“ศุภจี” กางยุทธศาสตร์ Game Changer ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจปี 69 ยันชัดไม่เคยเคลมผลงาน EFTA
“ศุภจี” เปิดโมเดลแก้เกมเศรษฐกิจไทย2569 เร่งเครื่องดึงเงินลงทุนจริง 4.8 แสนล้านบาท-ทลายบัญชีม้า 9.8 หมื่นบัญชี สกัดนอมินีฮุบสิทธิ์ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชูอาเซียนฮับดิจิทัลดันวอลลุ่ม 2 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมบุกตลาดอินเดีย-ซาอุฯ ย้ำ “Trust” คือสกุลเงินใหม่ที่แข็งแกร่งที่สุดของไทย
26 มกราคม 2569 - นางศุภจี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษใน งานสัมมนา “Mission to Win for The Game Changer” ถึงความท้าทายและทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 โดยระบุว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยยังอยู่ในระดับไม่สูงนัก
โดยปีที่ผ่านมาเติบโตไม่ถึง 2% แม้จะมีความพยายามอย่างเต็มที่ในไตรมาสสุดท้ายจนสามารถ “พะงกหัว” กลับขึ้นมาได้ แต่ยังคงอยู่ที่ระดับไม่เกิน 2% ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน พบว่าความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพของไทยยังไม่ถูกนำออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ทำให้อัตราการเติบโตยังคงเป็นประเด็นที่มีความท้าทายอย่างมากและต่อเนื่อง
ผ่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจปี 69: ส่งออกเสี่ยงติดลบ-เร่งเปลี่ยน “คำขอ” เป็น “เม็ดเงินจริง”
นางศุภจีระบุว่า เครื่องยนต์หลัก (Growth Engine) ใหญ่ๆ ของไทยในปีนี้ยังมีความไม่แน่นอนและอ่อนไหว โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ปีที่ผ่านมาปิดตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการที่ประมาณ 12% แต่พบว่าเป็นลักษณะการส่งออกแบบ Front-load (เร่งส่งออกล่วงหน้า) ให้กับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดอันดับ 1 (ราว 10% ของ GDP) เนื่องจากในปีที่ผ่านมามีประเด็นเรื่องภาษีเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้ส่งออกจึงพยายามเร่งส่งออกล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ฐานการส่งออกอาจจะอยู่ที่ระดับศูนย์หรือติดลบ 1% และหากมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นก็อาจจะลดลงได้มากกว่านั้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา หากเป้าหมายจะเป็นบวกได้ต้องมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมหลายประการ ดังนั้นความท้าทายแรกคือเรื่องอัตราการเติบโต เพราะเครื่องยนต์ที่เคยเสริมอย่างการส่งออกเริ่มอ่อนแรง ขณะที่ความต้องการภายในประเทศก็ไม่ได้อยู่ในระดับสูง
ด้านการลงทุนดูเหมือนจะมีโอกาส โดยปีที่ผ่านมามีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ประมาณ 1.33 ล้านล้านบาท ถือเป็นก้อนที่ใหญ่ โดยเป็นการลงทุนจากต่างประเทศประมาณ 9.8 แสนล้านบาท สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยน “คำขอลงทุน” ให้เกิดเป็นเม็ดเงินจริงๆ จึงมีการดำเนินการเรื่อง Fast Track และอำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาตต่างๆ เช่น การติดตั้งไฟฟ้าพลังงานสะอาด (Clean Energy) เพื่อให้เกิดการลงทุนจริงไม่ใช่แค่คำขอ ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าหมายจะทำให้เกิดเม็ดเงินจริงในประเทศ 4.8 แสนล้านบาท
อุปสรรคสำคัญที่ต้องเผชิญคือการลงทุนที่จะเกิดขึ้นต้องเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างเอกชนและภาครัฐ เนื่องจากงบลงทุนภาครัฐมีไม่มากนัก โดยปีนี้มีรายได้ที่ภาครัฐหาได้ 3 ล้านล้านบาท แต่ตั้งรายจ่ายไว้ 4 ล้านล้านบาท หมายความว่าขาดดุล 1 ล้านล้านบาท การใช้เงินจึงต้องเป็นไปอย่างสม่ำเสมอและประหยัดทั้งภาครัฐและเอกชน โดยต้องใช้ในจุดที่แม่นยำ ตรงไปตรงมา ไม่ใช่การใช้แบบหว่านทั่วไป และสิ่งที่สำคัญคือต้องช่วยกันหารายได้ให้มากขึ้น
บริบทการค้าโลก: จากโลกหลายขั้วสู่โอกาสในอาเซียน
นางศุภจีกล่าวต่อถึงความท้าทายประการที่ 2 คือบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปมาก โดยไม่ได้มีเพียง 2 ขั้วอีกต่อไป แต่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นทั่วโลกกว่า 60 จุด ตัวอย่างเช่น กรณีทรัมป์ขึ้นภาษีในยุโรปหลายประเทศเพื่อเข้าครอบครองหรือพยายามซื้อประเทศกรีนแลนด์จนสำเร็จในทันที ทำให้ยุโรปประกาศตอบโต้ด้วยการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และทำ Bazooka Trade
ในสภาวะที่โลกมีการเบียดเบียนกันเช่นนี้ ประเทศขนาดกลางจะต้องจับมือกันเพื่ออยู่รอด สิ่งที่น่าสนใจจากการหารือทวิภาคีในงาน World Economic Forum คือประเด็นเรื่อง ASEAN คือโอกาสสำคัญที่หลายประเทศอยากเจรจาการค้าด้วยมากที่สุด และประเทศไทยคือหนึ่งในเป้าหมาย ซึ่งเรามีความตั้งใจที่จะผลักดันเต็มที่ โดยปัจจุบันมีการคุยกับ EU มาแล้ว 7 รอบ แม้ในอดีตกับอียูจะไม่เคยเกิดขึ้น แต่ครั้งนี้คือโอกาสที่ไทยจะแทรกตัวเข้าไปในการเจรจาให้สำเร็จเพื่อประโยชน์ทางการค้าอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ แคนาดามีความ Active อย่างมากและต้องการเจรจา FTA โดยตรงกับประเทศไทย ซึ่งมีการตั้งเป้าจะเจรจาให้จบภายในปีนี้ ความท้าทายในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่อุปสรรค แต่ต้องมองหาช่วงจังหวะและโอกาสเพื่อวาง Positioning ของประเทศไทยให้เหมาะสม
ภูมิรัฐศาสตร์: ปั้นไทยเป็นผู้นำ Digital Economy อาเซียน 2 ล้านล้านดอลลาร์
ความท้าทายประการที่ 3 คือภูมิรัฐศาสตร์ที่นอกจากความขัดแย้งยังมีความแข่งขันที่รุนแรง ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศขนาดใหญ่และมีประชากรลดลงรวมถึงเข้าสู่สังคมสูงวัยทุกปี ซึ่งเป็นข้อด้อยที่ต้องจัดการโครงสร้างประชากร สิ่งที่จะทำให้ไทยกลับมายืนหยัดในเขตอุตสาหกรรมโลกได้ คือการ "เกาะกับอาเซียนให้ติด" เนื่องจากมีฐานประชากรมากกว่าและสามารถใช้ศักยภาพของบุคลากรไปต่อรองในระดับโลกได้
จุดเด่นที่ไม่มีใครแย่งไทยได้คือภูมิศาสตร์ที่เราอยู่ตรงกลางอาเซียน และต้องฉวยโอกาสในฐานะประธานอาเซียนเพื่อผลักดันไทยขึ้นมาอยู่แถวหน้าในเรื่อง เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) โดยอาเซียนตั้งเป้าปี 2030 ว่าหากทำกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลสำเร็จ จะขยายมูลค่าจาก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เราจึงต้องอาศัยจังหวะการเป็นประธานเจรจาในการเป็นผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดกฎระเบียบมาตรฐานเดียวกัน การแลกเปลี่ยนทักษะคนและความรู้ดิจิทัล รวมถึงสร้างศักยภาพการเชื่อมต่อแบบ Borderless เช่น ระบบ Payment และ e-Document ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้า ซึ่งจะเป็นภูมิภาคแรกในโลกที่ทำ Digital Port ได้จริง เป็นการยกระดับการแข่งขันและสร้างพันธมิตรทางการค้า
"โลกข้างหน้ามีความท้าทายต่างกัน ถ้าเราทำเหมือนเดิมที่ผ่านมาเราจะไม่สามารถก้าวข้ามความท้าทายเหล่านั้นได้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องปรับตัวแน่ๆ และเทคโนโลยีสำคัญในการพัฒนาทักษะของเรา ทั้งในกลุ่มของผู้บริหารและบุคลากรของเราก็สำคัญเช่นกัน"
กางแผนปฏิบัติการ 6 นโยบายกระทรวงพาณิชย์
1. ขยายตลาดใหม่ : มุ่งเน้น FTA และตลาดปกติ เช่น ตลาดอินเดียที่มีชนชั้นกลางกว่า 500 ล้านคน และจะเพิ่มเป็น 800-900 ล้านคนในอนาคต ซึ่งกลุ่ม Middle Income ของอินเดียต้องการที่อยู่อาศัยและตื่นตัวเรื่องฝุ่นพิษ กระทรวงฯ จึงนำ SME 20 รายที่มีศักยภาพด้านวัสดุก่อสร้างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Building) เข้าไปบุกตลาด
"ต่อให้เราเจรจาการขายได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะขายของได้ เพราะสิ่งที่เราจะต้องก้าวข้ามก็คือกฎระเบียบของแต่ละประเทศ"
ทั้งนี้ กระทรวงฯ ได้ร่วมมือกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยเซ็นสัญญากับสภาอุตสาหกรรมอินเดีย เพื่อให้มาตรฐานไทยและอินเดียใช้ร่วมกันได้ ผลคือเกิด Business Matching กว่า 100 ล้านบาทในวันเดียว โดยต้องการให้อินเดียเป็น Sandbox เพื่อเป็นสปริงบอร์ดไปประเทศอื่นโดยไม่ต้องรอ FTA เช่นเดียวกับในซาอุดีอาระเบียที่ทำเรื่องความมั่นคงทางอาหาร (GCC) โดยนำอาหารสัตว์ไปเปิดตลาดแล้ว 7 หมื่นตันจากเป้าหมายแสนตัน โดยย้ำว่าการค้าไม่ใช่แค่ขายให้ประเทศหนึ่งแต่คือการให้เขาขายต่อไปยังประเทศที่ 3, 4 และ 5
2. การเจรจา FTA : ปัจจุบันมี 14 ฉบับ กำลังเร่งทำกับ EU และ แคนาดา ให้จบภายในปีนี้ รวมถึงเกาหลีใต้ที่เหลือจุดยากอีก 2-3 จุด ส่วนที่เป็น Quick Win คือการนำ Existing FTA มาทำให้เกิดผลสูงสุด โดยการ Normalize ข้อตกลงเก่าให้ทันสมัย เช่น JTEPA ที่ต้องรีวิวปี 2027 แต่เราพยายามเจรจาเริ่มในปีนี้เลย
ปฏิเสธเคลมผลงาน EFTA (แอปต้า): นางศุภจียืนยันชัดเจนถึงประเด็นทางการเมืองว่า "ดิฉันยืนยันว่าไม่เคยพูดว่าตัวเองเป็นคนเซ็น แต่ที่เราไปเจรจาก็คือ FTA นี้เซ็นไว้แล้วแต่ไม่ได้ใช้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะทำก็คือ เราจะทำอย่างไรให้นโยบายที่มีอยู่ดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและต่างประเทศ"
โดยได้ไปคุยกับปลัดกิจการเศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และเร่งนำข้อตกลงลงรายละเอียดเข้าสู่รัฐสภาเพื่อให้บังคับใช้ได้ทันภายในเดือนมกราคมปีหน้า แม้กระบวนการปกติจะใช้เวลาเป็นปีและต้องทำประชาพิจารณ์อีก 100 วัน แต่เราพยายามเร่งรัดให้เร็วที่สุด ต่อให้เป็น FTA ที่เซ็นมา 10-20 ปี ก็ต้องนำมารีวิวเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
3. การปกป้องอุตสาหกรรม : มุ่งเน้นการจัดการระบบการปกป้องให้ดีที่สุดและเป็นธรรมอย่างต่อเนื่อง
4. ร่วมแก้เกมเมื่อถูกไต่สวน : กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าต่างประเทศ จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาให้ผู้ประกอบการเมื่อถูกไต่สวนหรือร้องเรียน เพื่อให้กระบวนการได้รับความเป็นธรรมและรวดเร็วที่สุด
5. ปิดช่องว่างสินค้าทะลักและสกัดนอมินี : เก็บภาษีนำเข้าสินค้าตั้งแต่บาทแรกเพื่อสร้าง Level Playing Field ให้แข่งขันได้เท่าเทียม พร้อมเข้มงวดมาตรฐาน มอก. และ อย. อีกทั้งยังมีมาตรการปิดกั้น นอมินี โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ชื่อผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ ใช้ระบบ AI ตรวจจับเชื่อมข้อมูลกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อตรวจสอบบัญชีม้ากว่า 98,000 บัญชี รวมถึงสแกนรายชื่อกรรมการบริษัทที่เป็นพิรุธ (ชื่อคนไทย 100% แต่กรรมการเป็นต่างชาติ) เพื่อสกรีนนอมินีให้เข้มข้นขึ้น
6. รักษาผลประโยชน์อุตสาหกรรม : ร่วมมือกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมโรงงาน และกรมศุลกากร เข้มงวดเรื่อง Free Zone ป้องกันการสวมสิทธิ์
บทสรุป: ความเชื่อมั่นคือสกุลเงินใหม่
นางศุภจีระบุว่า ท่ามกลางปัจจัยกำหนดเกณฑ์การค้าโลก (Geopolitics, Digital/AI, Sustainability) ภาครัฐต้องสนับสนุนผ่าน Transition Plan เช่น Transition Loan, Direct PPA และ Solar Roof ในชุมชน เพื่อเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่โลกขาดไม่ได้
"Currency ใหม่ของโลกวันนี้ไม่ใช่หยวน ไม่ใช่ดอลลาร์ ไม่ใช่ฟรังก์ เยนหรือบาท แต่คือ trust การที่เราจะทำให้คู่ค้าเชื่อใจเชื่อมั่นในสิ่งที่เราให้ คือสิ่งที่จะทำให้เรามี currency ที่แข็งแรงที่สุด"
การบ้าน 3 ข้อสำหรับประเทศไทย :
- ระบบโปร่งใส : ใช้ AI สร้างความมั่นใจให้นักลงทุน
- กฎกระบวนการเร็วขึ้น : ลดความซ้ำซ้อนผ่านแนวคิด Fast Pass และ Regulation Guillotine (ซึ่งหวังว่ารัฐบาลหน้าจะให้ความสำคัญหลังหยุดชะงักเพราะยุบสภา)
- ทักษะคน : ทำ Skill Map จับคู่ความต้องการลงทุนกับการพัฒนาคนรองรับสังคมสูงวัย
“ถ้าเราทำทั้ง 3 เรื่องนี้ได้ วาง Position ของเราได้ น่าจะทำให้เราสามารถที่จะเป็นผู้เล่นกำหนดเกมได้ ทำให้บทบาทของไทยมีจุดเด่นได้และผู้ประกอบการจะมีความแข็งแรงเพื่อนำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตไปได้อย่างต่อเนื่อง”นางศุภจีกล่าวทิ้งท้าย