โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตามเมโลดี้ดนตรีไป “สุพรรณบุรี” UNESCO Creative Cities Thailand จากอีแซว เสภา ลูกทุ่ง ปี่พาทย์ สู่ทำนองร่วมสมัย

Sarakadee Lite

อัพเดต 12 ก.พ. เวลา 15.39 น. • เผยแพร่ 12 ก.พ. เวลา 10.38 น. • เกษศิรินทร์ ผลธรรมปาลิต

เมื่อหัวใจของการท่องเที่ยวไม่ใช่แค่การมุ่งไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง แต่เรื่องราวระหว่างทางต่างหากคือประสบการณ์ที่ล้ำค่าของการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงขอชวนเปิดประสบการณ์เดินทางในเส้นทางเมืองสร้างสรรค์ UNESCO Creative Cities Thailand ที่นำทุนทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาร้อยเรียงเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นที่ต่างกัน โดยในประเทศไทยมีการประกาศรับรองเมืองสร้างสรรค์จาก UNESCO แล้วถึง 9 พื้นที่ โดยมี “สุพรรณบุรี” เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรีหนึ่งเดียวของไทย ทริปนี้เราจึงอยากชวนเที่ยวไทยตามจังหวะดนตรีไปยัง“สุพรรณบุรี” UNESCO Creative Cities Thailand เมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรีแห่งแรกและแห่งเดียวของไทย เมืองที่ดนตรีไม่ใช่แค่ความเพลิดเพลิน แต่คือวิถีชีวิตที่อยู่กับคนสุพรรณฯ มาทุกยุคทุกสมัย เป็นอะไรที่แยกจากกันไม่ได้จนเป็นที่มาของสมญา “เมืองหลวงแห่งดนตรีลูกทุ่ง” และปัจจุบันสุพรรณบุรีไม่ได้มีแค่บ้านครูสอนดนตรีไทย หรือเส้นทางเรียนรู้จากครูดนตรีพื้นบ้าน แต่สุพรรณบุรียังมีพิพิธภัณฑ์ที่ให้เราเข้าไปฟังดนตรีพื้นถิ่น เทศกาลดนตรีที่คนดนตรีตัวจริงรอคอย รวมทั้งพิกัดท่องเที่ยวที่นำดนตรีนาฏศิลป์พื้นบ้านมาปรับสู่ความร่วมสมัยเข้าถึงง่าย

สุพรรณบุรี

นักร้องลูกทุ่งระดับตำนาน ก้าน แก้วสุพรรณ ราชาเพลงแหล่ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ เจ้าของฉายาหนุ่มนาเสียงเด็ด ศรเพชร ศรสุพรรณ แม่เพลงอีแซว ขวัญจิต ศรีประจันต์ และนักร้องเสียงเหน่อเสน่ห์ ดำ แดนสุพรรณ ชื่อในวงการของศิลปินชั้นครูเหล่านี้บ่งบอกถึงพื้นเพความเป็น “คนสุพรรณบุรี” ที่ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองแห่งเสียงเพลง” และยังเป็นถิ่นกำเนิดของปรมาจารย์ดนตรีไทย ครูมนตรี ตราโมท ผู้เขียนตำราดนตรีไทยฉบับแรกของไทย และ ครูแจ้ง คล้ายสีทอง บรมครูขับเสภาผู้ได้รับสมญาว่า “ช่างขับคำหอม”

ด้วยภูมิศาสตร์ที่เป็นที่ราบภาคกลางเต็มไปด้วยท้องทุ่งนา วิถีชีวิตเกษตรกรรมของคนสุพรรณฯ ในอดีตก่อให้เกิดการละเล่นร้องเพลงพื้นบ้านอย่างเพลงระบำบ้านไร่ เพลงฉ่อย เพลงลำตัด เพลงเรือ และเพลงอีแซว เพื่อสร้างความบันเทิงในกิจกรรมประจำวัน จนทำให้ชาวสุพรรณฯ กลายเป็นนักเล่นเพลงพื้นบ้านตัวยงและต่อยอดเป็นแหล่งบ่มเพาะนักร้องเพลงลูกทุ่งชื่อดังมากมายประดับวงการด้วยสำเนียง “เสียงเหน่อแบบสุพรรณฯ” อันเป็นเอกลักษณ์

ไม่เพียงแค่เพลงไทยเดิม เพลงพื้นบ้าน และเพลงลูกทุ่ง ที่ศิลปินชาวสุพรรณฯ สร้างชื่อเสียงให้บ้านเกิด แต่ยังรวมไปถึงเพลงเพื่อชีวิต และเพลงไทยร่วมสมัยที่มีศิลปินโดดเด่นอย่าง ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด คาราบาว) ตูน บอดี้สแลม และ แดน ดีทูบี ที่ร่วมสร้างความหลากหลายของ 5 สายธารดนตรีที่เรียกว่า “เบญจภาคีดนตรีสุพรรณฯ”

นอกจากนี้ศิลปินแห่งชาติที่เป็นชาวสุพรรณบุรียังมีจำนวนถึง 7 คนและทั้งหมดล้วนอยู่ในสาขาศิลปะการแสดง ได้แก่ ครูมนตรี ตราโมท (ดนตรีไทย), แม่บัวผัน จันทร์ศรี (เพลงพื้นบ้าน) ครูแจ้ง คล้ายสีทอง (เสภา) แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ (เพลงพื้นบ้าน) ไวพจน์ เพชรสุพรรณ (เพลงแหล่) พลเรือตรี มงคล แสงสว่าง (เห่เรือ) และ ยืนยง โอภากุล (เพลงไทยสากล)

สุพรรณบุรี

ด้วยรากฐานวัฒนธรรมด้านดนตรีที่เข้มแข็งและกลมกลืนกับวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นมายาวนาน “สุพรรณบุรี” จึงได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโกให้เป็น “เมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี” (creative city of music) แห่งแรกของไทยเมื่อ พ.ศ.2566 ที่มีศักยภาพในการนำต้นทุนทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาต่อยอดเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า

สุพรรณบุรี

Sarakadee Lite จึงชวนท่องเที่ยวตามรอยเส้นทางดนตรี เริ่มตั้งแต่ประวัติศาสตร์ของเมืองที่เป็นดินแดนสุพรรณภูมิในยุคสมัยเดียวกับสุโขทัยตามที่ปรากฏในจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 จนถึงการกำเนิดพ่อเพลงแม่เพลงพื้นบ้านและนักร้องเพลงลูกทุ่งชื่อดังของไทย เส้นทางนี้พาไปเยือนวัดริมแม่น้ำท่าจีนที่เป็นจุดเริ่มต้นการประชันเพลงเรือในอดีต บ้านดนตรีไทยที่บ่มเพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้สืบสานและต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม บ้านทำกลองที่ช่วยต่อลมหายใจให้เครื่องดนตรีไทยที่ชำรุดเสียหายได้กลับมาเปล่งเสียงอีกครั้ง รวมไปถึงวงปี่พาทย์ที่สืบทอดการบรรเลงเพลงจากรุ่นสู่รุ่นยาวนานกว่า 100 ปี และปิดท้ายด้วยสวนกล้วยที่เป็นมากกว่าศูนย์เรียนรู้พันธุ์กล้วยหายาก แต่ยังเป็นสถานที่สืบสานประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมและสร้างเวทีให้เยาวชนและกลุ่มชาติพันธุ์ได้แสดงความสามารถด้านนาฏศิลป์อย่างภาคภูมิ

สุพรรณบุรี

“พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี” จากดินแดนสุพรรณภูมิสู่เมืองหลวงของเพลงลูกทุ่ง

จุดเริ่มต้น เพื่อรู้จักประวัติศาสตร์ความเป็นมาของ “สุพรรณบุรี” ได้อย่างลึกซึ้งที่สุด คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี ที่จัดแสดงนิทรรศการถาวรนำเสนอโบราณวัตถุควบคู่ไปกับการใช้สื่อมัลติมีเดียอย่างร่วมสมัย ช่วยให้ผู้ชมได้ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ราว 3,500-4,000 ปีที่ผ่านมา ผ่านร่องรอยการอยู่อาศัยของผู้คนบริเวณแถบนี้ผ่านการขุดค้นพบภาชนะดินเผา เช่น หม้อสามขา และหม้อมีนม ณ แหล่งโบราณคดีหนองราชวัตรในอำเภอหนองหญ้าไซ จนกระทั่งเกิดชุมชนเมืองคือ เมืองโบราณอู่ทอง ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-16 และเจริญรุ่งเรืองเป็นเมืองใหญ่ชื่อ “สุพรรณภูมิ” ตามที่ปรากฏในจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 และจารึกวัดส่องคบ ชัยนาท ว่าเป็นเมืองใหญ่คู่กับศรีอโยธยา อีกทั้งราชวงศ์สุพรรณภูมิยังเป็นราชวงศ์ที่ 2 ต่อจากราชวงศ์อู่ทองที่ปกครองกรุงศรีอยุธยายาวนานที่สุดถึง 178 ปี ด้วยพระมหากษัตริย์ถึง 13 พระองค์

สำหรับมรดกวัฒนธรรมด้านดนตรีของชาวสุพรรณฯ เป็นหนึ่งในไฮไลต์ของพิพิธภัณฑ์โดยเฉพาะที่ “ห้องเพลงพื้นบ้านเมืองสุพรรณ” เมื่อก้าวเข้าไปในห้องจะได้ยินเพลงอีแซวและเพลงเรือ บรรเลงสลับเล่นวนไป พร้อมกับการจัดแสดงหุ่นจำลองรูปพ่อเพลงและแม่เพลงยืนอยู่ด้านหน้าภาพถ่ายเก่าของวัดประตูสารและวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร

สุพรรณบุรี

“ย้อนไปราว 50-60 ปีที่ผ่านมา งานไหว้พระหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ ที่จัดในเดือน 5 และเดือน 12 เป็นเวทีใหญ่สำหรับนักเล่นเพลงทั่วภาคกลางที่ต้องมาประชันฝีมือกัน โดยจะพายเรือมาจอดที่ท่าน้ำวัดประตูสาร ที่ท่าน้ำแห่งนี้จึงเป็นจุดแรกที่เหล่าพ่อเพลงแม่เพลงจะได้ประชันกันก่อนด้วยเพลงเรือ จากนั้นเมื่อย่ำค่ำจะเดินเท้าไปยังวัดป่าเลไลยก์ที่ห่างออกไปราว 2 กิโลเมตร โดยจะไปชุมนุมกันที่ใต้ต้นโพธิ์บริเวณลานวัดหน้าวิหารหลวงพ่อโต และร้องปฏิพากย์แสดงไหวพริบโต้ตอบกันจนรุ่งสาง มีทั้งเพลงพวงมาลัย เพลงระบำบ้านไร่ และที่สำคัญคือ เพลงอีแซวที่เป็นเพลงพื้นบ้านของสุพรรณฯ” เบญจพร สารพรม หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรีอธิบาย

UNESCO Creative Cities Thailand

พิพิธภัณฑ์ให้ข้อมูลว่า เพลงอีแซว ซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านประจำท้องถิ่นและเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดสุพรรณบุรี ถือกำเนิดราว พ.ศ.2477-2478 โดยเริ่มจากกลุ่มชาวไทยโซ่งในลักษณะเกี้ยวพาราสีกันระหว่างชายหญิง ต่อมามีการพัฒนาเป็นเพลงปฏิพากย์ร้องโต้ตอบกันอย่างรวดเร็ว ผู้เล่นเพลงอีแซวจึงต้องมีปฏิภาณไหวพริบในการแต่งกลอนสดและมีความจำเป็นเลิศในการจำบทกลอนยาวๆ ได้ เมื่อเริ่มเป็นที่รู้จักเหล่าพ่อเพลงแม่เพลงจึงรวมกันตั้งเป็นคณะรับเล่นเพลงเป็นอาชีพ เช่น คณะของบรมครูอย่าง พ่อไสว วงษ์งาม ศิลปินพื้นบ้านประจำปี 2525 จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ และ แม่บัวผัน จันทร์ศรี ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2533 จนถึงการสานต่อวัฒนธรรมเพลงอีแซวจากศิษย์เอกของท่านทั้งสองคือ แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2539

ภายในห้องจัดแสดงยังมีตู้จัดแสดงตัวอย่างบทเพลงต่างๆ ที่เขียนด้วยลายมือของพ่อเพลงแม่เพลงชั้นครู เช่น บทเพลงไหว้ครูของพ่อไสว วงษ์งาม บทเพลงเรือและตำราเพลงสอนนาคของคณะแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ และบทเพลงอีแซวของพ่อโปรย เสร็จกิจ

“สุพรรณบุรี”

นอกจากนี้สุพรรณบุรียังเป็นแหล่งกำเนิดนักร้องเพลงลูกทุ่งชื่อดังจำนวนมากจนได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “เมืองหลวงของเพลงลูกทุ่ง” เนื่องด้วยพื้นฐานที่เติบโตมาจากการร้องเพลงพื้นบ้านประกอบกับสำเนียงแบบ “เสียงเหน่อสุพรรณฯ” ทำให้การร้องมีเอกลักษณ์โดดเด่น ภายในห้องจึงจัดแสดงประวัติของศิลปินลูกทุ่งชาวสุพรรณฯ ระดับตำนาน ได้แก่ ก้าน แก้วสุพรรณ ผู้บุกเบิกในการนำชื่อจังหวัดสุพรรณบุรีมาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อในวงการเพื่อบอกภูมิลำเนาของตน ราชาเพลงแหล่ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ, ศรเพชร ศรสุพรรณ เจ้าของฉายาหนุ่มนาเสียงเด็ด สายัณห์ สัญญา เจ้าของฉายาแหบมหาเสน่ห์ ราชาเพลงลูกทุ่ง สุรพล สมบัติเจริญ และราชินีเพลงลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงแผ่นเสียงและตู้เพลงเพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถเลือกฟังเพลงฮิตของศิลปินลูกทุ่งทั้ง 6 คนผ่านหูฟังที่จัดเตรียมไว้ให้

ถัดมาใน “ห้องวรรณกรรมเมืองสุพรรณ” ผู้เข้าชมยังได้ยินการขับร้องทำนองเสนาะ “โคลงนิราศสุพรรณ” ประพันธ์โดย สุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ขับร้องโดย ครูแจ้ง คล้ายสีทอง หนึ่งในตำนานศิลปินพื้นบ้านของสุพรรณบุรีและศิลปินแห่งชาติประจำปี 2538

“โคลงนิราศสุพรรณ ถือเป็นโคลงสี่สุภาพเพียงเรื่องเดียวของสุนทรภู่ที่แต่งในสมัยรัชกาลที่ 3 ในขณะนั้นท่านอยู่ในสมณเพศและล่องเรือมาสุพรรณบุรีเพื่อค้นหาแร่ปรอทสำหรับการเล่นแร่แปรธาตุในพื้นที่แถบอำเภอด่านช้างในปัจจุบัน ท่านได้แต่งโคลงนิราศพรรณนาถึงความงดงามของธรรมชาติ สถานที่ต่างๆ ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนที่พบเห็นระหว่างทาง นับเป็นวรรณกรรมที่ทรงคุณค่า ที่สะท้อนภาพบ้านเมืองและสังคมของสุพรรณบุรีในอดีตได้อย่างชัดเจน” เบญจพรกล่าว

UNESCO Creative Cities Thailand

ในห้องจึงมีฉากเป็นภาพวาดเมืองสุพรรณในอดีตพร้อมกับรูปจำลองสุนทรภู่ขณะบวชเป็นภิกษุและล่องเรือในลำน้ำสุพรรณบุรี ประกอบกับการขับร้องทำนองเสนาะที่สอดคล้องกับภาพประกอบของสถานที่ต่างๆ ที่สุนทรภู่บรรยายถึงในโคลงนิราศ

สุพรรณบุรี

ส่วนเรื่อง ขุนช้างขุนแผน เป็นนิทานพื้นบ้านของเมืองสุพรรณที่มีเค้าโครงเรื่องจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายจนมีการประพันธ์ใหม่เป็นร้อยกรองประเภทกลอนเสภา แต่หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2310 ต้นฉบับกลอนเสภาสูญหายไปจนกระทั่งรัชกาลที่ 2 โปรดให้ประชุมกวีเอกของราชสำนักเพื่อชำระใหม่ และมีการแต่งเพิ่มเติมต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 และ 4

นอกจากจะได้รับฟังเสียงขับเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน อันไพเราะโดยครูแจ้ง คล้ายสีทอง ยังมีการนำเสนอสถานที่สำคัญๆ ในสุพรรณบุรีที่ผู้ประพันธ์ได้นำมาผูกเป็นฉากในเรื่องเนื่องจากตัวเอกล้วนมีพื้นเพเป็นชาวสุพรรณบุรี เช่น วัดแคที่ขุนแผนเรียนคาถาเสกใบมะขามให้เป็นตัวต่อตัวแตนไว้โจมตีข้าศึกจากพระอาจารย์คง และวัดป่าเลไลยก์สถานที่เรียนคาถาอาคมจากสมภารมี

นอกจากนี้ยังมี “ห้องบุคคลสำคัญ” จัดแสดงรูปภาพและประวัติของบุคคลสำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้สร้างชื่อเสียงและทำคุณประโยชน์แก่แผ่นดิน เช่น สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 3 แห่งกรุงศรีอยุธยาและทรงเป็นต้นราชวงศ์สุพรรณภูมิ และ พระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ) ส่วนปูชนียบุคคลด้านดนตรีคือ ครูมนตรี ตราโมท ผู้มีบทบาทสำคัญในการสืบทอดและอนุรักษ์ดนตรีไทยมาอย่างยาวนาน จนได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติคนแรกด้านดนตรีไทยใน พ.ศ.2528 และที่สำคัญคือเป็นผู้เขียนตำราดนตรีไทยฉบับแรกของไทยชื่อดุริยางคศาสตร์ไทย ภาควิชาการ เมื่อพ.ศ.2481 จนได้รับการเชิดชูว่าเป็น ปรมาจารย์ดุริยางคศิลป์แห่งแผ่นดินสยาม”

ติดต่อ : โทร. 0-3553-6100 เปิดทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/xCZfWGvnUt5y98Hd9?g_st=ic

“บ้านดนตรีไทย by ครูเอียด” ทุกวินาทีในสุพรรณบุรีไม่เคยขาดหายเสียงดนตรี

“ทุกวินาทีมีเสียงดนตรีเกิดขึ้นในสุพรรณฯ เพราะทุกกิจกรรมชีวิตมีดนตรีเข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่เกิดจนตาย ตอนเกิดก็มีแตรสังข์บรรเลง งานบวช งานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ก็มีแตรวง งานศพมีบรรเลงปี่พาทย์” กณวรรธน์ สุทธิประภา หรือ ครูเอียด ผู้ก่อตั้ง บ้านดนตรีไทย by ครูเอียด กล่าวถึงวิถีชีวิตของคนสุพรรณฯ ที่ผูกพันกับเสียงดนตรีมาอย่างยาวนาน

ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ ครูเอียดจะเปิดบ้านที่อำเภอด่านช้าง ห่างจากอำเภอเมืองประมาณ 80 กิโลเมตร เพื่อสอนดนตรีไทยสำหรับเยาวชนวันละ 2 รอบ รอบละ 2 ชั่วโมงสำหรับนักเรียนประมาณ 40 คนต่อรอบ โดยให้เลือกเรียนเครื่องดนตรีตามความสนใจ อาทิ ขิม ซอ ระนาด ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก กลอง เปิงมาง และโปงลาง รับตั้งแต่อายุ 5 ขวบขึ้นไป เพราะเป็นช่วงวัยที่กล้ามเนื้อมีความพร้อมสามารถจับเครื่องดนตรีได้มั่นคง อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมสมาธิ และ วินัยได้ดีโดยคิดค่าสอนชั่วโมงละ 100 บาท

เมื่อก้าวเข้ามาในบ้านดนตรีไทย สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือเสียงดนตรีบรรเลงในบรรยากาศร่มรื่นบนพื้นที่ราว 4 ไร่ที่เดิมเคยเป็นสวนผลไม้และได้ปรับพื้นที่ใหม่เมื่อ พ.ศ.2566 ในวันที่เราไปเยี่ยมชมนั้นเหล่าเยาวชนกำลังฝึกซ้อมเป็นวงเพื่อแสดงในงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์คืนสุดท้ายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

“พ่อแม่อยากให้ลูกหลานห่างเกม ห่างมือถือ และอยากให้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ หลายคนมีภาวะออทิสติกและดนตรีช่วยให้เขาสนุก มีสมาธิ และมีสังคม ในการสอนผมเอาความสุขเด็กเป็นที่ตั้ง ส่วนวิชาที่เขาจะได้ถือเป็นกำไร เราจะมีการฟอร์มวงของเด็กๆ เพื่อแสดงในงานต่างๆ ตั้งแต่วงขนาดเล็ก 4-5 คน ขนาดกลาง 20 คน จนถึงขนาดใหญ่ราว 80 คน นอกจากพวกเขาจะได้ฝึกฝนทักษะและความกล้าแสดงออกแล้วยังได้มีรายได้จากความสามารถด้านดนตรีด้วย”

“สุพรรณบุรี”

ครูเอียดเติบโตมาในครอบครัวดนตรีไทยโดย ตา คือ บุญชอบ มะเจียกจร เป็นช่างทำกลองและผู้ก่อตั้งคณะปี่พาทย์บุญชอบโดยชาวสุพรรณฯ มักเรียกครอบครัวนี้ว่า “บ้านทำกลอง” ตั้งแต่วัยเด็กครูเอียดช่วยตาทำกลองและเครื่องดนตรีอื่นๆ พร้อมกับถูกส่งไปเรียนดนตรีไทยกับพ่อครูดนตรีผู้มีชื่อเสียงหลายท่านจนกระทั่งสำเร็จการศึกษาเอกปี่พาทย์ จากวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี

ปัจจุบันครูเอียดรับราชการเป็นครูสอนดนตรีไทยที่โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 3 และเริ่มเปิดบ้านทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ต้อนรับเยาวชนที่สนใจเรียนดนตรีไทยเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2559 ก่อนจะขยับขยายโดยปรับสวนผลไม้บริเวณหลังบ้านให้เป็นที่เรียนที่กว้างขวางขึ้นในบรรยากาศร่มรื่นพร้อมกับเป็นพื้นที่ให้เด็กๆ ได้เล่นผ่อนคลาย นอกจากนี้ยังจัดสรรพื้นที่ด้านหน้าเป็นตลาดชุมชน ทุกวันเสาร์ต้นเดือนให้ชาวบ้านนำสินค้ามาขาย แต่เนื่องจากเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองทำให้ตลาดหยุดกิจการชั่วคราวเมื่อไม่นานมานี้

“สุพรรณบุรี”

“ตาของผมถือเป็นจุดกำเนิดของบ้านดนตรีไทย by ครูเอียด เพราะมาจากคำสั่งเสียของตาว่าอย่าหยุดเล่นดนตรี ให้สืบทอดต่อไปอย่าให้สาบสูญ ถึงแม้ตายไปแล้วเขาก็อยากได้ยินอยู่ สมัยก่อนการสอนดนตรีไทยปิดตายถ้าไม่ใช่ลูกหลานก็ไม่สอน แต่ตาอยากให้ต่อยอดสู่คนอื่นๆ ให้เยอะขึ้นและให้สัมผัสว่าดนตรีมีคุณค่า ตาคนเดียวเลี้ยงหลาน 30 คนจนรอดด้วยดนตรี ผมในฐานะครูดนตรีก็ต้องทำให้คนเห็นว่าดนตรีนั้นมีคุณค่า”

ครูเอียดยอมรับว่าด้วยต้นทุนความสามารถด้านดนตรีของครอบครัวทำให้เขาสามารถเปิดบ้านดนตรีไทยต้อนรับผู้สนใจเรียนจำนวนมากได้พร้อมกับเครื่องดนตรีไทยนานาชนิด

“ตาเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาทำกลองและซ่อมกลองรวมถึงเครื่องดนตรีอื่นๆ ด้วย ตั้งแต่เด็กตาจะจัดสรรหน้าที่ในการทำกลองโดยน้าชายของผม (สมชาย มะเจียกจร) ทำหน้าที่ขึ้นกลองด้วยหนัง ผมรับหน้าที่สาวกลองขึงให้ตึงด้วยหนังเรียกว่าหนังเรียด ส่วนน้องชายรับวิชากลึงกลอง สมาชิกในครอบครัวจึงสามารถทั้งผลิตและซ่อมเครื่องดนตรีต่างๆ ได้ ปัจจุบันน้าชายสืบทอดกิจการทำกลองและวงปี่พาทย์ต่อจากตาและเมื่อผมแยกมาเปิดบ้านสอนดนตรีก็สามารถให้ทางน้าช่วยผลิตและซ่อมเครื่องดนตรีได้ ทำให้ค่าใช้จ่ายไม่สูงมากจนสามารถยืนระยะมาได้จนทุกวันนี้”

ครูเอียด-กณวรรธน์ สุทธิประภา

ครูเอียดกล่าวว่าเสียงดนตรีอยู่ในสายเลือดของคนสุพรรณฯ ทำให้ที่นี่เป็นเมืองที่ให้กำเนิดศิลปินที่มีชื่อเสียงจำนวนมากโดยเฉพาะนักร้องลูกทุ่ง ยิ่งเมื่อผสานกับสำเนียงเหน่อแบบสุพรรณฯ ที่ครูเอียดเรียกว่า “เหน่อราชนิกูล” ทำให้น้ำเสียงมีเอกลักษณ์น่าจดจำจนเกิดราชาเพลงแหล่ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ราชินีเพลงพื้นบ้าน แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ราชาเพลงลูกทุ่ง สุรพล สมบัติเจริญ ราชินีเพลงลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์และขวัญใจลูกทุ่ง สายัณห์ สัญญา

“ในจังหวัดสุพรรณบุรี ปัจจุบันยังมีวงปี่พาทย์ประมาณ 60 วง และวงแตรวงอีกราว 100 วง เรียกได้ว่า สุพรรณบุรี เป็นเมืองหลวงแห่งแตรวงและเมืองหลวงของนักร้องเพลงลูกทุ่ง ไม่เกินจริงที่จะกล่าวว่าทุกวินาทีในสุพรรณฯ มีเสียงดนตรีดังที่ว่า ‘ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดาน เป็นคนชอบกลนัก’ (จากพระราชนิพนธ์แปลเรื่องเวนิสวาณิช ในรัชกาลที่ 6 จากบทละครเรื่อง The Merchant of Venice ของ วิลเลียม เชกสเปียร์)”

ติดต่อ : โทร. 08-5295-4736 คลาสดนตรีไทยเปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-10.00 น. และ 13.00-15.00 น.

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/ktBjEKggp4Cp2DLJA?g_st=ic

“บ้านทำกลอง” เรียนรู้การทำกลองและอนุรักษ์เครื่องดนตรีไทย

บุญชอบ มะเจียกจร เป็นช่างทำกลองและผู้ก่อตั้งคณะปี่พาทย์มอญ “บุญชอบ” ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดสุพรรณบุรี อีกทั้งยังได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่ให้ความรู้ในการอนุรักษ์และผลิตเครื่องดนตรีไทยโดยเฉพาะการทำกลองให้กับผู้ที่สนใจโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายหลังเมื่อเขาเสียชีวิต ลูกชายคือ สมชาย มะเจียกจร เป็นผู้สานต่อธุรกิจของครอบครัวในการต่อลมหายใจให้เครื่องดนตรีไทยที่เสื่อมสภาพและชำรุดเสียหาย บ้านของครอบครัวในตำบลสนามคลี อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จึงเป็นที่รู้จักในชื่อ “บ้านทำกลอง” ที่เหล่าคณะปี่พาทย์มอญ ชมรมดนตรีในโรงเรียนต่างๆ รวมถึงวิทยาลัยนาฏศิลป ต่างส่งเครื่องดนตรีไทยมาซ่อมแซมที่นี่

“พ่อเรียนดนตรีแบบครูพักลักจำและสามารถเล่นเครื่องดนตรีของวงปี่พาทย์มอญได้ทุกชนิดอย่างชำนาญ เขาสนใจเรื่องการทำกลองเป็นพิเศษจึงไปเรียนการทำกลองที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนจะกลับมาเปิดคณะปี่พาทย์ของตัวเองชื่อคณะบุญชอบ เล่นในงานลิเก ละคร และงานศพ ส่วนลูกหลานก็จะส่งไปเรียนกับครูดนตรีมีฝีมือและตัวเขาก็จะสอนขั้นตอนการทำและซ่อมเครื่องดนตรีต่างๆ เพื่อให้มีวิชาความรู้ติดตัวเลี้ยงชีพได้ ส่วนตัวผมเองพ่อก็ให้ไปเรียนกับครูบัวใหญ่ ผู้เป็นศิษย์รุ่นสุดท้ายของหลวงประดิษฐไพเราะ ปรมาจารย์ระนาดเอก” สมชายกล่าว

สมชาย มะเจียกจร

ปัจจุบันในสุพรรณบุรีมีคณะปี่พาทย์มอญอยู่ประมาณ 60 คณะ และด้วยวิสัยทัศน์ของบุญชอบที่เห็นว่าแต่เดิมเมื่อเครื่องดนตรีไทยเสียจะส่งไปซ่อมที่จังหวัดใกล้เคียงอย่างอยุธยา เนื่องจากสุพรรณบุรีในเวลานั้นยังไม่มีสถานที่รับซ่อมอย่างครบวงจร บุญชอบจึงเปิดบ้านของตัวเองเป็นสถานที่รับซ่อมและทำขายด้วย นับว่าเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจนี้ในจังหวัด อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจโดยเฉพาะนักศึกษาที่ทำงานวิจัยด้านดนตรีไทย

“บ้านเรามีชื่อเสียง เพราะได้รับการยอมรับว่าทำกลองมีคุณภาพเสียงดีโดยรับจ้างทั้งทำใหม่และซ่อม เรารับทำกลองทุกชนิดทั้งกลองคู่หรือกลองแขก เปิงมาง ตะโพนมอญ ตะโพนไทย ทุกเครื่องดนตรีที่ใช้ในวงปี่พาทย์เราทำได้หมด งานส่วนใหญ่จะเป็นรับซ่อม เพราะลูกค้าเขาอยากอนุรักษ์ของเก่าไว้ เช่น คงหุ่นกลองไว้ แต่เปลี่ยนหน้ากลองใหม่และสาวกลองใหม่หรือดึงให้ตึงด้วยเส้นหนังควายที่เรียกว่าหนังเรียด เพื่อปรับระดับความสูง-ต่ำของเสียงตามต้องการ”

“สุพรรณบุรี”

โดยปกติในแต่ละเดือนจะมีงานเข้ามาราว 5 ชิ้น และใช้เวลาซ่อมแต่ละชิ้นประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ถ้าต้องขึ้นงานชิ้นใหม่ เช่น ถ้าทำกลองคู่ลูกใหม่จะใช้เวลาราว 2 สัปดาห์ เพราะต้องกลึงหุ่นกลองขึ้นมาใหม่ ราคาสำหรับทำกลองคู่ราคาประมาณ 25,000 บาท ถ้าใช้หุ่นกลองเป็นไม้ชิงชัน หรือราคาย่อมมาหน่อยที่ 16,000 บาท สำหรับไม้สะเดา ส่วนตะโพนมอญราคาราว 15,000 ตะโพนไทยที่ลูกเล็กกว่าราคา 7,000 บาท และระนาดราคาตั้งแต่ 10,000-50,000 บาท ตามเกรดของไม้แข็งที่ใช้โดยไม้ที่ดีที่สุดคือไม้ชิงชัน

“สุพรรณบุรี”

สำหรับการซ่อมกลองคู่โดยใช้หุ่นกลองเดิม แต่มาขึงหนังหน้ากลองใหม่และตั้งเสียงใหม่จะคิดค่าใช้จ่ายประมาณ 9,000 บาท เพราะมีความยากและซับซ้อนต้องใช้ความชำนาญสูงในการขึงหน้ากลองและตึงสายเพื่อแต่งเสียงให้ได้เสียงกังวานสมดุลกันระหว่างตัวผู้และตัวเมีย ส่วนการซ่อมตะโพนมอญและเปิงมางราคาราว 9,000 บาท และที่ลูกค้านำมาซ่อมเป็นประจำคือ ผืนระนาด ที่มักพบว่าลูกระนาดแตกและตะกั่วหายทำให้เสียงเพี้ยนจึงต้องเปลี่ยนลูกระนาดใหม่และติดตะกั่วใหม่ใต้ลูกระนาดพร้อมตั้งเสียงให้ได้ระดับที่ต้องการโดยมีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผืนใหม่ราว 500 บาท

UNESCO Creative Cities Thailand

“กลองคู่นิยมใช้ไม้ชิงชัน เพราะเป็นไม้เนื้อแข็งและให้เสียงใส ส่วนตะโพนมอญเป็นไม้ก้ามปูจะให้เสียงดี ไม้ประดู่ก็เหมาะสำหรับทำโทนและรำมะนา หนังที่ใช้สำหรับทำหน้ากลองคู่จะใช้หนังวัวเนื่องจากนุ่มและให้เสียงกังวาน ส่วนหนังที่จะนำมาตัดเป็นหนังเรียดเพื่อผูกโยงหน้ากลองทั้งสองด้านเข้าด้วยกันและขึงให้ตึงเพื่อปรับแต่งเสียงจะใช้หนังควาย เพราะมีความเหนียวและคงทนกว่าหนังชนิดอื่น”

บ้านทำกลองยินดีเปิดบ้านให้ผู้สนใจเรียนรู้การผลิตและอนุรักษ์เครื่องดนตรีไทยชนิดต่างๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อสืบสานเสียงดนตรีไทยให้คงอยู่ต่อไป

ติดต่อ : โทร. 09-2859-5605

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/WBgBPAAQhq1uS16QA?g_st=ic

UNESCO Creative Cities Thailand

“วัดประตูสาร” จุดเริ่มต้นการประชันเพลงเรือในอดีต

วัดประตูสาร ในอำเภอเมืองสุพรรณบุรีเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญในการตามรอยวรรณคดีไทยและเรียนรู้วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวเมืองสุพรรณที่ผูกพันกับเสียงเพลงมาอย่างยาวนาน ย้อนไปในปี 2379 กวีเอกสุนทรภู่ เดินทางมาถึงเมืองสุพรรณเพื่อค้นหาแร่สำหรับการเล่นแร่แปรธาตุและกล่าวถึงวัดโบราณแห่งนี้ไว้ใน “โคลงนิราศสุพรรณ” มีความยาวถึง 462 บทและเนื้อความในโคลงเป็นการพรรณนาถึงความสวยงามของธรรมชาติ วิถีชีวิตชาวบ้าน สถานที่สำคัญต่างๆ ของเมืองสุพรรณเมื่อเกือบ 200 ปีที่แล้ว

สุพรรณบุรี

วัดประตูสารสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ซึ่งผู้คนใช้การสัญจรทางน้ำเป็นหลัก วัดจึงสร้างหันหน้าสู่แม่น้ำท่าจีนที่อยู่ทางทิศตะวันออก ภายในวัดมีวิหารที่ภายในประดิษฐานหลวงพ่อดำ พระพุทธรูปโบราณอายุเกือบ 300 ปี รวมถึงบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ และมณฑปประดิษฐานรูปจำลองพระครูวิธุรสุตาคม พระเกจิชื่อดังของเมืองสุพรรณ

ย้อนกลับไปราว 50-60 ปีก่อน งานไหว้พระหลวงพ่อโตที่วัดป่าเลไลยก์ซึ่งจัดในเดือน 5 และเดือน 12 ของทุกปีถือเป็นเทศกาลเล่นเพลงประจำปีของบรรดาพ่อเพลงแม่เพลงทั่วภาคกลาง เมื่อใกล้ถึงวันงานเหล่านักเล่นเพลงจะพายเรือมาจอดที่ท่าน้ำวัดประตูสารซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดป่าเลไลยก์ ที่นี่จึงเป็นจุดชุมนุมเรือและเป็นจุดแรกของการประชันฝีมือกันด้วยเพลงเรือ

สุพรรณบุรี

ภายในอุโบสถยังมีจิตรกรรมฝาผนังอันงดงาม ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยช่างเขียนเลือกใช้สีที่หลากหลาย ได้แก่ สีน้ำตาล แดงชาด ดำ เขียว ขาว น้ำเงินเข้ม ฟ้า และเหลืองหม่น เป็นการสะท้อนถึงความคิดนอกกรอบ ดังจะเห็นได้จากภาพพระพุทธเจ้าเสด็จจากดาวดึงส์ที่พื้นหลังเป็นสีฟ้าแทนสีแดงชาดที่มักนิยมใช้ในสมัยนั้น ถือเป็นเทคนิคการเลียนแบบสีธรรมชาติของท้องฟ้าทำให้ภาพมีภูมิทัศน์ที่ดูไร้ขอบเขตเสมือนจริง หรือการใช้สีน้ำตาลเป็นพื้นหลังในภาพอดีตพระพุทธเจ้าทำให้บรรยากาศดูเคร่งขรึม สงบนิ่ง และเปี่ยมด้วยความศักดิ์สิทธิ์

สุพรรณบุรี

ภาพจิตรกรรมแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนบน ซึ่งอยู่เหนือกรอบประตูหน้าต่างเป็นภาพอดีตพระพุทธเจ้า 59 องค์ และส่วนล่างสามารถแบ่งภาพเขียนเป็น 13 ห้องในการเล่าเรื่องพุทธประวัติ เริ่มจากประตูทางเข้า ด้านบนเป็นภาพเล่าเรื่องตอนมารผจญ ทรงชนะพญาวัสวดีมาร พระพุทธองค์ปางมารวิชัยบนบัลลังก์เหนือพระแม่ธรณี รายล้อมไปด้วยกองทัพเหล่ามารซึ่งประกอบไปด้วยบุคคลที่ดูคล้ายชาวต่างชาติจำนวนมาก ขณะที่ภาพด้านล่างบรรยายเรื่องราวพุทธประวัติที่สอดแทรกวิถีชีวิตท้องถิ่นได้อย่างกลมกลืน

ภาพเขียนห้องที่ 12 จัดเป็นไฮไลต์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของสุพรรณฯ ในฐานะเมืองสร้างสรรค์ทางดนตรีได้อย่างโดดเด่น โดยพาผู้ชมย้อนกลับไปสู่สองเหตุการณ์สำคัญทางพุทธศาสนาและเรียนรู้ประเพณีท้องถิ่นที่มีมหรสพเป็นส่วนประกอบสำคัญในพิธีกรรมต่างๆ ทั้งงานบุญและงานอวมงคล ไม่ว่าจะเป็นงานอุปสมบท งานแต่งงาน งานศพ หรืองานสมโภช

ภาพแรกบรรยายถึงกษัตริย์จากเจ็ดเมืองยกทัพมาเพื่อแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ เรื่องราวดำเนินต่อเนื่องถึงตอนที่พระอินทร์เหาะมาหยิบพระทันตธาตุออกจากมวยผมของโทณาพราหมณ์ ขณะทำหน้าที่จัดแบ่งพระบรมสารีริกธาตุอยู่ภายในอาคาร ด้านนอกวงปี่พาทย์แบบครบองค์กำลังบรรเลงดนตรีตามขนบธรรมเนียมโบราณของภาคกลางที่นิยมให้มีการแสดงวงปี่พาทย์เพื่อให้เกียรติแก่ผู้วายชนม์และปลอบประโลมญาติที่โศกเศร้า จากภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเสียงดนตรีได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของชาวสุพรรณฯ มาอย่างยาวนาน และฝังรากอยู่ในวัฒนธรรมของผู้คนอย่างแนบแน่น

ติดต่อ : โทร. 0-3544-0364

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/GPKdKhQYdAVNAwya6?g_st=ic

“สุพรรณบุรี”

“ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยสุพรรณบุรี” ฟื้นฟูตักบาตรทางน้ำ เวทีปล่อยของด้านนาฏศิลป์

ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยสุพรรณบุรี หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า “สวนกล้วย” ซ่อนตัวอยู่บนพื้นที่กว่า 18 ไร่ บริเวณด้านหลังโบสถ์ของวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ย้อนกลับไปราว 10 ปีก่อน พื้นที่ตรงนี้เป็นดงต้นธูปฤๅษีรกร้าง ผู้คนใช้ทิ้งขยะจนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และกระทบต่อโรงเรียนที่ตั้งอยู่โดยรอบ ทำให้ พระครูโสภณวีรานุวัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร พัฒนาพื้นที่นี้ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับการเกษตรและวัฒนธรรมสำหรับทุกเพศทุกวัย ตามแนวคิด “โคก-หนอง-นา โมเดล” โดยได้มีการขุดดินเพื่อใช้กักเก็บน้ำและวิจัยด้านการเพาะปลูก จนสามารถรวบรวมกล้วยหายากจากทั่วประเทศได้มากถึง 222 สายพันธุ์ อาทิ กล้วยบัวชมพูนาคราช กล้วยตานีดำ กล้วยครั่ง กล้วยเทพนมด่าง กล้วยเสือพราน กล้วยไข่กำแพงเพชร กล้วยป่าลายหินอ่อน และกล้วยน้ำนมราชสีห์ เป็นต้น

สุพรรณบุรี
UNESCO Creative Cities Thailand

นอกจากจะเป็นศูนย์อนุรักษ์พันธ์กล้วยแล้ว เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวในจังหวัดสุพรรณบุรีในฐานะเป็นเมืองสร้างสรรค์ทางดนตรีโดยยูเนสโก พระธรรมพุทธิมงคล เจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยก์ได้ร่วมมือกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดในการรื้อฟื้นประเพณีโบราณเพื่อให้คนรุ่นหลังได้มาสัมผัสและเรียนรู้รากของวัฒนธรรมท้องถิ่นอีกด้วย

ทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์เริ่มตั้งแต่เวลา 7 โมงเช้า มีกิจกรรมตักบาตรทางน้ำ นำโดยพระสงฆ์ 9 รูป และจัดเวทีเพื่อเป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเยาวชนและกลุ่มชาติพันธุ์มาแสดงความสามารถด้านนาฏศิลป์ ศิลปะการแสดง การละเล่นต่างๆ เช่น ฟ้อนขันดอก บรรเลงดนตรีไทยและขับร้อง การเต้นบาสโลบ(paslop) รำกลองยาว รำไผ่ขวาง คีตะมวยไทย และโขน

“นอกจากการเรียนรู้ตามหลักสูตร เราส่งเสริมภูมิปัญญาด้านการเคลื่อนไหวโดยหาเวทีให้นักเรียนได้มาแสดงความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นดนตรี ศิลปะการแสดง หรือนาฏศิลป์ ดังนั้นกิจกรรมนี้จึงเป็นพื้นที่สร้างสรรค์เปิดโอกาสให้นักเรียนจาก 129 โรงเรียนในสังกัดจังหวัดสุพรรณบุรี สลับหมุนเวียนกันมาแสดงทุกวันเสาร์ ขณะที่วันอาทิตย์จะเป็นเวทีสำหรับชุมชนท้องถิ่น” เรนิษรา ภู่อ่อน รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุพรรณบุรี เขต 1 กล่าว

UNESCO Creative Cities Thailand

“ทุกวันนี้มีช่องทางโซเชียลมีเดียช่วยจุดประกายให้เด็กๆ หันมาสนใจด้านวัฒนธรรมมากขึ้นทั้งนาฏศิลป์และดนตรีไทย ในจังหวัดสุพรรณบุรีมีครูสอนนาฏศิลป์ในสังกัด 50 คน ซึ่งไม่เพียงพอ เราจึงเซ็นMOU กับวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรีในการจัดอบรมวิชานาฏศิลป์ให้กับครูเพื่อใช้เป็นกำลังเสริมการสอนภายในโรงเรียนด้วย”

“สุพรรณบุรี”

หลังจากตักบาตรทางน้ำ ชมกิจกรรมการแสดงจากเยาวชนและชุมชน และเดินชมสวนกล้วยหลากหลายสายพันธุ์แล้ว นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปกราบสักการะหลวงพ่อโตภายในวิหารวัดป่าเลไลยก์กันต่อได้เลย องค์หลวงพ่อโตเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทองปางป่าเลไลยก์คู่บ้านคู่เมืองสุพรรณฯ มีขนาดใหญ่สูง 23 เมตรเศษ และเป็นศิลปะสมัยอู่ทองซึ่งภายในบรรจุพระพุทธรูปและพระบรมสารีริกธาตุไว้ 36 องค์

“สุพรรณบุรี”
“สุพรรณบุรี”

วัดป่าเลไลยก์มีอายุราว 1,200 ปี และในวิหารยังมีจิตรกรรมฝาผนังเล่าวรรณกรรมพื้นบ้านเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ภายในบริเวณวัดยังเป็นแหล่งรวมสินค้าพื้นบ้านและอาหารขึ้นชื่อให้ได้ซื้อเป็นของฝาก เช่น ปลาสลิดดอนกำยาน ปลาแดดเดียว น้ำพริก เครื่องจักสาน และขนมไทยหลากหลายชนิด

ติดต่อ : อานนท์ รักผล โทร. 08-1019-4293

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/8d4nT5bJ2pxGiUgq8?g_st=ic

UNESCO Creative Cities Thailand

“วงปี่พาทย์ประคองศิลป์” สืบสานมรดกทางดนตรีกว่า 100 ปี

แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไป แต่การบรรเลงวงปี่พาทย์ในงานศพยังคงเป็นที่นิยมในจังหวัดแถบภาคกลาง เช่น สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี และสมุทรสาคร โดยเฉพาะจังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งถือเป็นแหล่งรวมนักดนตรีไทยด้วยจำนวนวงปี่พาทย์กว่า 60 คณะ สมาชิกเป็นการผสมผสานของนักดนตรีชั้นครู นักเรียนจากวิทยาลัยนาฏศิลป และคนรุ่นใหม่ที่มีความรักดนตรีในสายเลือด

วงปี่พาทย์ประคองศิลป์ เป็นหนึ่งในตำนานที่สืบสานมรดกทางดนตรีมากว่า 100 ปี จากรุ่นคุณทวดสู่ทายาทรุ่นที่ 4 ปัจจุบันอยู่ภายใต้การนำของ ครูธนู วิสุทธิวงษ์ ในวัย 66 ปี ผู้เริ่มเล่นเครื่องดนตรีไทยตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ฆ้องคือสิ่งแรกที่เขาจับเพื่อเรียนรู้จังหวะก่อนไต่ระดับสู่ระนาดจนชำนาญ

“วงของเราเป็นที่รู้จักในฐานะผู้คิดค้นรางหงส์ โดยคุณพ่อประคองเป็นผู้ออกแบบรางระนาดรูปแบบใหม่ที่สวยงาม ลวดลายวิจิตรอ่อนช้อยเพื่อให้เข้าคู่กับฆ้องมอญที่มีรางลายเทพนม เป็นงานแกะสลักไม้สัก จากเดิมเป็นเพียงรางไทยแบบราบเท่านั้น ตั้งแต่ในสมัยพุทธกาลวงปี่พาทย์มีส่วนเกี่ยวข้องในการประกอบพิธีทางพุทธศาสนามาตลอด แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงตื่นรู้และพบทางสายกลางเมื่อได้ฟังการบรรเลงพิณสามสายของพระอินทร์” ครูธนูกล่าว

UNESCO Creative Cities Thailand

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ครูธนูได้ปรับโฉมภาพลักษณ์วงปี่พาทย์ของเขาให้มีความทันสมัยและหรูหรามากขึ้น โดยออกแบบและจดลิขสิทธิ์แท่นยกระดับขนาดตั้งแต่ 4-20 เมตร พร้อมด้วยเครื่องดนตรีประดับไฟสีและหางนกยูง นอกจากนี้เขายังผสมผสานบทเพลงหลากหลายแนว ทั้งเพลงไทยโบราณ เพลงลูกทุ่ง เพลงลูกกรุง เพลงร็อก เพลงแรป และเพลงฮิตต่างๆ ในการแสดงเพื่อให้ผู้ชมเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

“การแสดงวงปี่พาทย์ประกอบด้วยนักดนตรี นางรำ นักร้อง ตั้งแต่ 12-30 คน เครื่องดนตรีหลักประกอบด้วยระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวง กลองทัด และปี่ รูปแบบการแสดงเป็นไปตามความต้องการของเจ้าภาพเป็นหลัก อย่างเช่น งานศพเริ่มตั้งแต่ตี 5 ถึง 5 โมงเย็น หรือ 4 โมงเย็นถึง 4 ทุ่ม ลิสต์เพลงอาจจะมีเป็น 100 เพลง เรายังคงยึดถือขนบธรรมเนียมโดยเริ่มจากการประโคมย่ำยาม ต่อด้วยบรรเลงเพลงเรื่องนางหงส์ ระหว่างการแสดงเราอาจสอดแทรกเพลงร่วมสมัยใหม่ เช่น เพลง “สาวบางโพ” เพลงสามช่า เพลงลูกทุ่ง เช่น เพลง “กระแซะเข้ามาซิ” ของราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ แทนการขับเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงได้ เราก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย”

ธนู วิสุทธิวงษ์

ครูธนูกล่าวว่าปัจจุบันมีวงปี่พาทย์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากและการบรรเลงวงปี่พาทย์ยังคงเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง เขาอยากให้นักดนตรีแต่ละท่านรักษาเกียรติและให้ความเคารพทุกครั้งที่บรรเลงดนตรีไทยซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษมาหลายชั่วอายุคน อยากให้ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์และส่งเสริมให้คงอยู่ต่อไป เช่นเดียวกับ “โขน” ที่ได้รับการอุปถัมภ์จาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จนกลายเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติ

ติดต่อ : โทร. 08-1948-1255

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/x2NEBbWis1qGw47Q8?g_st=ic

The post ตามเมโลดี้ดนตรีไป “สุพรรณบุรี” UNESCO Creative Cities Thailand จากอีแซว เสภา ลูกทุ่ง ปี่พาทย์ สู่ทำนองร่วมสมัย appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...