สาววัย 32 ปวดทรมานทั้งตัว หาสาเหตุไม่ได้ หมอวินิจฉัยป่วย "โรคเจ้าหญิง"
วิศวกรหญิงวัย 32 ปวดทรมานทั้งตัว โรคลึกลับหาสาเหตุไม่ได้ หมอวินิจฉัยป่วย "โรคเจ้าหญิง"
บ่อยครั้งที่อาการเจ็บปวดตามร่างกายไม่สามารถวินิจฉัยได้ด้วยการตรวจทางการแพทย์แบบทั่วไปนพ.โจว ป๋อฮั่น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชและสุขภาพจิตที่มีชื่อเสียงจากประเทศไต้หวัน เปิดเผยเคสผู้ป่วยหญิงวัย 32 ปี อาชีพวิศวกร ที่ต้องเผชิญกับความกดดันจากการทำงาน จนเริ่มมีอาการปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างหาสาเหตุไม่ได้ อาการเหล่านี้รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น "โรคไฟโบรมัยอัลเจีย" (Fibromyalgia) หรือที่เรียกกันว่า"โรคเจ้าหญิง"
ชื่อโรคเจ้าหญิง มาจากนิทานคลาสสิกเรื่องThe Princess and the Pea (เจ้าหญิงกับถั่วลันเตา) ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน นักเขียนชาวเดนมาร์ก ตีพิมพ์ในปี 1835 เล่าถึงการพิสูจน์ว่าหญิงสาวคนหนึ่งเป็นเจ้าหญิงที่แท้จริงหรือไม่ โดยใช้ถั่วลันเตาเล็กๆ วางไว้ใต้ที่นอนหลายชั้น และเจ้าหญิงก็รู้สึกถึงความแข็งกระด้างนั้น เพราะความอ่อนไหวและละเอียดอ่อนของเธอ
ไฟโบรมัยอัลเจีย: โรคแห่งความเจ็บปวดอันลึกลับ
นพ.โจว ระบุว่าโรคไฟโบรมัยอัลเจียเป็นโรคที่วินิจฉัยได้ยาก เพราะเมื่อตรวจเลือดหรือเอกซเรย์ ผลมักจะออกมาเป็นปกติ ทำให้คนรอบข้างมักเข้าใจผิดว่าผู้ป่วยสำออยหรือแกล้งป่วย แต่ความจริงแล้วผู้ป่วยต้องทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดเรื้อรังที่เกิดขึ้นทั่วร่างกายมานานกว่า 3 เดือน
อาการหลักของโรคนี้ประกอบด้วย:
- ปวดกระจายทั่วร่างกายและเจ็บเมื่อกดตามจุดต่าง ๆ
- อ่อนเพลียเรื้อรัง นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท
- ประสิทธิภาพความจำและการตัดสินใจลดลง (Brain Fog)
- มีภาวะทางอารมณ์ เช่น วิตกกังวล หรือซึมเศร้า
- บางรายมีอาการชาตามมือเท้า ลำไส้แปรปรวน หรือปัสสาวะบ่อยร่วมด้วย
แม้แต่ซุปเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่าง เลดี้ กาก้า (Lady Gaga) ก็เคยเปิดเผยว่าเธอป่วยด้วยโรคนี้จนต้องยกเลิกทัวร์คอนเสิร์ตมาแล้ว
ผลวิจัยชี้ "ความปวด" สัมพันธ์กับสมองส่วนหน้า
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Neuroscience ระบุว่าจากการใช้เครื่อง NIRS ตรวจสอบการทำงานของสมอง พบว่าผู้ป่วยโรคไฟโบรมัยอัลเจียมีการทำงานของสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ต่ำกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งยืนยันได้ว่าอาการปวดนั้นสัมพันธ์กับความผิดปกติของการทำงานในสมอง ไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึกที่คิดไปเอง
แนวทางการรักษาและดูแลตัวเอง
โรคนี้มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัย การรักษามีทั้งการใช้ยา เช่น ยาต้านเศร้าเพื่อปรับสมดุลสารเคมีในสมอง ยาแก้ปวดระบบประสาท และยาคลายกล้ามเนื้อ ส่วนการรักษาแบบไม่ใช้ยาจะเน้นไปที่การทำกายภาพบำบัดและการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์
นพ.โจว แนะนำว่ากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและลดความเครียดได้ดี ได้แก่ โยคะ ไทเก็ก การทำสมาธิ หรือการฟังเพลงบรรเลงเบา ๆ สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรงหรือดื้อต่อการรักษาด้วยยา การใช้เทคโนโลยีรักษาสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก (rTMS) ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้อาการปวดและคุณภาพชีวิตดีขึ้นได้
หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการปวดเรื้อรังทั่วตัวนานกว่า 3 เดือน ร่วมกับอาการอ่อนเพลียและนอนไม่หลับ แม้ตรวจร่างกายเบื้องต้นไม่พบความผิดปกติ ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคไฟโบรมัยอัลเจีย การได้รับคำปรึกษาจากจิตแพทย์หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้รับมือกับโรคนี้ได้อย่างถูกต้อง