โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปักปากกา ผ่าตัด ส่องกล้องเย็บกระเพาะ ฯลฯ ทางเลือกแบบไหนที่เข้าใกล้การควบคุมน้ำหนักอย่างยั่งยืน คุยกับ ‘ผศ.นพ. วีรวิชญ์ จารุวงศ์วณิชย์’ แพทย์เฉพาะทาง จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

Mirror Thailand

อัพเดต 03 ก.พ. เวลา 07.55 น. • เผยแพร่ 03 ก.พ. เวลา 07.55 น.
ภาพไฮไลต์

ปฏิเสธไม่ได้ว่า มาตรฐานความงาม (Beauty Standard) ในไทยยังคงสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องรูปร่าง จะสังเกตได้ว่า เหล่านักแสดง ศิลปิน คนดังมักถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือพาดหัวข่าวว่า ‘อ้วนขึ้น’ ขณะที่ในแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง TikTok ผู้ใช้งานบางคนที่มีรูปร่างผอมหรือสมส่วนกลับเรียกตัวเองว่า ‘สาวอวบ’ หรือ ‘สาว Chubby’ ส่งผลให้หลายคนอาจติดกับดักมาตรฐานความงาม (Beauty Standard) จนหลงเชื่อวิธีการลดน้ำหนักที่เน้นเห็นผลเร็ว แต่อาจจะไม่ปลอดภัย ไม่เหมาะกับตัวเอง หรือไม่ยั่งยืน

ปัจจุบัน ทางเลือกในการควบคุมน้ำหนักจำนวนมาก หันไปทางไหนก็มีแต่คนแชร์วิธีการลดน้ำหนักที่ได้ผลดี ไม่ว่าจะเป็นการทำ Intermittent Fasting (IF) การออกกำลังกายด้วยพิลาทีส การปักปากกาลดน้ำหนัก หรือแม้แต่การผ่าตัดกระเพาะอาหาร

ซึ่งในโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok มีการส่งต่อข้อมูลความเชื่อผิดๆ อยู่ไม่น้อยเกี่ยวกับการ ‘ปักปากกา’ หรือ ‘การผ่าตัดกระเพาะอาหาร’ (Sleeve / Roux-en-Y Gastric Bypass) จนทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า หัตถการนี้เป็นทางเลือกที่ทุกคนสามารถทำได้ หรือหลังจากทำแล้ว น้ำหนักจะน้อยลงตลอดไป ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่แบบนั้นเลย

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า วิธีไหนเหมาะกับตัวเองจริงๆ ?

ครั้งนี้ MIRROR Thailand จึงชวน ‘ผศ.นพ. วีรวิชญ์ จารุวงศ์วณิชย์’ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบทางเดินอาหาร–โรคตับ และการส่องกล้องทางเดินอาหารขั้นสูง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มาพูดคุยเกี่ยวกับทางเลือกในการลดน้ำหนักทางการแพทย์ว่ามีอะไรบ้าง รวมถึงแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียอย่างไร และเหมาะกับใคร เพื่อให้ทุกคนสามารถตัดสินใจลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัย และเป็นผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว

ในโปรแกรม Weight Management ของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีทางเลือกทั้งหมด 5 วิธี ได้แก่ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกาย, การรับประทานยา, ปากกาลดน้ำหนัก, การส่องกล้องเย็บกระเพาะ และการผ่าตัดกระเพาะอาหาร

ตอนนี้ค่านิยมเกี่ยวกับการลดน้ำหนักของคนไทยเป็นอย่างไรบ้าง

เท่าที่ผมไปลองศึกษามา ค่านิยมก็มีหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น อยากลดเร็ว เห็นผลไว และไม่ต้องเหนื่อย อาจจะเลือกใช้ ‘ปากกาลดน้ำหนัก’ ที่สามารถฉีดแล้วลดน้ำหนักได้เลย ส่วนค่านิยมอีกอย่างหนึ่งคืออยากมีหุ่นที่ผอมเพรียว และผอมเท่ากับความงาม

แต่จริงๆ แล้ว ในทางการแพทย์ ผอมมากเกินไปก็ไม่ดีเสมอไป เช่น ถ้าค่าดัชนีมวลกาย (BMI) น้อยกว่า 20 จะเพิ่มโอกาสที่จะเจ็บป่วยหรือตายได้มากขึ้น เนื่องจากคนที่น้ำหนักน้อยเกินไป ภูมิคุ้มกันก็จะลดลง มวลกล้ามเนื้อก็จะหายไป การดูดซึมสารอาหารก็จะลดลง มีโอกาสขาดสารอาหาร หรือกระดูกบางลง

แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ก็มีเทรนด์คนรักสุขภาพ และการลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพแบบยั่งยืนเข้ามามากขึ้น ซึ่งก็เป็นเทรนด์ที่ดี

ตามหลักทางการแพทย์ น้ำหนักเท่าไรถึงถือว่าอ้วน

สำหรับคนชาติตะวันตก หากมีค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI) ประมาณ 30 ถือว่าอ้วน เนื่องจากมีงานวิจัยยืนยันว่า ถ้าน้ำหนักเกินกว่านี้ จะเพิ่มโอกาสการเกิดโรคทางเมตาบอลิซึม เช่น ความดัน เบาหวาน ไขมัน ได้มากขึ้น รวมถึงเพิ่มโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และโอกาสการเสียชีวิตมากขึ้นด้วย

แต่ถ้าเปรียบเทียบในน้ำหนักตัวที่เท่ากัน คนไทยมีโอกาสที่ไขมันในช่องท้องจะสูงกว่า ตามหลักทางการแพทย์จึงกำหนดให้คนที่มีค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI) 25 ขึ้นไปถือว่าอ้วน

ตอนนี้มีสถิติเกี่ยวกับการควบคุมน้ำหนักหรือโรคอ้วนที่น่าสนใจบ้างไหม

ในเอเชีย คนไทยมีภาวะโรคอ้วนสูงเป็นอันดับ 2 รองจากมาเลเซีย หรือพูดคร่าวๆ คือถ้ามีคนเดินมา 10 คน จะมีคนอ้วนประมาณ 4 คน โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุให้ภาวะน้ำหนักเกินเป็นโรคชัดเจน เพราะมีผลต่อร่างกายและเป็นภาวะเรื้อรังที่ซับซ้อนเกี่ยวกับเรื่องของฮอร์โมนผิดปกติ หรือการเผาผลาญผิดปกติ ทำให้คนอ้วนมีอายุสั้นกว่าคนน้ำหนักปกติประมาณ 4-8 ปี

นอกจากนี้ยังมีสถิติที่ระบุว่า ถ้าคนคนหนึ่งสามารถลดน้ำหนักได้เกิน 80% น้ำหนักของเขาจะกลับมาเท่าเดิมภายใน 3-5 ปี เนื่องจากโรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรัง และถ้าเราลดน้ำหนักมากเกินไป ร่างกายก็จะเริ่มเผาผลาญช้าลง เพราะคิดว่าเราขาดอาหาร จึงทำให้หิวมากขึ้น และน้ำหนักก็อาจจะกลับไปที่จุดเดิมได้

ปัจจุบันมีทางเลือกในการควบคุมน้ำหนักจำนวนมาก แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า วิธีไหนเหมาะกับตัวเอง

ปัจจุบันมีวิธีลดน้ำหนักหลากหลายวิธี แต่ไม่มีวิธีใดวิธีหนึ่งที่เหมาะกับทุกคน เพราะแต่ละคนมีปัจจัยส่วนตัวที่แตกต่างกัน เช่น มีโรคประจำตัวอะไรบ้าง ระบบเผาผลาญเป็นอย่างไร หรือเป้าหมายในการลดน้ำหนักคืออะไร หรือไลฟ์สไตล์การกินเป็นอย่างไร ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดก่อนจะลดน้ำหนักคือการประเมินว่าวิธีไหนเหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคน

เช่น ถ้าเราไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคไขมันในเลือดสูง แล้วไปทำ Ketogenic Diet หรือการกินอาหารที่มีไขมันสูง และคาร์โบไฮเดรตต่ำ มันจะทำให้ไขมันในเลือดเราสูงมากขึ้น และเพิ่มโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจชัดเจน ทำแบบนี้น้ำหนักลด แต่อาจจะเป็นโทษก็ได้ เพราะฉะนั้น ก่อนจะเริ่มลดน้ำหนัก ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือ ‘การประเมินผู้ป่วย’ ว่าวิธีไหนเหมาะกับแต่ละคน

คิดว่าทำไมคนไทยบางส่วนถึงเลือกลดน้ำหนักแบบผิดๆ ด้วยตัวเอง มากกว่าไปรักษากับคุณหมอที่โรงพยาบาล

คนที่น้ำหนักเกินอาจจะคิดว่าเป็นความผิดของตัวเองที่กินมากเกินไป ออกกำลังกายน้อยเกินไป หรืออาจคิดว่าถ้ามาโรงพยาบาล คุณหมอจะแนะนำแค่ว่าทานอาหารให้น้อยลง และออกกำลังกายมากขึ้น แต่การแพทย์สมัยใหม่ เรามีทางเลือกในการลดน้ำหนักที่หลากหลาย โดยมุ่งเน้นไปที่การประเมินเรื่องฮอร์โมน และการเผาผลาญของร่างกาย เพื่อลดน้ำหนักอย่างปลอดภัยและยั่งยืน

โปรแกรม Weight Management ของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีจุดเด่นเรื่องอะไรบ้าง

นอกจากจะมีการรักษาแบบครบวงจร และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลายๆ แผนกมาช่วยดูแลคนไข้แล้ว ยังมีการดูแลแบบเฉพาะบุคคลด้วย เพราะดังที่กล่าวไปว่า มันไม่มีการรักษาใดที่เหมาะกับทุกคน การรักษาแบบ Personalization เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งทางโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ของเราก็รักษาคนไข้ด้วยรูปแบบนี้

ขั้นตอนการรักษาตามโปรแกรม Weight Management เป็นอย่างไรบ้าง

ขั้นตอนแรกคือการตรวจหาสาเหตุว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะอ้วนคืออะไร โดยเริ่มตั้งแต่การตรวจร่างกาย ตรวจเลือด รวมถึงสอบถามเรื่องพฤติกรรมการกิน พฤติกรรมการนอน และภาวะเครียด เพื่อให้สามารถรักษาภาวะอ้วนได้อย่างถูกต้องและตรงจุด

ขั้นตอนที่สองคือ การพูดคุยกับคนไข้ว่า เป้าหมายในการลดน้ำหนักเป็นอย่างไร และมีทางเลือกใดบ้างที่เหมาะกับคนไข้ รวมถึงทางเลือกนั้นมีข้อดีข้อเสียอย่างไร เพื่อตัดสินใจร่วมกัน หลังจากนั้นจะเข้าสู่การรักษาเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งจะต้องมีการตรวจติดตาม วัดผล และปรับเปลี่ยนเป็นระยะ เพื่อให้ลดน้ำหนักได้ตามเป้าหมายและยั่งยืน

การทำ Weight Management มีทางเลือกอะไรบ้าง

ในโปรแกรม Weight Management มีทางเลือกทั้งหมด 5 วิธี ได้แก่ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกาย (Lifestyle Changes), การรับประทานยา, ปากกาลดน้ำหนัก, การส่องกล้องเย็บกระเพาะ (Endoscopic Sleeve Gastroplasty: ESG) และการผ่าตัดกระเพาะอาหาร (Roux-en-Y Gastric Bypass)

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน และการออกกำลังกาย มีแนวทางอย่างไร

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน อันดับแรกต้องกินโปรตีนให้ถึง เพราะเวลาลดน้ำหนัก น้ำหนักที่หายจากร่างกายไม่ใช่แค่ไขมัน แต่กล้ามเนื้อก็หายไปด้วย ยิ่งกล้ามเนื้อหาย ยิ่งอ้วนได้ง่ายขึ้น โปรตีนที่ควรกินให้ถึงคือประมาณ 1.2-1.5 กรัม คูณด้วยน้ำหนักตัวต่อวัน

อันดับที่สอง จริงๆ แล้ว คาร์โบไฮเดรตยังสำคัญอยู่ เพราะเป็นพลังงานในร่างกาย เปลี่ยนเป็นน้ำตาลให้สมองและกล้ามเนื้อนะฮะ แต่ควรเลือกคาร์โบไฮเดรตกลุ่ม Low Glycemic Index เพราะจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอย่างช้าๆ อันดับที่สาม หลีกเลี่ยงการกินอาหารแปรรูปขั้นสูง (UPF) เพราะอาหารจำพวกนี้กินแล้วไม่ค่อยอิ่ม แต่มีน้ำตาลที่สูงมาก และสารอาหารที่มีประโยชน์ค่อนข้างน้อย

อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะแชร์คือ ‘ลำดับการกินอาหาร’ มีงานวิจัยออกมาว่าให้กินผักก่อน แล้วค่อยตามด้วยโปรตีน และคาร์โบไฮเดรต เพราะจะช่วยให้น้ำตาลในเลือดลดลงหลังทานชัดเจน เพราะผักจะไปเคลือบกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้ดูดซึมแป้งเป็นน้ำตาลได้ช้าลง

ส่วนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการออกกำลังกาย มีงานวิจัยแนะนำว่า ถ้าอยากออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก ควรจะออกกำลังกายมากกว่า 250 นาที/สัปดาห์ โดยการออกกำลังกายมี 2 รูปแบบหลักคือ Cadio ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น และ Resistance Exercise เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ ซึ่งสำคัญทั้งคู่

‘การรับประทานยา’ จะส่งผลเสียต่อร่างกายไหม

ยาลดน้ำหนักที่รองรับโดยองค์การอาหารและยา (FDA) มีอยู่ 3 ชนิด ซึ่งมีมามากกว่า 10 ปีแล้ว ยาลดน้ำหนักส่วนมากจะออกฤทธิ์เกี่ยวกับเรื่องการกดประสาท การปรับอารมณ์ หรือการบล็อกการดูดซึมไขมันในลำไส้ โดยรวมแล้ว ยาเหล่านี้ไม่ค่อยนิยม เพราะลดน้ำหนักได้ไม่ค่อยมาก และผลข้างเคียงค่อนข้างเยอะ บางคนมีอาการใจสั่น วิตกกังวล นอนไม่หลับ

หนึ่งในวิธีการลดน้ำหนักที่แมสมากๆ ในโซเชียลมีเดียคือ ‘ยาฉีดหรือปากกาลดน้ำหนัก’ อยากรู้ว่า โดยปกติแล้วเราปักเองได้ไหม หยุดใช้แล้วจะโยโย่ไหม แล้วต้องใช้อย่างไรถึงจะเห็นผล

การใช้ปากกาลดน้ำหนักคือ เปปไทด์ที่เลียนแบบโปรตีนในลำไส้ของเราเอง ซึ่งสั่งการสมองให้เรารู้สึกอิ่ม กระเพาะและลำไส้ก็จะเคลื่อนไหวช้าลง ทำให้เรากินน้อยลงและน้ำหนักลด ซึ่งในปากกาลดน้ำหนักจะมียา 2 ชนิดคือ Semaglutide และ Tirzepatide มีงานวิจัยบอกว่า ถ้าฉีดยาเหล่านี้ จะลดน้ำหนักได้ 10-22.5% ใน 1 ปี

อย่างไรก็ตาม ยาเหล่านี้ก็ยังมีผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น ท้องผูก คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด หรือท้องเสีย โดยรวมแล้ว คนเกือบครึ่งที่ได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยา ซึ่งหากมีผลข้างเคียงก็ต้องมาคุยกับแพทย์ว่ามีวิธีการรักษาผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง และต้องปรับยาอย่างไร

เพราะฉะนั้น ‘ปากกาลดน้ำหนัก’ สามารถปักเองที่บ้านได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น และไม่ควรซื้อยาเอง เพราะจำเป็นต้องเก็บรักษายาในอุณหภูมิที่เหมาะสม ถ้าเย็นหรือร้อนเกินไป อาจทำให้ยาเสียประสิทธิภาพได้ รวมถึงต้องมั่นใจว่า ปากกาลดน้ำหนักมีแค่ ยา 2 ชนิดนั้น เพราะถ้าผสมยาอื่นๆ ก็อาจจะมีผลข้างเคียงมากขึ้น หรืออันตรายต่อร่างกายในระยะยาวก็ได้

ส่วนคำถาม ‘ต้องใช้อย่างไรถึงจะเห็นผล’ ยาในปากกาลดน้ำหนักช่วยลดน้ำหนักได้ แต่ถ้าขาดยาก็มีโอกาสที่น้ำหนักจะกลับมาเพิ่มใหม่ ดังนั้น เรื่องที่สำคัญมากคือ ก่อนหยุดปักปากกา หรือเปลี่ยนยา ต้องค่อยๆ ลดโดสของยา และปรับพฤติกรรมร่วมด้วย

นอกจากนี้ ตามงานวิจัยขององค์การอาหารและยา (FDA) จริงๆ แล้ว ตัวยาใน ‘ปากกาลดน้ำหนัก’ ได้รับการรองรับให้ใช้ในกลุ่มคนอ้วนเท่านั้น เพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัย บางคนอาจจะไม่ได้อ้วนถึงเกณฑ์ทางการแพทย์ แล้วไปใช้ยาฉีดเอง อาจจะมีปัญหาเรื่องสารอาหาร หรือผลข้างเคียงอื่นๆ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน จนต้องมารักษาที่โรงพยาบาล เพราะฉะนั้น ควรฉีดตามข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

‘การผ่าตัดกระเพาะอาหาร’ ปัจจุบันแบ่งออกเป็นกี่แบบ

การผ่าตัดกระเพาะอาหารแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือการส่องกล้องเย็บกระเพาะ (Endoscopic Sleeve Gastroplasty: ESG) ซึ่งมีความรุนแรงน้อยกว่า และการผ่าตัดกระเพาะอาหาร (Sleeve / Roux-en-Y Gastric Bypass) ทำให้ทางเดินลำไส้ที่จะสัมผัสกับอาหารสั้นลง

ในโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok มีการส่งต่อข้อมูลความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับ ‘การผ่าตัดกระเพาะ’ (Sleeve / Roux-en-Y Gastric Bypass) จำนวนมาก ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า ใครๆ ก็ทำหัตถการนี้ได้ หรือทำแล้วจะผอมตลอดชีวิต อยากรู้ว่าข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเป็นอย่างไร

การผ่าตัดกระเพาะเป็นหัตถการขั้นสูงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งต้องมีข้อบ่งชี้เรื่องน้ำหนักและโรคประจำตัวอย่างชัดเจน โดยต้องมี BMI มากกว่า 40 หรือมากกว่า 35 ถ้ามีโรคร่วม เช่น โรคเบาหวาน ความดัน หรือไขมัน รวมถึงผ่านการประเมินจากแพทย์หลายสาขา

แม้การผ่าตัดกระเพาะจะสามารถลดน้ำหนักได้ดี แต่มีผลข้างเคียงที่ต้องคำนึงถึงมากเช่นกัน เพราะการผ่าตัดกระเพาะเป็นหัตถการแบบถาวรที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้ และมีโอกาสเกิดกรดไหลย้อนได้มาก บางคนไม่ได้ตรวจรักษากับแพทย์ไปตลอด คิดว่าผ่าตัดกระเพาะแล้วจะกินอะไรก็ได้ ทำให้น้ำหนักกลับมาเพิ่มขึ้น หรือมากกว่าเดิมก็มี สุดท้ายแล้ว หัตถการนี้มีความเสี่ยงต่างๆ เช่น มีแผลติดเชื้อ หรือรอยเย็บรั่ว นำไปสู่การรักษาต่างๆ ตามมา

ทำไมก่อน ‘ผ่าตัดกระเพาะ’ ถึงจำเป็นต้องปรึกษาจิตแพทย์ ขั้นตอนนี้มันสำคัญอย่างไร

สาเหตุหลักๆ คือเราต้องตรวจสอบก่อนว่า พฤติกรรมการกิน สถานการณ์ทางบ้าน และสภาพทางจิตใจของคนไข้เป็นอย่างไร เพราะเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการปรับพฤติกรรมของคนไข้หลังผ่าตัด เช่น ต้องไม่มีการกินตามอารมณ์ (Emotional Eating) รวมถึงต้องมี Social Support ที่ดีพอที่จะทำให้คนไข้สามารถดำเนินไลฟ์สไตล์ที่เหมาะสมได้อย่างต่อเนื่องหลังผ่าตัด แม้การผ่าตัดกระเพาะจะช่วยลดน้ำหนักได้ดี แต่ก็ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ที่จะทำให้ภาวะอ้วนหรือโรคต่างๆ หายไปได้เลย สุดท้าย การปรับพฤติกรรมร่วมก็ยังสำคัญ

ทางโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีวิธีการผ่าตัดกระเพาะแบบใหม่ล่าสุด ซึ่งคือ ‘การส่องกล้องเย็บกระเพาะ’ (Endoscopic Sleeve Gastroplasty: ESG) อยากรู้ว่า วิธีนี้มีข้อดีอะไร เหมาะกับใคร และต่างจากการผ่าตัดกระเพาะแบบเดิมอย่างไรบ้าง

‘การส่องกล้องเย็บกระเพาะ’ เป็นวิธีลดขนาดกระเพาะแบบใหม่ล่าสุด โดยส่องกล้องเข้าไปทางปากและเย็บกระเพาะจากด้านในให้เล็กลง จากปริมาตรเท่าลูกรักบี้ กลายเป็นขนาดเท่ากล้วยใบเล็กๆ เมื่อกระเพาอาหารมีขนาดเล็กลง ก็จะทำให้กินอาหารได้น้อยลง อิ่มเร็วขึ้นและนานขึ้น

หากเปรียบเทียบกับการผ่าตัด จุดเด่นหลักของ ‘การส่องกล้องเย็บกระเพาะ’ คือไม่มีการผ่าตัด ทำให้ไม่มีแผลในท้อง เจ็บน้อยกว่า รวมถึงมีผลข้างเคียงต่างๆ เช่น แผลติดเชื้อ รอยเย็บรั่ว หรือเลือดออกหลังทำ ก็จะน้อยกว่าด้วย ดังนั้น จึงใช้เวลาพักฟื้นน้อยกว่า ส่วนมากจะนอนโรงพยาบาล 1 คืน และสามารถทำกิจกรรมปกติได้ภายใน 3-5 วัน

คนเราสามารถอ้วนขึ้นได้อยู่แล้ว แม้จะผ่าตัดกระเพาะ ก็สามารถน้ำหนักขึ้นได้ แต่ ‘การส่องกล้องเย็บกระเพาะ’ ถ้าน้ำหนักเพิ่มขึ้นใหม่ ก็ยังสามารถเย็บซ้ำให้เล็กลงได้อีก อย่างไรก็ตาม ควรปรับพฤติกรรมร่วมด้วย เพื่อไม่ให้กลับมาน้ำหนักเกิน หรือถ้าทำไปแล้ว คนไข้ไม่ชอบ ก็สามารถคลายออกได้

นอกจากนี้เรื่องผลข้างเคียงอย่าง ‘กรดไหลย้อน’ ก็มีงานวิจัยยืนยันว่า คนที่ผ่าตัดกระเพาะประมาณ 1 ใน 3 คนเป็นกรดไหลย้อน แต่ ‘การส่องกล้องเย็บกระเพาะ’ แทบจะไม่เกิดกรดไหลย้อนเลย ส่วนเรื่องการดูดซึมสารอาหาร ‘การส่องกล้องเย็บกระเพาะ’ เป็นแค่การทำให้ขนาดกระเพาะเล็กลง แต่ไม่มีการตัดต่อลำไส้ หรือทำให้ลำไส้สั้นลง จึงไม่มีผลต่อการขาดสารอาหาร คนไข้จึงไม่จำเป็นต้องกินวิตามินทุกวัน

หลังจากทำ ‘การส่องกล้องเย็บกระเพาะ’ (Endoscopic Sleeve Gastroplasty: ESG) น้ำหนักจะลดลงประมาณเท่าไร ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน

มีงานวิจัยระบุว่า ‘การส่องกล้องเย็บกระเพาะ’ สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ 15-20% ของน้ำหนักตัว ภายใน 1 ปี และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานเกิน 7 ปี แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของการปรับพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายด้วย

สุดท้ายแล้ว วิธีการควบคุมน้ำหนักอย่างยั่งยืนและเห็นผลในระยะยาวคือแบบไหน

แน่นอนว่าไม่ใช่การอดอาหารมากๆ อย่างเดียว ไม่ใช่การออกกำลังกายหักโหมเกินไปอย่างเดียว ไม่ใช่แค่ใช้ปากกาลดน้ำหนักแล้วน้ำหนักจะลด หรือผ่าตัดกระเพาะอาหารแล้วปัญหาจะจบ แต่ต้องเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตัวเรา และสามารถทำได้อย่างยั่งยืน

สำหรับใครที่อยากปรึกษาเรื่องการลดน้ำหนักกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ สามารถลงทะเบียนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไปได้ที่ https://bhx.one/69SW8n

บทความต้นฉบับได้ที่ : ปักปากกา ผ่าตัด ส่องกล้องเย็บกระเพาะ ฯลฯ ทางเลือกแบบไหนที่เข้าใกล้การควบคุมน้ำหนักอย่างยั่งยืน คุยกับ ‘ผศ.นพ. วีรวิชญ์ จารุวงศ์วณิชย์’ แพทย์เฉพาะทาง จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...