วิบากกรรม 'อิตาเลียนไทย' กับปัญหาเมกะโปรเจ็กต์รัฐ สะเทือนอุตสาหกรรมก่อสร้าง
จากโศกนาฏกรรมสีคิ้ว ต่อเนื่องถนนพระราม 2 เหตุเกิด 2 วันติด โดยผู้รับเหมารายเดียวบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จากจุดเกิดเหตุสัญญา 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้วและช่วงกุดจิก-โคกกรวดของรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนช่วงกรุงเทพ-นครราชสีมา
และสัญญา 7 ของมอเตอร์เวย์ M 82 ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว บริเวณ กม.30 ถนนพระราม 2 เกิดเครนถล่ม นำไปสู่มีผู้เสียชีวิตรวม 32 คนและบาดเจ็บอีกจำนวนมาก
กลายเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัด “อิตาเลียนไทย” ยักษ์รับเหมาของเมืองไทย หลังรัฐบาลสั่งการขั้นเด็ดขาดให้กระทรวงคมนาคมกำลังพิจารณาลงดาบ ยกเลิกสัญญาการก่อสร้างทั้งหมดรวม 10 โครงการ จำนวน 14 สัญญา มูลค่างานกว่า 1.1 แสนล้านบาท และอาจจะบานปลายไปถึงขั้นขึ้นแบล็กลิสต์
เนื่องจากไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุในลักษณะนี้ ย้อนไปเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา เกิดเหตุคานถล่มลงมาแล้วที่ไซต์ก่อสร้างสัญญา 3 ทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกตะวันตก ยังไม่นับรวมข่าวใหญ่ระดับโลก “ตึก สตง.ถล่ม” ที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน
เรียกว่างานเข้า “อิตาเลียนไทย” ไม่หยุดหย่อน และจากอุบัติเกิดซ้ำซาก น่าจะสะเทือนเครดิต
“อิตาเลียนไทย” เล็งจะลงสนามประมูลงานเมกะโปรเจ็กต์ระดับประเทศ โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนเฟส 2 สร้างต่อจากนครราชสีมา-หนองคาย วงเงินกว่า 3 แสนล้านบาท ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กำลังเตรียมเปิดประมูลในครึ่งหลังของปี 2569
โดย “อิตาเลียนไทย” ตั้งเป้าจะเข้าร่วมประมูลและหวังคว้างานอย่างน้อย 2 สัญญา มาเติมในแบ็กล็อกที่มีอยู่กว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อพยุงสถานะการเงิน หลังแบกหนี้ก้อนโตกว่า 1 แสนล้านบาท จนสภาพคล่องสะดุด ตกเป็นข่าวใหญ่เมื่อปี 2567 ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
ล่าสุดวันที่ 16 มกราคม 2569 อิตาเลียนไทยได้เรียกประชุมผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อขออนุมัติเลื่อนการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยหุ้นกู้ทั้ง 5 รุ่น จำนวน 14,445 ล้านบาท ออกไปอีก 3 ปี จากวันครบกำหนดไถ่ถอนเดิมของหุ้นกู้แต่ละรุ่นในปี 2569
โดยที่ประชุมผ่านวาระ 1 ให้ผ่อนผันการผิดชำระหนี้ รอชี้ชะตาการยืดหนี้ 3 ปีในวันที่ 27 มกราคม 2569
ย้อนดูผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2568 ของอิตาเลียนไทย มีรายได้รวม 45,871 ล้านบาท ขาดทุนจากกิจกรรมอื่นกว่า 398 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 7,393 ล้านบาท และได้งานใหม่เพิ่มอีกหลายโครงการ อาทิ ก่อสร้างทางวิ่งและทางขับที่ 2 สนามบินอู่ตะเภา, โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน, สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเกียกกาย ช่วงที่ 3, ก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี, ก่อสร้างศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกลางและอาคารสำนักการแพทย์
สำหรับ “อิตาเลียนไทย” นับเป็นผู้รับเหมารายใหญ่ที่เมื่อพูดถึงงานในมือต้องมีเป็นระดับแสนล้านขึ้นไป ทั้งถนน ทางด่วน สะพาน รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง สนามบิน ท่าเรือ ล้วนประทับตราอิตาเลียนไทยไว้ โดยเส้นทางการได้งาน มีทั้งรุ่งและร่วงตามสภาพเศรษฐกิจ จังหวะการเมืองที่ผลัดใบ
แต่วันนี้ยักษ์รับเหมาแถวหน้าของเมืองไทยกำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาอย่างหนักหน่วง
วงการรับเหมาก่อสร้างวิเคราะห์ปัญหาของอิตาเลียนไทย โดยมองว่าอาจมาจากปัญหาสภาพคล่องและงานล้นมือ ต้องใช้รับเหมาช่วงมาช่วย จึงเกิดเหตุไม่คาดคิด
หากถูกรัฐยกเลิกสัญญาก่อสร้างและขึ้นบัญชีดำ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ของวงการก่อสร้างและจะลามไปยังรับเหมารายอื่นๆ ที่จะเข้าร่วมงานประมูลใหญ่ๆ ของภาครัฐได้ยากขึ้น
แต่ท้ายที่สุดหากตรวจสอบ แล้วพบว่าอิตาเลียนไทยทำผิดสัญญาจริงๆ ต้องมีมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด
แต่อิตาเลียนไทยคงจะมีการยื่นฟ้องศาลเพื่อของคุ้มครองชั่วคราว เพื่อรักษาสิทธิ์ ถ้าไม่ให้บริษัทประมูลงานหรือเลิกสัญญา จะกระทบต่อสภาพคล่องที่ตึงอยู่แล้ว ยิ่งตึงหนักมากกว่าเดิม
ด้าน“ลิซ่า งามตระกูลพานิช” นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สะท้อนอีกด้านของปัญหาว่าเหตุเครนถล่มซ้ำซากในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ทำให้คนเสียชีวิตและบาดเจ็บ ต้องย้อนดูต้นตอของปัญหาภาพรวม มีเสียงสะท้อนจากผู้รับเหมาว่าเนื่องจากราคากลางงานภาครัฐต่ำเกินไป เพราะไม่ได้ปรับปรุงมา 20 ปีแล้ว ทำให้ผู้รับเหมาประมูลงานได้รักษาคุณภาพได้ยาก เพราะงานยากขึ้น ยังมีกฎระเบียบออกมาอีกมากมาย ขณะที่ราคากลางยังเท่าเดิม และเป็นที่น่าสังเกตว่าตั้งแต่ปี 2560 ถึงปัจจุบัน โครงการก่อสร้างเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐถึงเกิดเหตุการณ์ขึ้นหลายครั้ง
“เวลามีข้อกำหนดมากมาย แต่ราคาไม่เพิ่ม เป็นการยากที่ผู้รับเหมาจะทำได้ตามมาตรฐาน ตามหลักวิศวกรรมที่ควรจะเป็น ซึ่งรัฐก็ต้องปรับราคากลางให้เป็นปัจจุบัน แต่ราคาไม่ใช่สาเหตุเดียวของปัญหา แต่รากเหง้าของปัญหามีเรื่องการบริหารสัญญา และสัญญาไม่เป็นธรรมที่ไม่ได้รับการแก้ไข เป็นปัญหาสะสมมานาน” ลิซ่าย้ำ
นอกจากนี้ “นายกรับเหมาก่อสร้าง” ยังกล่าวถึงกรณีมีการพูดถึงผู้รับเหมาต่างชาติที่เข้ามารับงานในประเทศไทยว่า มีทั้งดีและไม่ดี ขณะที่การเข้ามาเป็นนอมินีก็เยอะ แต่ทำไมไม่มีใครไปดูหรือบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ดังนั้น พอเกิดเหตุการณ์ขึ้น เมื่อมีการหาสาเหตุ และเยียวยาจะจบไป แต่ตัวแกนปัญหาจริงๆ ไม่ได้รับการแก้ไข
ส่วนการรับเหมาช่วงนั้น เป็นปกติของงานรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งผู้รับเหมาหลักต้องตรวจสอบ เลือกที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ ซึ่งการจ้างช่วงเป็นการจ้างงานเฉพาะด้าน เช่น งานเสาเข็มก็ต้องจ้างรับเหมาช่วงงานเสาเข็ม หากผู้รับเหมาหลักไปตอกเข็มเอง จะทำให้ไม่ปลอดภัยได้ ปัญหาการจ้างช่วง จึงไม่ใช่ปัญหา นอกจากนี้ปัญหาที่เกิดก็ขึ้นอยู่กับผู้มีหน้าที่คุมงานก่อสร้างด้วยทางจากเอกชนและภาครัฐ
“ลิซ่า” มองภาพรวมตลาดก่อสร้างไทยซึ่งทุกปีมีงานก่อสร้างภาครัฐและเอกชนประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท โดยแนวโน้มปี 2569 ยังไม่ฟื้นตัวตามสภาพเศรษฐกิจไทยที่ไม่โต จากภาวะหนี้ครัวเรือนสูง ธนาคารเข้มงวดการปล่อยกู้ ยิ่งเกิดเหตุการณ์ต่างๆ กับผู้รับเหมาแบบนี้ ยิ่งทำให้แบงก์ปล่อยกู้ยากขึ้น การประกันการทำงานก็สูงขึ้น เบี้ยก็สูงขึ้น มีผลกระทบกันถ้วนหน้า
“ที่สุดแล้วอยากเสนอให้พรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเลือกตั้งหรือเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ ต้องหันมาพัฒนาอุตสาหกรรมการก่อสร้างอย่างจริงจังและพัฒนาผู้รับเหมาเป็นมืออาชีพให้ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นแบบนี้ เพราะท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศและประชาชน”
ซึ่งอุตสาหกรรมก่อสร้างนับเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีมูลค่างานก่อสร้างปีละ 1.4 ล้านล้านบาท คิดเป็น 2.6% ของจีดีพีและมีการจ้างงานประมาณ 4 ล้านคน หากรัฐบาลมีมาตรการออกมาประคับประคองจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยได้อย่างแน่นอน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิบากกรรม ‘อิตาเลียนไทย’ กับปัญหาเมกะโปรเจ็กต์รัฐ สะเทือนอุตสาหกรรมก่อสร้าง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly