรือวัวแกลบ ที่กลุ่มบุคคลผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นดังกล่าว ได้ลักลอบนำเข้ามาจากฝั่งประเทศเมียนมา โดยนำเข้ามาเลี้ยงอำพรางเป็นวัวชาวบ้านกระจายไว้ตามจุดต่างๆ ในพื้นที่ป่าสงวนดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้ง 4 คน เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาร่วมกันเก็บหาของป่าในป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต และแจ้งข้อหาเพิ่มกับ นายสถาพร ทิมน้อย มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้
ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพกพาปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร

ขณะเดียวกัน ได้มีหญิงสาวอายุประมาณ 35 ปี บอกว่าเป็นภรรยาของ นายสมพร รักษ์เกลี้ยง ได้มาเยี่ยมสามีได้พูดกับผู้สื่อข่าวลักษณะไม่พอนายจ้างโดยบอกว่านายจ้างเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้คนหนึ่งได้ว่าจ้างสามีตนเองเข้าไปเก็บเกี่ยวผลปาล์มในพื้นที่ดังกล่าว แต่กลับไม่มีความรับผิดชอบปล่อยให้สามีตนเองถูกจับและไม่มาช่วยเหลือ ซึ่งสามีตนเป็นผู้รับจ้างหาเช้ากินค่ำใครจ้างก็ไป
และในพื้นที่สวนปาล์มดังกล่าวมีการแบ่งล็อกจับจองเป็นเจ้าของกันหมดแล้ว และก็มีการจ้างแรงงานเข้าไปตัดเก็บปาล์มกันทุกวันไม่เห็นมีใครมาจับกุม

ภายหลังการจับกุม นายสุพล จุลใส นายวิชัย สุดสวาสดิ์ นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ ว่าที่ สส.ชุมพร ทั้งสามเขตเลือกตั้ง ได้เดินทางมาที่ สภ.สลุย พร้อมกับเปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีกลุ่มอิทธิพล
ในพื้นที่ซึ่งมีทั้งนักการเมือง ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่รัฐบางคนบางกลุ่ม ได้เข้าไปยึดครองจัดสรรพื้นที่สวนปาล์มหมดสัมปทานในป่าสงวนแห่งชาติกว่า 3 หมื่นไร่ โดยใช้รถแม็คโคร
เข้าไปขุดเป็นร่องและคันแนวเพื่อแบ่งบันเขตกันจับจองเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มน้ำมัน แล้วอ้างว่าเป็นของกลุ่ม สส.บ้านใหญ่ในจังหวัดชุมพร

นายสุพล หรือ "สส.ลูกช้าง" กล่าวว่าพวกตนไม่เคยมีผลประโยชน์ใดๆ ในพื้นที่สวนปาล์มหมดสัมปทาน แต่กลุ่มอิทธิพลในพื้นที่และเจ้าหน้าที่รัฐบางคนบางกลุ่มชอบเอาชื่อของพวกตน
ไปกล่าวอ้างหาผลประโยชน์ จนชาวบ้านทั่วไปหลงเชื่อทำให้เสียชื่อเสียง พวกตนจึงต้องลงพื้นที่ตรวจสอบความจริงและรวบรวมหลักฐาน โดยตนไม่บอกให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในพื้นที่รู้ เพราะกลัวว่าข่าวจะรั่ว จนกระทั่งมีการจับกุมได้ดังกล่าว

" ปัญหาสวนปาล์มน้ำมันทั้งหมดกว่า 3 หมื่นไร่ ในป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าว เท่าที่ตนทราบข้อมูล เกิดจากเจ้าหน้าที่ระดับล่างจนถึงระดับสูงการสั่งการ ไปจนถึงเบื้องบนในกรมป่าไม้
ได้มีการส่งผลประโยชน์ถึงกัน จึงปล่อยเกียร์ว่างไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งๆที่สวนปาล์มหมดสัมปทานมานานแล้ว แต่กลับปล่อยให้มีการกอบโกยผลประโยชน์ กันมานานแล้วแอบอ้างชื่อพวกตน "

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...