โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

YLG ชี้ทองลงแค่ปรับฐาน ระยะยาวเป็นขาขึ้น คงเป้าปีนี้ 5,596 ดอลลาร์

PostToday

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

สรุปราคาทองคำวันนี้ (6 มี.ค.2569) อัปเดตล่าสุด โดยสมาคมค้าทองคำ ประกาศ ราคาทองคำปรับ 29 ครั้ง ปิดตลาด เมื่อเวลา 17.13 น. ส่งผลให้ความเคลื่อนไหวราคาทองคำตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ โดยรวมปรับลดลงรวม 300 บาท เมื่อเทียบกับราคาซื้อขายเมื่อวานนี้ (5 มี.ค.2569)

ราคาทองคำแท่ง 96.5%

  • รับซื้อบาทละ 76,650.00 บาท
  • ขายออกบาทละ 76,850.00 บาท

ราคาทองคำรูปพรรณ

  • รับซื้อบาทละ 75,117.80 บาท
  • ขายออกบาทละ 77,650.00 บาท

ราคาทองคำโลก (Gold Spot)

  • 5,088.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า สาเหตุที่ราคาทองคำปรับตัวลดลงในช่วงนี้เกิดจากการพักตัวในระยะกลาง (ปรับฐาน) หลังจากที่ก่อนหน้านี้ราคาทองคำสูงสุดเป็นประวัติการณ์ล่าสุดบริเวณ 5,596 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 83,750 บาทต่อบาททองคำ

ทั้งนี้ แม้ว่าข่าวสหรัฐฯ-อิหร่าน ส่งผลให้ราคาทองคำทะยานขึ้นได้ระยะหนึ่ง แต่ยังไม่ผ่านต้านสำคัญ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่บริเวณ 5,417 ดอลลาร์ต่อออนซ์เท่านั้น จากนั้นราคาทองคำก็ยังคงเข้าสู่การปรับฐานต่อเนื่อง ซึ่งมาจากปัจจัยที่ทองคำกำลังเผชิญภาวะที่คล้ายกับ “กับดักดอลลาร์แข็ง” เนื่องจากกระแสเงินทุนในช่วงที่เกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังไหลเข้าสู่ดอลลาร์สหรัฐมากกว่าทองคำ นักลงทุนจำนวนมากขายสินทรัพย์ต่าง ๆ แล้วถือเงินสดหรือพันธบัตรสหรัฐก่อน ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น

อย่างไรก็ตาม มองว่าปัจจัยนี้จะเป็นแรงกดดันในระยะสั้นมากกว่าจะเป็น “กับดักดอลลาร์แข็ง” ในระยะยาว คล้ายกับในช่วงแรกของวิกฤตใหญ่หลายครั้ง เช่น วิกฤตการเงินหรือสงคราม ตลาดมักเห็นสินทรัพย์ส่วนใหญ่ รวมถึงทองถูกขายลงพร้อมกัน เพราะนักลงทุนต้องการสภาพคล่องก่อน แต่หลังจากความตื่นตระหนกในช่วงแรกผ่านไป ตลาดมักเริ่มแยกแยะสินทรัพย์ที่ควรถือในระยะยาว และทองคำมักกลับมาได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาที่จะกดราคาทองได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ 2) แนวโน้มอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และ 3) การคาดการณ์นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

“หากราคาพลังงานยังสูงและทำให้ตลาดเชื่อว่าเฟดจะชะลอการลดดอกเบี้ย ดอลลาร์สหรัฐฯ และบอนด์ยีลด์มีแนวโน้มปรับขึ้นต่อไป อาจจะกดราคาทองได้ในช่วงหนึ่ง แต่หากความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น หรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยกระดับต่อจนกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดเงิน ทองคำมักจะกับมาได้รับแรงซื้ออย่างรวดเร็วและสามารถพลิกกลับมาเป็นขาขึ้นได้แม้ดอลลาร์สหรัฐฯ ยังแข็งค่า” นางพวรรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ หากทองคำยังคงปรับฐานต่อเนื่อง วายแอลจีได้คาดการณ์การปรับฐานของราคาทองคำในระยะกลาง ออกมาเป็น 3 รูป แบบ ดังนี้

1. หากยืน 4,840-4,655 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือ 72,400-69,600 บาทต่อบาททองคำได้ ประเมินว่าการพักตัวอาจเป็นรูปแบบที่ไม่ลึก โดยอาจจะแกว่งตัวออกข้างในรูปแบบ Triangle (มีแนวโน้มมากกว่าที่จะการปรับฐานไม่ลึก แต่จะออกข้างโดยกินเวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน)

2. กรณีนี้จะหลุด 4,655 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะปรับฐานลึกขึ้น โดยมีเป้าการปรับตัวลงที่ 4,402-4,210 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 65,850-62,950 บาทต่อบาททองคำ
3. กรณีฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ราคาจะทะลุ 5,417 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 81,050 บาทต่อบาททองคำ เพื่อทดสอบ 5,596 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดที่ทำไว้ หรือ 83,750 บาทต่อบาททองคำ

ทางด้านเป้าหมายของราคาทองคำปีนี้ วายแอลจียังคงไม่เปลี่ยนแปลง ประเมินไว้ที่ 5,596 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือ 83,750 บาทต่อบาททองคำ โดยความผันผวนของราคาทองในช่วงนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากแรงขายในตลาดการเงินโดยรวม และการปรับสถานะของนักลงทุนหลังราคาทองปรับขึ้นแรงก่อนหน้านี้

สำหรับนักลงทุนระยะยาว ความผันผวนลักษณะนี้มักถูกมองเป็นจังหวะทยอยสะสม เพราะปัจจัยเชิงโครงสร้างที่หนุนทอง เช่น ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การกระจายทุนสำรองของธนาคารกลาง และระดับหนี้ทั่วโลกที่สูง ยังไม่ได้เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นราคายังอาจผันผวนได้อีก หากดอลลาร์ยังแข็งและยีลด์ยังสูง นักลงทุนจึงควรแบ่งจังหวะซื้อ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...