โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ศุภจี” กางยุทธศาสตร์ Game Changer ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจปี 69 ยันชัดไม่เคยเคลมผลงาน EFTA

การเงินธนาคาร

อัพเดต 26 ม.ค. เวลา 13.09 น. • เผยแพร่ 26 ม.ค. เวลา 06.09 น.

“ศุภจี” เปิดโมเดลแก้เกมเศรษฐกิจไทย2569 เร่งเครื่องดึงเงินลงทุนจริง 4.8 แสนล้านบาท-ทลายบัญชีม้า 9.8 หมื่นบัญชี สกัดนอมินีฮุบสิทธิ์ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชูอาเซียนฮับดิจิทัลดันวอลลุ่ม 2 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมบุกตลาดอินเดีย-ซาอุฯ ย้ำ “Trust” คือสกุลเงินใหม่ที่แข็งแกร่งที่สุดของไทย

26 มกราคม 2569 - นางศุภจี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษใน งานสัมมนา “Mission to Win for The Game Changer” ถึงความท้าทายและทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 โดยระบุว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยยังอยู่ในระดับไม่สูงนัก

โดยปีที่ผ่านมาเติบโตไม่ถึง 2% แม้จะมีความพยายามอย่างเต็มที่ในไตรมาสสุดท้ายจนสามารถ “พะงกหัว” กลับขึ้นมาได้ แต่ยังคงอยู่ที่ระดับไม่เกิน 2% ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน พบว่าความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพของไทยยังไม่ถูกนำออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ทำให้อัตราการเติบโตยังคงเป็นประเด็นที่มีความท้าทายอย่างมากและต่อเนื่อง

ผ่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจปี 69: ส่งออกเสี่ยงติดลบ-เร่งเปลี่ยน “คำขอ” เป็น “เม็ดเงินจริง”

นางศุภจีระบุว่า เครื่องยนต์หลัก (Growth Engine) ใหญ่ๆ ของไทยในปีนี้ยังมีความไม่แน่นอนและอ่อนไหว โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ปีที่ผ่านมาปิดตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการที่ประมาณ 12% แต่พบว่าเป็นลักษณะการส่งออกแบบ Front-load (เร่งส่งออกล่วงหน้า) ให้กับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดอันดับ 1 (ราว 10% ของ GDP) เนื่องจากในปีที่ผ่านมามีประเด็นเรื่องภาษีเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้ส่งออกจึงพยายามเร่งส่งออกล่วงหน้า

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ฐานการส่งออกอาจจะอยู่ที่ระดับศูนย์หรือติดลบ 1% และหากมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นก็อาจจะลดลงได้มากกว่านั้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา หากเป้าหมายจะเป็นบวกได้ต้องมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมหลายประการ ดังนั้นความท้าทายแรกคือเรื่องอัตราการเติบโต เพราะเครื่องยนต์ที่เคยเสริมอย่างการส่งออกเริ่มอ่อนแรง ขณะที่ความต้องการภายในประเทศก็ไม่ได้อยู่ในระดับสูง

ด้านการลงทุนดูเหมือนจะมีโอกาส โดยปีที่ผ่านมามีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ประมาณ 1.33 ล้านล้านบาท ถือเป็นก้อนที่ใหญ่ โดยเป็นการลงทุนจากต่างประเทศประมาณ 9.8 แสนล้านบาท สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยน “คำขอลงทุน” ให้เกิดเป็นเม็ดเงินจริงๆ จึงมีการดำเนินการเรื่อง Fast Track และอำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาตต่างๆ เช่น การติดตั้งไฟฟ้าพลังงานสะอาด (Clean Energy) เพื่อให้เกิดการลงทุนจริงไม่ใช่แค่คำขอ ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าหมายจะทำให้เกิดเม็ดเงินจริงในประเทศ 4.8 แสนล้านบาท

อุปสรรคสำคัญที่ต้องเผชิญคือการลงทุนที่จะเกิดขึ้นต้องเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างเอกชนและภาครัฐ เนื่องจากงบลงทุนภาครัฐมีไม่มากนัก โดยปีนี้มีรายได้ที่ภาครัฐหาได้ 3 ล้านล้านบาท แต่ตั้งรายจ่ายไว้ 4 ล้านล้านบาท หมายความว่าขาดดุล 1 ล้านล้านบาท การใช้เงินจึงต้องเป็นไปอย่างสม่ำเสมอและประหยัดทั้งภาครัฐและเอกชน โดยต้องใช้ในจุดที่แม่นยำ ตรงไปตรงมา ไม่ใช่การใช้แบบหว่านทั่วไป และสิ่งที่สำคัญคือต้องช่วยกันหารายได้ให้มากขึ้น

บริบทการค้าโลก: จากโลกหลายขั้วสู่โอกาสในอาเซียน

นางศุภจีกล่าวต่อถึงความท้าทายประการที่ 2 คือบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปมาก โดยไม่ได้มีเพียง 2 ขั้วอีกต่อไป แต่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นทั่วโลกกว่า 60 จุด ตัวอย่างเช่น กรณีทรัมป์ขึ้นภาษีในยุโรปหลายประเทศเพื่อเข้าครอบครองหรือพยายามซื้อประเทศกรีนแลนด์จนสำเร็จในทันที ทำให้ยุโรปประกาศตอบโต้ด้วยการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และทำ Bazooka Trade

ในสภาวะที่โลกมีการเบียดเบียนกันเช่นนี้ ประเทศขนาดกลางจะต้องจับมือกันเพื่ออยู่รอด สิ่งที่น่าสนใจจากการหารือทวิภาคีในงาน World Economic Forum คือประเด็นเรื่อง ASEAN คือโอกาสสำคัญที่หลายประเทศอยากเจรจาการค้าด้วยมากที่สุด และประเทศไทยคือหนึ่งในเป้าหมาย ซึ่งเรามีความตั้งใจที่จะผลักดันเต็มที่ โดยปัจจุบันมีการคุยกับ EU มาแล้ว 7 รอบ แม้ในอดีตกับอียูจะไม่เคยเกิดขึ้น แต่ครั้งนี้คือโอกาสที่ไทยจะแทรกตัวเข้าไปในการเจรจาให้สำเร็จเพื่อประโยชน์ทางการค้าอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ แคนาดามีความ Active อย่างมากและต้องการเจรจา FTA โดยตรงกับประเทศไทย ซึ่งมีการตั้งเป้าจะเจรจาให้จบภายในปีนี้ ความท้าทายในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่อุปสรรค แต่ต้องมองหาช่วงจังหวะและโอกาสเพื่อวาง Positioning ของประเทศไทยให้เหมาะสม

ภูมิรัฐศาสตร์: ปั้นไทยเป็นผู้นำ Digital Economy อาเซียน 2 ล้านล้านดอลลาร์

ความท้าทายประการที่ 3 คือภูมิรัฐศาสตร์ที่นอกจากความขัดแย้งยังมีความแข่งขันที่รุนแรง ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศขนาดใหญ่และมีประชากรลดลงรวมถึงเข้าสู่สังคมสูงวัยทุกปี ซึ่งเป็นข้อด้อยที่ต้องจัดการโครงสร้างประชากร สิ่งที่จะทำให้ไทยกลับมายืนหยัดในเขตอุตสาหกรรมโลกได้ คือการ "เกาะกับอาเซียนให้ติด" เนื่องจากมีฐานประชากรมากกว่าและสามารถใช้ศักยภาพของบุคลากรไปต่อรองในระดับโลกได้

จุดเด่นที่ไม่มีใครแย่งไทยได้คือภูมิศาสตร์ที่เราอยู่ตรงกลางอาเซียน และต้องฉวยโอกาสในฐานะประธานอาเซียนเพื่อผลักดันไทยขึ้นมาอยู่แถวหน้าในเรื่อง เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) โดยอาเซียนตั้งเป้าปี 2030 ว่าหากทำกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลสำเร็จ จะขยายมูลค่าจาก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เราจึงต้องอาศัยจังหวะการเป็นประธานเจรจาในการเป็นผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดกฎระเบียบมาตรฐานเดียวกัน การแลกเปลี่ยนทักษะคนและความรู้ดิจิทัล รวมถึงสร้างศักยภาพการเชื่อมต่อแบบ Borderless เช่น ระบบ Payment และ e-Document ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้า ซึ่งจะเป็นภูมิภาคแรกในโลกที่ทำ Digital Port ได้จริง เป็นการยกระดับการแข่งขันและสร้างพันธมิตรทางการค้า

"โลกข้างหน้ามีความท้าทายต่างกัน ถ้าเราทำเหมือนเดิมที่ผ่านมาเราจะไม่สามารถก้าวข้ามความท้าทายเหล่านั้นได้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องปรับตัวแน่ๆ และเทคโนโลยีสำคัญในการพัฒนาทักษะของเรา ทั้งในกลุ่มของผู้บริหารและบุคลากรของเราก็สำคัญเช่นกัน"

กางแผนปฏิบัติการ 6 นโยบายกระทรวงพาณิชย์

1. ขยายตลาดใหม่ : มุ่งเน้น FTA และตลาดปกติ เช่น ตลาดอินเดียที่มีชนชั้นกลางกว่า 500 ล้านคน และจะเพิ่มเป็น 800-900 ล้านคนในอนาคต ซึ่งกลุ่ม Middle Income ของอินเดียต้องการที่อยู่อาศัยและตื่นตัวเรื่องฝุ่นพิษ กระทรวงฯ จึงนำ SME 20 รายที่มีศักยภาพด้านวัสดุก่อสร้างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Building) เข้าไปบุกตลาด

"ต่อให้เราเจรจาการขายได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะขายของได้ เพราะสิ่งที่เราจะต้องก้าวข้ามก็คือกฎระเบียบของแต่ละประเทศ"

ทั้งนี้ กระทรวงฯ ได้ร่วมมือกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยเซ็นสัญญากับสภาอุตสาหกรรมอินเดีย เพื่อให้มาตรฐานไทยและอินเดียใช้ร่วมกันได้ ผลคือเกิด Business Matching กว่า 100 ล้านบาทในวันเดียว โดยต้องการให้อินเดียเป็น Sandbox เพื่อเป็นสปริงบอร์ดไปประเทศอื่นโดยไม่ต้องรอ FTA เช่นเดียวกับในซาอุดีอาระเบียที่ทำเรื่องความมั่นคงทางอาหาร (GCC) โดยนำอาหารสัตว์ไปเปิดตลาดแล้ว 7 หมื่นตันจากเป้าหมายแสนตัน โดยย้ำว่าการค้าไม่ใช่แค่ขายให้ประเทศหนึ่งแต่คือการให้เขาขายต่อไปยังประเทศที่ 3, 4 และ 5

2. การเจรจา FTA : ปัจจุบันมี 14 ฉบับ กำลังเร่งทำกับ EU และ แคนาดา ให้จบภายในปีนี้ รวมถึงเกาหลีใต้ที่เหลือจุดยากอีก 2-3 จุด ส่วนที่เป็น Quick Win คือการนำ Existing FTA มาทำให้เกิดผลสูงสุด โดยการ Normalize ข้อตกลงเก่าให้ทันสมัย เช่น JTEPA ที่ต้องรีวิวปี 2027 แต่เราพยายามเจรจาเริ่มในปีนี้เลย

ปฏิเสธเคลมผลงาน EFTA (แอปต้า): นางศุภจียืนยันชัดเจนถึงประเด็นทางการเมืองว่า "ดิฉันยืนยันว่าไม่เคยพูดว่าตัวเองเป็นคนเซ็น แต่ที่เราไปเจรจาก็คือ FTA นี้เซ็นไว้แล้วแต่ไม่ได้ใช้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะทำก็คือ เราจะทำอย่างไรให้นโยบายที่มีอยู่ดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและต่างประเทศ"

โดยได้ไปคุยกับปลัดกิจการเศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และเร่งนำข้อตกลงลงรายละเอียดเข้าสู่รัฐสภาเพื่อให้บังคับใช้ได้ทันภายในเดือนมกราคมปีหน้า แม้กระบวนการปกติจะใช้เวลาเป็นปีและต้องทำประชาพิจารณ์อีก 100 วัน แต่เราพยายามเร่งรัดให้เร็วที่สุด ต่อให้เป็น FTA ที่เซ็นมา 10-20 ปี ก็ต้องนำมารีวิวเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

3. การปกป้องอุตสาหกรรม : มุ่งเน้นการจัดการระบบการปกป้องให้ดีที่สุดและเป็นธรรมอย่างต่อเนื่อง

4. ร่วมแก้เกมเมื่อถูกไต่สวน : กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าต่างประเทศ จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาให้ผู้ประกอบการเมื่อถูกไต่สวนหรือร้องเรียน เพื่อให้กระบวนการได้รับความเป็นธรรมและรวดเร็วที่สุด

5. ปิดช่องว่างสินค้าทะลักและสกัดนอมินี : เก็บภาษีนำเข้าสินค้าตั้งแต่บาทแรกเพื่อสร้าง Level Playing Field ให้แข่งขันได้เท่าเทียม พร้อมเข้มงวดมาตรฐาน มอก. และ อย. อีกทั้งยังมีมาตรการปิดกั้น นอมินี โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ชื่อผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ ใช้ระบบ AI ตรวจจับเชื่อมข้อมูลกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อตรวจสอบบัญชีม้ากว่า 98,000 บัญชี รวมถึงสแกนรายชื่อกรรมการบริษัทที่เป็นพิรุธ (ชื่อคนไทย 100% แต่กรรมการเป็นต่างชาติ) เพื่อสกรีนนอมินีให้เข้มข้นขึ้น

6. รักษาผลประโยชน์อุตสาหกรรม : ร่วมมือกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมโรงงาน และกรมศุลกากร เข้มงวดเรื่อง Free Zone ป้องกันการสวมสิทธิ์

บทสรุป: ความเชื่อมั่นคือสกุลเงินใหม่

นางศุภจีระบุว่า ท่ามกลางปัจจัยกำหนดเกณฑ์การค้าโลก (Geopolitics, Digital/AI, Sustainability) ภาครัฐต้องสนับสนุนผ่าน Transition Plan เช่น Transition Loan, Direct PPA และ Solar Roof ในชุมชน เพื่อเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่โลกขาดไม่ได้

"Currency ใหม่ของโลกวันนี้ไม่ใช่หยวน ไม่ใช่ดอลลาร์ ไม่ใช่ฟรังก์ เยนหรือบาท แต่คือ trust การที่เราจะทำให้คู่ค้าเชื่อใจเชื่อมั่นในสิ่งที่เราให้ คือสิ่งที่จะทำให้เรามี currency ที่แข็งแรงที่สุด"

การบ้าน 3 ข้อสำหรับประเทศไทย :

  • ระบบโปร่งใส : ใช้ AI สร้างความมั่นใจให้นักลงทุน
  • กฎกระบวนการเร็วขึ้น : ลดความซ้ำซ้อนผ่านแนวคิด Fast Pass และ Regulation Guillotine (ซึ่งหวังว่ารัฐบาลหน้าจะให้ความสำคัญหลังหยุดชะงักเพราะยุบสภา)
  • ทักษะคน : ทำ Skill Map จับคู่ความต้องการลงทุนกับการพัฒนาคนรองรับสังคมสูงวัย

“ถ้าเราทำทั้ง 3 เรื่องนี้ได้ วาง Position ของเราได้ น่าจะทำให้เราสามารถที่จะเป็นผู้เล่นกำหนดเกมได้ ทำให้บทบาทของไทยมีจุดเด่นได้และผู้ประกอบการจะมีความแข็งแรงเพื่อนำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตไปได้อย่างต่อเนื่อง”นางศุภจีกล่าวทิ้งท้าย

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...