“อ่านออก แต่สื่อสารไม่ได้” เด็กไทยติดกับดักภาษาอังกฤษ เพราะเรียนผิดวิธี หรือหลักสูตรมีปัญหา
“อ่านภาษาอังกฤษออก แต่สื่อสารไม่ได้”
ประโยคนี้น่าจะเป็นประสบการณ์ที่คนไทยจำนวนไม่น้อยคุ้นเคยกันดี เราเรียนภาษาอังกฤษกันมาตั้งแต่เด็ก สอบผ่านมาหลายครั้ง อ่านบทความหรือดูหนังก็พอเข้าใจ แต่พอถึงเวลาต้องพูดจริง กลับพูดไม่ออก หรือไม่มั่นใจว่าจะสื่อสารอย่างไร
หลายคนอาจเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็น ตอนต้องคุยกับชาวต่างชาติ ระหว่างการเดินทาง หรือแม้แต่ในที่ทำงาน ทั้งที่เรียนภาษาอังกฤษมานาน แต่พอถึงเวลาต้องใช้จริง กลับรู้สึกว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด
และน่าจะมีคนเคยสงสัยเหมือนกันว่า เรียนภาษาอังกฤษกันมาก็หลายปี แต่พอถึงเวลาต้องใช้จริง ทำไมถึงยังสะดุดทุกที
TODAY ไปคุยกับคนที่อยู่ในแวดวงการวัดผลภาษาอังกฤษระดับสากล เพื่อหาคำตอบว่า เด็กไทยมีปัญหาอะไร หรือมีบางอย่างในระบบการเรียนภาษาอังกฤษของไทยที่ยังพลาดไป
ไทยไม่ดีที่สุด แต่ก็ไม่ได้แย่สุดในอาเซียน
TODAY พูดคุยกับ จวง เงวียน (Chuong Nguyen) ผู้อำนวยการฝ่าย Channel Management ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของ Educational Testing Service (ETS) องค์กรพัฒนาข้อสอบ TOEFL ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อสอบวัดทักษะภาษาอังกฤษที่ใช้กันทั่วโลก
คำตอบแรกของเขาอาจทำให้หลายคนแปลกใจเล็กน้อย แต่นับว่าเป็น ‘ข่าวดี’ เล็กๆ สำหรับคนไทย
เงวียนบอกว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่แย่ที่สุดในภูมิภาค แต่ก็ยังไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ก้าวนำ
เขาอธิบายว่า หากมองภาพรวมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยยังอยู่ใน ‘ระดับกลาง’ เมื่อพูดถึงความพร้อมด้านภาษาอังกฤษในเชิงวิชาการ
นั่นหมายความว่า ไทยไม่ได้ตามหลังทุกประเทศ แต่ก็ยังไม่ใช่ประเทศที่ก้าวนำในภูมิภาค
เด็กไทยไม่ได้อ่อนภาษาอังกฤษอย่างที่คิด
แม้ประเทศไทยจะยังไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ก้าวนำด้านภาษาอังกฤษในภูมิภาค แต่เงวียนบอกว่า ปัญหาของผู้เรียนไทยไม่ได้อยู่ที่การ ‘ไม่เข้าใจภาษา’
จากประสบการณ์ในการทำงานกับการประเมินทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียนในหลายประเทศ เขามองว่า ผู้เรียนไทยจำนวนไม่น้อยสามารถอ่านและทำความเข้าใจเนื้อหาภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างดี
แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่าภาษาอังกฤษ ‘ยังไม่คล่อง’ มักเกิดขึ้นในอีกช่วงหนึ่งของการใช้ภาษา นั่นคือ ช่วงที่ต้องนำสิ่งที่เข้าใจมาใช้สื่อสารจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย การอธิบายความคิดเห็นของตัวเอง หรือการโต้ตอบในสถานการณ์จริง หลายคนอาจรู้ว่าต้องการจะสื่ออะไร แต่กลับไม่มั่นใจว่าจะเรียบเรียงคำพูดอย่างไร
อย่างไรก็ตาม เงวียนอธิบายว่า ปัญหาแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังพบได้ในผู้เรียนจำนวนไม่น้อยในหลายประเทศที่เรียนภาษาอังกฤษในระบบการศึกษาที่เน้นการสอบหรือการทำแบบฝึกหัดเป็นหลัก
และนี่คือปัญหาใหญ่ที่ทำให้ผู้เรียนจำนวนมากสามารถอ่านหรือทำข้อสอบได้ดี แต่ยังไม่คุ้นเคยกับการใช้ภาษาเพื่อสื่อสารจริงในชีวิตประจำวัน
กับดักของการเรียนภาษาอังกฤษแบบไทย
เงวียนอธิบายต่อว่า ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของการเรียนภาษาอังกฤษในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย คือระบบการเรียนที่มักให้ความสำคัญกับ การสอบ มากกว่าการใช้ภาษาในชีวิตจริง
ในห้องเรียน นักเรียนจำนวนไม่น้อยจึงคุ้นเคยกับการทำแบบฝึกหัด การท่องคำศัพท์ หรือการเรียนไวยากรณ์เพื่อให้ตอบข้อสอบได้ถูกต้อง
แต่โอกาสในการใช้ภาษาเพื่อสื่อสารจริง เช่น การพูดคุย การแสดงความคิดเห็น หรือการแลกเปลี่ยนความคิดกับผู้อื่น กลับมีไม่มากนัก
เมื่อรูปแบบการเรียนเป็นเช่นนี้ ผู้เรียนจึงคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษในรูปแบบของ ‘ข้อสอบ’ มากกว่าการใช้ภาษาเพื่อสื่อสาร
ผลที่ตามมาคือ แม้หลายคนจะสามารถอ่านหรือทำข้อสอบภาษาอังกฤษได้ดี แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษจริง ไม่ว่าจะเป็นในห้องเรียน มหาวิทยาลัย หรือในที่ทำงาน ก็อาจยังรู้สึกไม่มั่นใจที่จะพูดหรือสื่อสาร
เพราะในโลกของการเรียนและการทำงานจริง ภาษาอังกฤษไม่ได้เป็นเพียงวิชาหนึ่งในห้องเรียนเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือในการคิด อธิบาย และสื่อสารความคิดกับผู้อื่น
ภาษาอังกฤษที่เราควรเรียน อาจไม่ใช่แบบที่คุ้นเคย
เมื่อมองจากภาพรวมทั้งหมด เงวียนบอกว่า คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า เด็กไทยเก่งภาษาอังกฤษหรือไม่
แต่คือ วิธีที่เราเรียนภาษาอังกฤษ อาจยังไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้ใช้ภาษาได้จริง
ยิ่งไปกว่านั้น อีกประเด็นหนึ่งที่มักถูกพูดถึงควบคู่กัน คือ ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสในการเรียนภาษาอังกฤษ
นักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนขนาดใหญ่ เมืองใหญ่ หรือโรงเรียนที่มีทรัพยากรพร้อม มักมีโอกาสเข้าถึงครูผู้สอน สื่อการเรียน หรือสภาพแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษได้มากกว่า
ขณะที่นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลหรือโรงเรียนขนาดเล็ก อาจมีโอกาสฝึกใช้ภาษาในชีวิตจริงน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ความแตกต่างเช่นนี้ทำให้คำถามเรื่องการเรียนภาษาอังกฤษ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของนักเรียนแต่ละคนเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับ โครงสร้างของระบบการศึกษาโดยรวม
และนี่อาจกลายเป็นอีกหนึ่ง ความท้าทายสำคัญของรัฐบาลใหม่ ที่ต้องหาทางทำให้การเรียนภาษาอังกฤษของเด็กไทย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครเรียนอยู่ที่ไหน แต่เป็นทักษะที่เด็กไทยทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม