Mystical Royal Nationalism (2)
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
Mystical Royal Nationalism (2)
ในอดีต เมื่อกษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินไปที่ใด ราษฎรจะต้องปิดประตูหน้าต่างบ้านเรือนให้หมด หากมีการละเมิดก็อาจถูกยิงจนตาแตกได้
เหตุผลของการทำเช่นนี้ นอกจากเพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่ขบวนเสด็จแล้ว ยังเป็นไปเพื่อสร้างสถานะศักดิ์สิทธิ์ให้แก่สถาบันกษัตริย์ ที่แม้กระทั่งการมองไปที่กษัตริย์โดยตรงก็มิอาจทำได้
ราษฎรทั่วไปไม่จำเป็นต้องรู้จักหน้าตา ตัวตน หรือบุคลิกลักษณะของกษัตริย์แต่อย่างใด รับทราบเพียงกษัตริย์ในฐานะสถาบันที่เป็นองค์อินทร์เสด็จลงมาบำบัดทุกข์บำรุงสุขหรือองค์อวตารของพระนารายณ์อันยิ่งใหญ่ก็เพียงพอแล้ว
แต่ทั้งหมดนี้จำต้องเปลี่ยนไปเมื่อสยามปะทะเข้ากับความเป็นสมัยใหม่ ชนชั้นนำจำต้องปรับสถานะตลอดจนบทบาทใหม่ของสถาบันกษัตริย์ ธรรมเนียมโบราณที่สร้างความศักดิ์สิทธิ์แบบห่างเหิน พ้นสมัย และแลดูป่าเถื่อนในโลกสมัยใหม่ ถูกยกเลิก
รัชกาลที่ 4 ทรงประกาศยกเลิกการยิงกระสุนและอนุญาตให้ราษฎรเฝ้าได้ในทางเสด็จพระราชดำเนิน ในปี พ.ศ.2400 โดยทรงให้เหตุผลตอนหนึ่งว่า
“…ก็ไล่คนเสียมิให้อยู่ใกล้ทางเสด็จพระราชดำเนิร แล้วให้ชาวบ้านปิดประตูโรงประตูร้านประตูหน้าถังเสียหมด ก็มิได้เปนการที่จะป้องกันอันตรายอย่างไรอย่างหนึ่งได้ไม่เห็นเปนคุณเลย เห็นเปนโทษเปนหลายประการ คือมิได้ทอดพระเนตรเห็นราษฎรที่เคยเฝ้าแลทรงรู้จักมาแต่ก่อน…” (อ้างถึงใน ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 ภาค 3)
ในเวลาต่อมา ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับราษฎรจะเริ่มถูกอธิบายใหม่จากความสัมพันธ์ระหว่าง “สมมติเทพกับไพร่ฟ้าราษฎร” มาสู่ “พ่อปกครองลูก” ซึ่งประเด็นนี้ ศิลาจารึกหลักที่ 1 พ่อขุนรามคำแหงจะเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างประเพณีประดิษฐ์นี้ โดยเฉพาะหลังการรัฐประหาร 2500
กษัตริย์ต้องปรากฏพระองค์สู่สาธารณะมากขึ้น ใกล้ชิดราษฎรมากขึ้น ปรับบทบาทสู่กษัตริย์ในฐานะผู้ปกครองรัฐในแบบที่กษัตริย์ยุโรปเป็น
กระบวนการนี้สอดคล้องกับศิลปกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันกษัตริย์ที่ต้องเปลี่ยนไปเช่นกัน
ตามความเชื่อแบบจารีต จะไม่นำเสนอตัวตนของกษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งในเชิงปัจเจก แต่จะแสดงภาพของสถาบันกษัตริย์ในภาพรวมผ่านสัญลักษณ์ของความเป็นเทพ เช่น หน้าบันประดับวัดและพระราชวังที่เคยออกแบบเป็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ หรือนารายณ์ทรงครุฑ
แต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ทรงปรับเปลี่ยนสู่สัญลักษณ์ที่ผูกโยงเข้ากับตัวตนของกษัตริย์เชิงปัจเจกแทน เช่น สัญลักษณ์มงกุฎ สื่อถึงรัชกาลที่ 4 ที่โยงเข้าหาพระนามเดิมของพระองค์ก่อนขึ้นครองราชย์ (เจ้าฟ้ามงกุฎ)
หรือสัญลักษณ์วชิราวุธ สื่อถึงรัชกาลที่ 6 ที่โยงเข้าหาพระนามเดิมของพระองค์ก่อนขึ้นครองราชย์ (เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ) เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ภายใต้การปรับเปลี่ยนจาก “สถาบัน” อันศักดิ์สิทธิ์ห่างไกล ให้กลายเป็น “ปัจเจกบุคคล” ที่ใกล้ชิดจับต้องได้ การรักษามิติเหนือธรรมชาติแบบจารีตเอาไว้บางประการ เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยรักษาความชอบธรรมและอำนาจนำของสถาบันกษัตริย์เอาไว้ให้คงอยู่อย่างมั่นคง
ซึ่งหนังสือ “พระทรงเสกพรฯ” ได้ชี้ให้เราเห็นกระบวนการนี้ที่ดำเนินไปผ่านการสร้างพระเครื่องและเหรียญตราต่างๆ
ภาพการแจก “เหรียญเสมา” ในคราวเสด็จกลับจากยุโรปครั้งที่ 2 ที่ถูกพิมพ์ไว้ในหนังสือ เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ
ในภาพเรามองเห็นรัชกาลที่ 5 ทรงยืนบนรถพระที่นั่ง โดยมีราษฎรยืนล้อมอยู่อย่างใกล้ชิดคอยรับพระราชทานเหรียญเสมาอยู่กลางถนน ในขณะที่ก็ไม่สร้างความใกล้ในลักษณะที่อยู่บนระนาบเดียวกัน แต่มีการยืนสูงต่ำไม่เท่ากัน สื่อถึงการแบ่งแยกช่วงชั้นทางสังคมอยู่ในที
ตัวเหรียญปรากฏภาพพระพักตร์ของพระองค์โดดเด่น ราษฎรทุกคนที่ได้รับแจกจะรับรู้และรู้สึกใกล้ชิดกับกษัตริย์ในแบบที่สังคมจารีตไม่เคยให้มาก่อน
สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จากเทคโนโลยีภาพถ่ายและการทำเหรียญตราแบบสมัยใหม่ การจ่ายแจกเป็นจำนวนมากได้ทำให้ความสัมพันธ์แบบใหม่นี้กระจายสู่มวลชน และถ่ายทอดกันรุ่นสู่รุ่นผ่านเรื่องเล่าและความทรงจำ
ขณะเดียวกัน แผ่นโลหะแบนๆ นี้ก็มิใช่เพียงวัตถุธรรมดา แต่ยังบรรจุความศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ด้วยในตัว กระนั้นก็มิใช่ศักดิ์สิทธิ์ผ่านสัญลักษณ์แบบจารีต แต่กลับเป็นด้วยภาพพระพักตร์ของกษัตริย์ (หรือตราสัญลักษณ์ จ.ป.ร.) ที่ปรากฏอยู่บนเหรียญที่ทำให้วัตถุเล็กๆ ชิ้นนี้สามารถปกป้องคุ้มครองอันตราย ไปจนถึงสามารถรักษาโรคให้แก่ผู้ครอบครองได้
“เหรียญปฐมปาฏิหาริย์” ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ที่รัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งยังทรงเป็นมกุฎราชกุมาร ทอดพระเนตรเห็นแสงสว่างเรืองขึ้นมาจากองค์พระปฐมเจดีย์และพวยพุ่งขึ้นสู่ยอดพระเจดีย์ เป็นอีกหนึ่งชิ้นที่น่าสนใจ
ตัวเหรียญออกแบบเป็นทรงกลม ด้านหน้าทำเป็นลวดลายธรรมจักร สัญลักษณ์สื่อแทนพุทธศาสนา ส่วนด้านหลังเขียนข้อความระบุวันและเวลาที่เกิดเหตุการณ์ปาฏิหาริย์
แม้ชนชั้นนำในสมัยรัชกาลที่ 4 จะอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นปฏิกิริยาทางวิทยาศาสตร์จากฟอสฟอรัสที่ทำกับสภาพอากาศ แต่รัชกาลที่ 6 ทรงเลือกอธิบายอีกแบบว่า สิ่งนี้เป็นปาฏิหาริย์ ไม่ใช่เรื่องทางวิทยาศาสตร์ และทรงอธิบายว่า รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ก็เคยทอดพระเนตรเห็นเช่นกัน
ซึ่งคุณวิศรุต บวงสรวง วิเคราะห์ในประเด็นนี้ต่อว่า มีนัยยะที่สื่อสารว่าพระองค์เป็นผู้มีบุญญาธิการที่จะสืบราชสมบัติต่อไป (หนังสือ “พระทรงเสกพรฯ” หน้า 88)
เหรียญนี้ทำหน้าที่เป็นบันทึกปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นชั่วแวบเดียวให้กลายเป็นหลักฐานรูปธรรมถึงการมีอยู่จริงของเหตุการณ์ และหากเชื่อตามคำอธิบายของคุณวิศรุต เหรียญนี้ที่ถูกจ่ายแจกออกไปก็คือการสื่อสารแก่ผู้ได้รับให้ทราบถึงพระบารมีของพระองค์
อย่างไรก็ตาม กระบวนการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ผ่านวัตถุนี้ได้ชะลอตัวไปหลังการปฏิวัติ พ.ศ.2475 ในสมัยรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 8 ซึ่งสะท้อนสภาวะถดถอยของอำนาจนำทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์ในช่วงเวลาดังกล่าว
ก่อนที่กระบวนการนี้จะถูกรื้อฟื้นกลับมาอีกครั้งอย่างทรงพลังในสมัยรัชกาลที่ 9
“พระพิมพ์สมเด็จจิตรลดา” ที่รัชกาลที่ 9 ได้ทรงสร้างขึ้นในระหว่าง พ.ศ.2510-2516 เพื่อติดที่ฐานของ “พระพุทธนวราชบพิตร” และเพื่อพระราชทานให้กับทหารตำรวจที่ต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นตัวอย่างที่สำคัญ (ดูในหนังสือ “พระทรงเสกพรฯ” หน้า 293-298)
พระพิมพ์นี้พระองค์ทรงออกแบบเองโดยมี ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ศิลปินจากกรมศิลปากรเป็นผู้ปั้นถวาย อีกทั้งยังทรงเป็นผู้กดพิมพ์โดยพระองค์เองด้วย
ความพิเศษคือมวลสารที่ใช้สร้างซึ่งประกอบด้วยผงมวลสารศักดิ์สิทธิ์จากปูชนียสถานทั่วราชอาณาจักร และที่สำคัญคือมวลสารที่มาจากส่วนพระองค์ เช่น สีที่ขูดออกมาจากภาพเขียนฝีพระหัตถ์ ชันยาที่ขูดออกมาจากเรือใบส่วนพระองค์ เส้นพระเกศาของพระองค์ ฯลฯ
พระพิมพ์ชิ้นนี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการนำเสนอความศักดิ์สิทธิ์เชิงปัจเจกบุคคลของกษัตริย์แทนที่ความศักดิ์สิทธิ์เชิงสถาบันแบบเดิม อีกทั้งยังเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นจากสิ่งของสมัยใหม่ (เช่น ภาพวาด และชันยา) ซึ่งแตกต่างจากมวลสารแบบเดิม แต่ทั้งหมดก็ถูกออกแบบอยู่ภายใต้รูปทรงและลวดลายของพระพิมพ์แบบโบราณ
ที่น่าสนใจคือ พระพิมพ์ชุดนี้มิได้ผ่านพิธีพุทธาภิเษกใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น ความศักดิ์สิทธิ์จึงมาจากตัวตนและบุญบารมีของรัชกาลที่ 9 อย่างสมบูรณ์ เรื่องเล่าปาฏิหาริย์มากมายของทหารตำรวจที่ได้รับพระราชทานพระพิมพ์นี้ที่ถูกเล่าต่อมาจนถึงปัจจุบัน คือหลักฐานยืนยันที่ดีที่สุด
เป็นที่ทราบดีว่า ในช่วงสงครามเย็น สถาบันกษัตริย์เข้าไปมีบทบาทนำสูงมากในฐานะสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะบทบาทนำในเชิงจิตวิญญาณของการปกป้องชาติ ศาสนา และความเป็นไทย ที่เชื่อว่าจะถูกทำลายหมดสิ้นหากคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะ
การสร้างพระพิมพ์ชุดนี้ (ร่วมกับบทบาทเชิงจิตวิญญาณอื่นๆ อีกมากมาย) นอกจากเป็นการสร้างขวัญกำลังใจแบบไทยๆ ที่ยังเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความเชื่อเหนือธรรมชาติแล้ว ยังเป็นวัตถุที่เข้าไปสร้างความชอบธรรมและอำนาจนำให้แก่สถาบันกษัตริย์ที่สำคัญมาก
ไม่ใช่แค่กษัตริย์ผู้นำในสงครามทั่วไป แต่เป็นผู้นำที่มีสถานะศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ เสมือนเป็นการประกาศว่า “บารมีกษัตริย์” เหนือกว่า “ลัทธิคอมมิวนิสต์”
คุณลักษณะแบบ “ลูกผสม” (hybrid) ที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่มีการ “ปรับ/สร้าง” อยู่เสมอแวดล้อมสถาบันกษัตริย์
และเมื่อกษัตริย์กลายเป็นแหล่งกำเนิดความศักดิ์สิทธิ์ด้วยพระองค์เองโดยไม่ต้องพึ่งพาพิธีกรรมทางศาสนา สิ่งนี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของ “ราชาชาตินิยม” ให้ทรงพลังมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Mystical Royal Nationalism (2)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly