โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

Krungthai CIO มองประธานเฟดคนใหม่ จุดเปลี่ยนนโยบายการเงินโลก!!

The Bangkok Insight

อัพเดต 03 ก.พ. เวลา 04.07 น. • เผยแพร่ 03 ก.พ. เวลา 04.07 น. • The Bangkok Insight

Krungthai CIO ประเมินตลาดการเงินโลกผันผวน หลังเสนอชื่อ Kevin Warsh นั่งประธานเฟดคนใหม่ แนะใช้จังหวะย่อตัวทยอยสะสมหุ้นคุณภาพ ถือทองคำ 5-10% ของพอร์ต กระจายความเสี่ยง

ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office) วิเคราะห์ตลาดและการลงทุนรายสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 2-6 ก.พ. 2569 ว่า ตลาดยังคงเผชิญความผันผวนสูง จากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน หลังมีการการเสนอชื่อ Kevin Warsh เข้าดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ประธานเฟดคนใหม่ แทน Jerome Powell ที่จะครบวาระในเดือน พ.ค. นี้ ซึ่งอาจเป็น "Policy Pivot" หรือจุดเปลี่ยนเชิงนโยบายที่สำคัญของ Fed

ประธานเฟดคนใหม่

แม้ว่า Kevin Warsh ถูกมองว่า ให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งเป็นบวกต่อการลงทุนระยะยาว แต่ตลาดยังมีความกังวลในเรื่องความเป็นอิสระของ Fed ภายใต้แรงกดดันทางการเมือง และจุดยืนนโยบายในอดีตของ Warsh ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "สายเหยี่ยว" (Hawkish) ซึ่งอาจทำให้ทิศทางดอกเบี้ยไม่ผ่อนคลายเร็วอย่างที่ตลาดคาดหวัง

นอกจากนี้ ตลาดโลกยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยลบด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งกรณีที่ประธานาธิบดี Donald Trump ส่งสัญญาณขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้ ความตึงเครียดกับอิหร่าน รวมถึงความเสี่ยง Government Shutdown ของสหรัฐที่อาจทำให้การประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญล่าช้า และเพิ่มความผันผวนในตลาดการเงิน

Krungthai CIO ประเมินว่า ความผันผวนดังกล่าวยังไม่ใช่สัญญาณเชิงลบต่อโครงสร้างตลาดในระยะยาว โดยเริ่มเห็นภาพของ Market Rotation หรือการหมุนกลุ่มลงทุน จากหุ้นที่ราคาปรับขึ้นมามาก ไปสู่หุ้นที่ยังมีพื้นฐานรองรับชัดเจน สะท้อนผ่านผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Microsoft, Apple และ Meta ที่ยังรายงานกำไรและรายได้ดีกว่าคาด รวมถึงเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่ยังเร่งตัวต่อเนื่อง

ประธานเฟดคนใหม่

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน Krungthai CIO ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐ โดยแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ "ทยอยสะสมเมื่อย่อตัว (Buy on Dip)" โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI และเทคโนโลยีแห่งอนาคต ซึ่งยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดในปีนี้ พร้อมแนะนำให้จัดพอร์ตในลักษณะ Barbell Strategy ผสมผสานระหว่าง หุ้นกลุ่มเติบโต (Growth) ที่ได้ประโยชน์จากนวัตกรรม หุ้นกลุ่มมั่นคง (Defensive) เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต และถือครองทองคำในสัดส่วน 5-10% ของพอร์ต เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์และภาวะค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าในระยะยาว โดยประเมินกรอบเป้าหมายราคาทองคำไว้ที่ 5,300-5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...