สบน. เปิดไทม์ไลน์ 3 สถาบันจ่อประเมินเครดิตไทยปี 69 ลุ้นปรับ Outlook สู่ระดับมีเสถียรภาพ
สบน. กางไทม์ไลน์ Moody's, Fitch และ S&P เตรียมเข้าประเมินอันดับความน่าเชื่อถือประเทศไทยปี 2569 ให้น้ำหนัก 5 ปัจจัยหลัก หวังความชัดเจนแผนการคลัง-เสถียรภาพทางการเมือง หนุน 3 สถาบัน ปรับ Outlook ให้กลับสู่ระดับมีเสถียรภาพ
19 ก.พ. 2569 - นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดย 3 สถาบันจัดอันดับเครดิตในปี 69 ได้แก่ บริษัท มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ( Moody's Investors Service) , บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) และ บริษัท เอสแอนด์พี โกลบอล เรทติ้งส์ (S&P Global Ratings) มีกำหนดการเตรียมเข้าประเมินสถานภาพทางเศรษฐกิจและวินัยทางการคลังของประเทศไทย
โดยไทม์ไลน์อันดับแรก คือ Moody's มีกำหนดเข้ามาประเมิน และประกาศผลในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. 2569 ขณะที่ Fitch Ratings และ S&P มีกำหนดเข้าประเมินและประกาศเครดิตไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ระหว่างเดือน ส.ค.-ก.ย. 2569 ซึ่งปัจจุบันสถานะเครดิตของประเทศไทยยังคงอยู่ที่ระดับน่าลงทุนที่ BBB+หรือ BAA1 สำหรับ Moody's
สำหรับการประเมินในครั้งนี้ ทางสถาบันจัดอันดับเครดิตจะให้น้ำหนักใน 5 ปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่
- ความต่อเนื่องทางนโยบายและเสถียรภาพทางการเมือง โดยปัจจัยนี้เป็นประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญสูงสุด โดย สบน. มั่นใจว่าผลจากการเลือกตั้งและการมีรัฐบาลเดิมที่มีความต่อเนื่องในการทำงาน จะเป็นแรงบวกสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่านโยบายเศรษฐกิจจะไม่สะดุด
- การดูแผนการคลังระยะปานกลาง ซึ่งจะพิจารณาความสามารถในการรักษาวินัยทางการคลัง ซึ่งล่าสุดประเทศไทยมีแผนการที่ชัดเจนในการปรับลดการขาดดุลงบประมาณลงอย่างต่อเนื่อง จาก 4% กว่า โดยตั้งเป้าหมายลดการขาดดุลให้เหลือเพียง 3% ของ GDP ภายในปี 2573 เพื่อสร้างเสถียรภาพหนี้สาธารณะ
- แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP โดยพิจารณาความสามารถของเศรษฐกิจไทยในการฟื้นตัวและเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน
- การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการรับมือสังคมสูงวัย โดยดูแผนการรับมือกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ซึ่งส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและภาระงบประมาณในอนาคต
- แผนการรองรับอุตสาหกรรมใหม่และการเงินยั่งยืน เช่น การผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New s-Curve ) รวมถึงนวัตกรรมทางการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม เช่น การออกพันธบัตรสีน้ำเงิน และพันธบัตรสีเขียว เพื่อดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง
“เชื่อมั่นว่าด้วยความชัดเจนของแผนการคลังที่เน้นการลดขาดดุล ความมีเสถียรภาพทางการเมือง และทิศทางนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ จะเป็นเหตุผลที่ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้ง 3 แห่ง มีมุมมองที่ดีต่ออันดับเครดิตของประเทศไทย และหวังว่าในอนาคตจะสามารถปรับมุมมอง หรือ Outlook ให้กลับสู่ระดับ เสถียรภาพได้”
รายงานข่าว กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2568 มี 2 สถาบัน คือ Moody's และ Fitch Ratings ได้ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือไทยลงมาอยู่ที่ระดับเชิงลบ ขณะที่ S&P ยังคงมุมมองความน่าเชื่อไทยในระดับมีเสถียรภาพ ทำให้การประเมินในรอบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจคงหรือปรับเปลี่ยนอันดับเครดิตของไทย ซึ่งในส่วนของการประเมิน Moody's กำหนดช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. 2569 มีโอกาสเลื่อนประกาศเครดิตออกไปได้ ถึงช่วงเดือนก.ย. 2569 เพื่อรอความชัดเจนการบริหารงานของรัฐบาลชุดใหม่