Bitcoin สัญญาณอันตราย! นักวิเคราะห์เตือนสัญญาณ Bearish อาจเป็นจุดเริ่มต้นขาลงยาว
สถานการณ์ราคา Bitcoin ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาสร้างความตื่นตระหนกให้กับเหล่านักลงทุนอย่างมาก เมื่อราคาปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 78,000 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา การดิ่งลงครั้งนี้เกิดจากแรงเทขายทำกำไรที่ประจวบเหมาะกับสภาวะสภาพคล่องในตลาดที่เบาบาง ประกอบกับความต้องการซื้อใหม่ที่เริ่มหมดแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
เอริค คราวน์ (Eric Crown) นักวิเคราะห์และอดีตนักเทรดออปชันจาก NYSE Arca ได้ออกมาเตือนว่า ความหวังที่ราคาจะกลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ในเร็วๆ นี้อาจเป็นเพียง “ความหวังลมๆ แล้งๆ” (Hopium) สำหรับฝั่งขาขึ้น โดยเขามองว่า Bitcoin ได้เข้าสู่ช่วงพักฐานยาวและมีโอกาสปรับตัวลดลงต่อมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนตุลาคมแล้ว
สัญญาณทางเทคนิคที่บ่งชี้ถึงสภาวะตลาดหมี (Bearish)
คราวน์ได้ชี้ให้เห็นถึงตัวบ่งชี้ทางเทคนิคหลายประการที่ยืนยันว่าเทรนด์ใหญ่กำลังเปลี่ยนไปในทิศทางขาลง ดังนี้:
- Monthly MACD: มีการตัดตัวลง (Cross Down) ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นสัญญาณที่มักจะเกิดขึ้นก่อนการปรับตัวลดลงในระยะยาวเสมอ
- Weekly EMA (21 vs 55): ล่าสุดได้ตัดกันเข้าสู่โซนขาลง ซึ่งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามักจะตามมาด้วยการขาดทุนต่อเนื่องหลายเดือน
- Shooting Star Pattern: กราฟรายปีของ 2025 ปิดตัวด้วยรูปแบบแท่งเทียนที่ส่งสัญญาณการกลับตัวในระยะกลางอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ ข้อมูลจากตลาดออปชันบนแพลตฟอร์ม Deribit ยังแสดงให้เห็นว่านักเทรดเริ่มแห่ซื้อสิทธิในการขาย (Put Option) ที่ระดับราคา 75,000 ดอลลาร์ ด้วยมูลค่ารวมกว่า 1.159 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมีมูลค่าใกล้เคียงกับสัญญาฝั่งขาขึ้นที่หวังราคา 100,000 ดอลลาร์แล้ว สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ลดลงอย่างชัดเจน
เป้าหมายถัดไป: Bitcoin จะดิ่งสู่ระดับ 50,000 ดอลลาร์จริงหรือ?
สิ่งที่น่ากังวลสำหรับนักลงทุนคือการที่ Bitcoin เริ่มแยกตัวออกจากตลาดการเงินดั้งเดิม ในขณะที่ตลาดหุ้นยังคงรักษาตัวได้ดี แต่ Bitcoin กลับปรับตัวลดลง ซึ่งคราวน์มองว่าเป็นพฤติกรรมปกติของช่วงปลายวัฏจักรที่นักลงทุนจะเลือกขายสินทรัพย์เก็งกำไรสูงออกไปก่อนเพื่อลดความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม คราวน์มองว่าหากราคาดิ่งลงไปแตะระดับ 50,000 – 60,000 ดอลลาร์ จะเป็นโอกาสทองสำหรับการสะสมสินทรัพย์ในระยะยาว เนื่องจากจะเป็นจุดที่ล้างพอร์ตนักเทรดที่ใช้เลเวอเรจสูงออกไปจนหมด และเป็นโซนราคาที่น่าดึงดูดใจในการสร้างฐานใหม่ก่อนที่จะเริ่มวัฏจักรขาขึ้นครั้งถัดไป
อ้างอิง : coindesk.com
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/bitcoin-price-drop-bearish-signal-50k-target
นักลงทุน IBIT อ่วม! ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบหลัง Bitcoin ร่วงหนัก
การร่วงลงอย่างรุนแรงของราคา Bitcoin ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้เพียงแต่สร้างความตื่นตระหนกในตลาดคริปโตเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ถือครองหน่วยลงทุนในกองทุนสปอต Bitcoin ETF ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง iShares Bitcoin Trust (IBIT) ของ BlackRock โดยล่าสุดมีรายงานว่าผลตอบแทนรวมเฉลี่ยของนักลงทุนในกองทุนนี้ได้พลิกกลับมาอยู่ในแดนลบเรียบร้อยแล้ว
บ็อบ เอลเลียต ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Unlimited Funds ระบุว่าจากการวิเคราะห์กระแสเงินไหลเข้าแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าดอลลาร์ (Dollar-weighted flows) พบว่าราคาเฉลี่ยที่นักลงทุนส่วนใหญ่เข้าซื้อนั้นสูงกว่าราคาตลาดในปัจจุบัน หลังจากที่ Bitcoin ร่วงลงไปแตะระดับกลาง 70,000 ดอลลาร์ในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา
กำไรสะสม 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์หายไปในพริบตา
ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า แม้นักลงทุนกลุ่มแรกๆ ที่เข้าซื้อ IBIT ตั้งแต่เปิดตัวจะยังคงมีกำไรอยู่บ้าง แต่เม็ดเงินมหาศาลที่ไหลเข้ามาในช่วงที่ Bitcoin ทำราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้นมีน้ำหนักมากกว่า ส่งผลให้ผลตอบแทนรวมเฉลี่ยติดลบ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านที่น่าตกใจเมื่อเทียบกับเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งผลตอบแทนถ่วงน้ำหนักดอลลาร์ของ IBIT เคยพุ่งสูงถึง 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงที่ Bitcoin ทำราคา All-time high
กองทุน IBIT เคยถูกบันทึกว่าเป็นหนึ่งในการเปิดตัว ETF ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของ BlackRock โดยเป็นกองทุนที่ขยายตัวสู่ระดับสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) 7 หมื่นล้านดอลลาร์ได้รวดเร็วที่สุด และสามารถสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมมหาศาลให้กับบริษัท อย่างไรก็ตาม มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ที่ลดลงตามราคา Bitcoin ในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรสะสมเหล่านั้นถูกลบทิ้งไป
กระแสเงินไหลออกรุนแรงท่ามกลางความผิดหวังใน “Debasement Trade”
ภาวะผลตอบแทนติดลบนี้เกิดขึ้นพร้อมกับปรากฏการณ์เงินไหลออกจากผลิตภัณฑ์การลงทุนคริปโตอย่างต่อเนื่อง โดยในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 25 มกราคม พบว่ามีเงินไหลออกจากกองทุน Bitcoin เพียงอย่างเดียวเกือบ 1.1 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ภาพรวมกองทุนคริปโตทั้งหมดมีการถอนเงินออกถึง 1.73 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการลดสถานะการถือครองครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน
ยอดเงินทุนไหลออกรายสัปดาห์ ตามรายงานเมื่อวันที่ 26 มกราคม ที่มา: CoinShares
CoinShares วิเคราะห์ว่าปัจจัยที่ขับเคลื่อนแรงเทขายมาจากความคาดหวังเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ยที่ลดน้อยลง ประกอบกับความผิดหวังที่ Bitcoin ยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของเงิน (Debasement Trade) ได้ดีเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับ ทองคำ โดยปัจจุบันทองคำยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นอย่างแข็งแกร่งและทำระดับราคาสูงสุดใหม่เหนือ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในขณะที่ Bitcoin ยังคงผันผวนตามทิศทางสินทรัพย์เสี่ยง
อ้างอิง : cointelegraph.com
ภาพ fxstreet.com
แรงขุด Bitcoin ดิ่ง 12% หนักสุดนับตั้งแต่ยุคจีนแบน! เซ่นพายุหิมะถล่มสหรัฐฯ
อุตสาหกรรมการ ขุด Bitcoin กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่ปลายปี 2021 โดยข้อมูลล่าสุดจาก CryptoQuant เผยว่าค่าพลังขุดของเครือข่าย หรือ Hashrate รวมได้ปรับตัวลดลงประมาณ 12% ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงที่เครือข่ายกำลังฟื้นตัวจากการที่ประเทศจีนสั่งแบนการขุดคริปโตเคอร์เรนซีแบบเบ็ดเสร็จ
สาเหตุหลักมาจากพายุฤดูหนาวที่รุนแรงในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขุดรายใหญ่ของโลก ส่งผลให้เหมืองขุดหลายแห่งต้องลดกำลังการผลิตหรือปิดเครื่องชั่วคราวเพื่อรักษาระบบโครงสร้างพื้นฐานและปฏิบัติตามคำขอของโครงข่ายไฟฟ้าในการประหยัดพลังงาน
รายได้นักขุดดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดใหม่ของปี
วิกฤตสภาพอากาศในครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวเลขทางเศรษฐกิจของนักขุดอย่างรุนแรง โดยรายได้จากการขุด Bitcoin ต่อวันพุ่งดิ่งลงจากประมาณ 45 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 22 มกราคม สู่ระดับ 28 ล้านดอลลาร์ในเวลาเพียงสองวัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของปี แม้ภายหลังจะมีการฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ประมาณ 34 ล้านดอลลาร์ แต่ก็ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติอย่างมาก
ในส่วนของปริมาณการผลิต (Output) ของนักขุดในตลาดหลักทรัพย์ลดลงอย่างน่าตกใจจาก 77 BTC ต่อวัน เหลือเพียง 28 BTC เท่านั้น ขณะที่นักขุดรายอื่นๆ ในเครือข่ายมีผลผลิตลดลงจาก 403 BTC เหลือ 209 BTC ส่งผลให้ภาพรวมของเครือข่ายมีการขยายตัวที่ล่าช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
ดัชนีความยั่งยืนชี้ นักขุดกำลังแบกภาระขาดทุนหนัก
ความสามารถในการทำกำไรที่ลดลงกำลังกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อธุรกิจที่ต้องใช้พลังงานสูง ดัชนีความยั่งยืนของกำไรและขาดทุน (Miner Profit and Loss Sustainability Index) ของ CryptoQuant ร่วงลงสู่ระดับ 21 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2024
ตัวเลขดังกล่าวส่งสัญญาณว่านักขุดจำนวนมากกำลังดำเนินงานภายใต้ภาวะตึงเครียดทางการเงินอย่างรุนแรง โดยรายได้ที่ได้รับไม่สามารถครอบคลุมต้นทุนการดำเนินงานได้สำหรับนักขุดส่วนใหญ่ในเครือข่าย แม้ว่าจะมีการปรับค่าความยากในการขุด (Difficulty) ลดลงเพื่อช่วยบรรเทาภาระแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยราคา Bitcoin ที่อ่อนตัวลงและอุปสรรคจากการปิดเหมืองชั่วคราวได้
อ้างอิง : coindesk.com
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/bitcoin-hashrate-drop-us-winter-storm-miner-crisis