โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิบากกรรม 'อิตาเลียนไทย' กับปัญหาเมกะโปรเจ็กต์รัฐ สะเทือนอุตสาหกรรมก่อสร้าง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 28 ม.ค. เวลา 08.49 น. • เผยแพร่ 26 ม.ค. เวลา 02.02 น.

จากโศกนาฏกรรมสีคิ้ว ต่อเนื่องถนนพระราม 2 เหตุเกิด 2 วันติด โดยผู้รับเหมารายเดียวบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จากจุดเกิดเหตุสัญญา 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้วและช่วงกุดจิก-โคกกรวดของรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนช่วงกรุงเทพ-นครราชสีมา

และสัญญา 7 ของมอเตอร์เวย์ M 82 ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว บริเวณ กม.30 ถนนพระราม 2 เกิดเครนถล่ม นำไปสู่มีผู้เสียชีวิตรวม 32 คนและบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

กลายเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัด “อิตาเลียนไทย” ยักษ์รับเหมาของเมืองไทย หลังรัฐบาลสั่งการขั้นเด็ดขาดให้กระทรวงคมนาคมกำลังพิจารณาลงดาบ ยกเลิกสัญญาการก่อสร้างทั้งหมดรวม 10 โครงการ จำนวน 14 สัญญา มูลค่างานกว่า 1.1 แสนล้านบาท และอาจจะบานปลายไปถึงขั้นขึ้นแบล็กลิสต์

เนื่องจากไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุในลักษณะนี้ ย้อนไปเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา เกิดเหตุคานถล่มลงมาแล้วที่ไซต์ก่อสร้างสัญญา 3 ทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกตะวันตก ยังไม่นับรวมข่าวใหญ่ระดับโลก “ตึก สตง.ถล่ม” ที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน

เรียกว่างานเข้า “อิตาเลียนไทย” ไม่หยุดหย่อน และจากอุบัติเกิดซ้ำซาก น่าจะสะเทือนเครดิต

“อิตาเลียนไทย” เล็งจะลงสนามประมูลงานเมกะโปรเจ็กต์ระดับประเทศ โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนเฟส 2 สร้างต่อจากนครราชสีมา-หนองคาย วงเงินกว่า 3 แสนล้านบาท ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กำลังเตรียมเปิดประมูลในครึ่งหลังของปี 2569

โดย “อิตาเลียนไทย” ตั้งเป้าจะเข้าร่วมประมูลและหวังคว้างานอย่างน้อย 2 สัญญา มาเติมในแบ็กล็อกที่มีอยู่กว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อพยุงสถานะการเงิน หลังแบกหนี้ก้อนโตกว่า 1 แสนล้านบาท จนสภาพคล่องสะดุด ตกเป็นข่าวใหญ่เมื่อปี 2567 ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

ล่าสุดวันที่ 16 มกราคม 2569 อิตาเลียนไทยได้เรียกประชุมผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อขออนุมัติเลื่อนการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยหุ้นกู้ทั้ง 5 รุ่น จำนวน 14,445 ล้านบาท ออกไปอีก 3 ปี จากวันครบกำหนดไถ่ถอนเดิมของหุ้นกู้แต่ละรุ่นในปี 2569

โดยที่ประชุมผ่านวาระ 1 ให้ผ่อนผันการผิดชำระหนี้ รอชี้ชะตาการยืดหนี้ 3 ปีในวันที่ 27 มกราคม 2569

ย้อนดูผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2568 ของอิตาเลียนไทย มีรายได้รวม 45,871 ล้านบาท ขาดทุนจากกิจกรรมอื่นกว่า 398 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 7,393 ล้านบาท และได้งานใหม่เพิ่มอีกหลายโครงการ อาทิ ก่อสร้างทางวิ่งและทางขับที่ 2 สนามบินอู่ตะเภา, โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน, สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเกียกกาย ช่วงที่ 3, ก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี, ก่อสร้างศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกลางและอาคารสำนักการแพทย์

สำหรับ “อิตาเลียนไทย” นับเป็นผู้รับเหมารายใหญ่ที่เมื่อพูดถึงงานในมือต้องมีเป็นระดับแสนล้านขึ้นไป ทั้งถนน ทางด่วน สะพาน รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง สนามบิน ท่าเรือ ล้วนประทับตราอิตาเลียนไทยไว้ โดยเส้นทางการได้งาน มีทั้งรุ่งและร่วงตามสภาพเศรษฐกิจ จังหวะการเมืองที่ผลัดใบ

แต่วันนี้ยักษ์รับเหมาแถวหน้าของเมืองไทยกำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาอย่างหนักหน่วง

วงการรับเหมาก่อสร้างวิเคราะห์ปัญหาของอิตาเลียนไทย โดยมองว่าอาจมาจากปัญหาสภาพคล่องและงานล้นมือ ต้องใช้รับเหมาช่วงมาช่วย จึงเกิดเหตุไม่คาดคิด

หากถูกรัฐยกเลิกสัญญาก่อสร้างและขึ้นบัญชีดำ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ของวงการก่อสร้างและจะลามไปยังรับเหมารายอื่นๆ ที่จะเข้าร่วมงานประมูลใหญ่ๆ ของภาครัฐได้ยากขึ้น

แต่ท้ายที่สุดหากตรวจสอบ แล้วพบว่าอิตาเลียนไทยทำผิดสัญญาจริงๆ ต้องมีมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด

แต่อิตาเลียนไทยคงจะมีการยื่นฟ้องศาลเพื่อของคุ้มครองชั่วคราว เพื่อรักษาสิทธิ์ ถ้าไม่ให้บริษัทประมูลงานหรือเลิกสัญญา จะกระทบต่อสภาพคล่องที่ตึงอยู่แล้ว ยิ่งตึงหนักมากกว่าเดิม

ด้าน“ลิซ่า งามตระกูลพานิช” นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สะท้อนอีกด้านของปัญหาว่าเหตุเครนถล่มซ้ำซากในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ทำให้คนเสียชีวิตและบาดเจ็บ ต้องย้อนดูต้นตอของปัญหาภาพรวม มีเสียงสะท้อนจากผู้รับเหมาว่าเนื่องจากราคากลางงานภาครัฐต่ำเกินไป เพราะไม่ได้ปรับปรุงมา 20 ปีแล้ว ทำให้ผู้รับเหมาประมูลงานได้รักษาคุณภาพได้ยาก เพราะงานยากขึ้น ยังมีกฎระเบียบออกมาอีกมากมาย ขณะที่ราคากลางยังเท่าเดิม และเป็นที่น่าสังเกตว่าตั้งแต่ปี 2560 ถึงปัจจุบัน โครงการก่อสร้างเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐถึงเกิดเหตุการณ์ขึ้นหลายครั้ง

“เวลามีข้อกำหนดมากมาย แต่ราคาไม่เพิ่ม เป็นการยากที่ผู้รับเหมาจะทำได้ตามมาตรฐาน ตามหลักวิศวกรรมที่ควรจะเป็น ซึ่งรัฐก็ต้องปรับราคากลางให้เป็นปัจจุบัน แต่ราคาไม่ใช่สาเหตุเดียวของปัญหา แต่รากเหง้าของปัญหามีเรื่องการบริหารสัญญา และสัญญาไม่เป็นธรรมที่ไม่ได้รับการแก้ไข เป็นปัญหาสะสมมานาน” ลิซ่าย้ำ

นอกจากนี้ “นายกรับเหมาก่อสร้าง” ยังกล่าวถึงกรณีมีการพูดถึงผู้รับเหมาต่างชาติที่เข้ามารับงานในประเทศไทยว่า มีทั้งดีและไม่ดี ขณะที่การเข้ามาเป็นนอมินีก็เยอะ แต่ทำไมไม่มีใครไปดูหรือบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ดังนั้น พอเกิดเหตุการณ์ขึ้น เมื่อมีการหาสาเหตุ และเยียวยาจะจบไป แต่ตัวแกนปัญหาจริงๆ ไม่ได้รับการแก้ไข

ส่วนการรับเหมาช่วงนั้น เป็นปกติของงานรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งผู้รับเหมาหลักต้องตรวจสอบ เลือกที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ ซึ่งการจ้างช่วงเป็นการจ้างงานเฉพาะด้าน เช่น งานเสาเข็มก็ต้องจ้างรับเหมาช่วงงานเสาเข็ม หากผู้รับเหมาหลักไปตอกเข็มเอง จะทำให้ไม่ปลอดภัยได้ ปัญหาการจ้างช่วง จึงไม่ใช่ปัญหา นอกจากนี้ปัญหาที่เกิดก็ขึ้นอยู่กับผู้มีหน้าที่คุมงานก่อสร้างด้วยทางจากเอกชนและภาครัฐ

“ลิซ่า” มองภาพรวมตลาดก่อสร้างไทยซึ่งทุกปีมีงานก่อสร้างภาครัฐและเอกชนประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท โดยแนวโน้มปี 2569 ยังไม่ฟื้นตัวตามสภาพเศรษฐกิจไทยที่ไม่โต จากภาวะหนี้ครัวเรือนสูง ธนาคารเข้มงวดการปล่อยกู้ ยิ่งเกิดเหตุการณ์ต่างๆ กับผู้รับเหมาแบบนี้ ยิ่งทำให้แบงก์ปล่อยกู้ยากขึ้น การประกันการทำงานก็สูงขึ้น เบี้ยก็สูงขึ้น มีผลกระทบกันถ้วนหน้า

“ที่สุดแล้วอยากเสนอให้พรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเลือกตั้งหรือเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ ต้องหันมาพัฒนาอุตสาหกรรมการก่อสร้างอย่างจริงจังและพัฒนาผู้รับเหมาเป็นมืออาชีพให้ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นแบบนี้ เพราะท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศและประชาชน”

ซึ่งอุตสาหกรรมก่อสร้างนับเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีมูลค่างานก่อสร้างปีละ 1.4 ล้านล้านบาท คิดเป็น 2.6% ของจีดีพีและมีการจ้างงานประมาณ 4 ล้านคน หากรัฐบาลมีมาตรการออกมาประคับประคองจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยได้อย่างแน่นอน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิบากกรรม ‘อิตาเลียนไทย’ กับปัญหาเมกะโปรเจ็กต์รัฐ สะเทือนอุตสาหกรรมก่อสร้าง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...