ส่งออกข้าวเปิดปี’69 วูบ พิษบาทแข็งแถมหลาย ปท.นำเข้าลดลง
การส่งออกข้าวไทยในปี 2569 เริ่มมีสัญญาณความน่าเป็นห่วง เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาปริมาณน้ำดี ส่งผลต่อผลผลิตข้าวทั่วโลกดีและยังส่งผลต่อเนื่องมายังปีนี้ แม้จะมีการประเมินว่าเป็นช่วงเอลนีโญก็ตาม แต่ผลกระทบจริง คาดว่าจะเป็นปี 2570 และจากการติดตามสถานการณ์ผลผลิต ตลาดข้าวโลกส่อแววว่าความต้องการนำเข้าข้าวจะไม่มีการเติบโต เนื่องจากผลผลิตที่ดีในช่วงที่ผ่านมามีผลทำให้สต๊อกข้าวในหลายประเทศมีปริมาณเพียงพอ ประกอบกับบางประเทศเพิ่มผลผลิตข้าว เพื่อสร้างความมั่นคงภายในและลดการนำเข้า ดังนั้น การส่งออกข้าวไทยมีโอกาสที่จะแข่งขันยากขึ้น
แค่ ม.ค. 69 ส่งออกข้าวลด 17%
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การส่งออกข้าวไทยในปี 2569 ทางผู้ส่งออกข้าวและกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ยังคงตัวเลขเป้าหมายไว้ที่ 7 ล้านตัน เพื่อเป็นแนวทางผลักดันให้การส่งออกข้าวไทยมีการเติบโตได้ในปีนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อการส่งออกข้าวอย่างต่อเนื่อง และเมื่อดูการส่งออกข้าวไทยในเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 5 มกราคม-10 กุมภาพันธ์ อยู่ที่ 7.6 แสนตัน ลดลง 17% และเป็นการส่งมอบข้ามมาจากปีที่ผ่านมาแล้ว และยังถือว่าต่ำกว่าปกติเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และลดลงอย่างมีนัยสำคัญอย่างมาก
ทั้งนี้ เมื่อติดตามในรายละเอียดของปริมาณการส่งออกข้าวที่ลดลง เป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่น การส่งออกข้าวหอมมะลิ ลดลงเหลือ 2.1 แสนตัน ลดลง 16% ทั้งที่ตามช่วงเวลาแล้ว ตอนนี้เป็นช่วงไฮซีซั่นที่การส่งออกข้าวหอมมะลิจะเพิ่มขึ้น เพราะต้องเร่งส่งมอบก่อนเข้าช่วงเทศกาลตรุษจีน แต่กลับพบว่ามีคำสั่งซื้อลดลง โดยเป็นผลมาจากราคาข้าวไทยสูงมาก ประกอบกับค่าเงินบาทแข็งค่าด้วย อย่างข้าวหอมมะลิไทย ราคา FOB อยู่ที่ 1,200 เหรียญสหรัฐต่อตัน เวียดนาม ข้าว ST25 (Scented Rice 25 พันธุ์ข้าวหอมมะลิของเวียดนาม) อยู่ที่ 850 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนกัมพูชา คือ ข้าวผกามะลิ อยู่ที่ 800-850 เหรียญสหรัฐต่อตัน และข้าวเมียนมา อยู่ที่ 400 เหรียญสหรัฐต่อตัน
“เมื่อดูราคาข้าวขาวในตลาดจะพบว่า ข้าวขาวไทย 5% อยู่ที่ 385 เหรียญสหรัฐต่อตัน เวียดนาม 350 เหรียญสหรัฐต่อตัน อินเดีย 350 เหรียญสหรัฐต่อตัน ปากีสถาน 355 เหรียญสหรัฐต่อตัน จะเห็นได้ว่าค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่ามีผลต่อราคาข้าวไทยแพงกว่าคู่แข่งถึง 30 เหรียญสหรัฐต่อตันในข้าวขาว”
ญี่ปุ่นเจอภาษีสหรัฐลดซื้อข้าวไทย
โดยจะเห็นว่าข้าวคุณภาพเกรดพรีเมี่ยมของหลายประเทศราคาต่ำกว่าของไทย ส่งผลให้ผู้บริโภค ผู้นำเข้า หันไปนำเข้าข้าวที่ราคาถูกกว่า ส่วนราคาข้าวขาวไทยส่งออกลดลง อยู่ที่ 4 แสนตัน ลดลง 3% พบว่ามีเพียงตลาดอิรัก ที่ยังคงนำเข้าข้าวจากประเทศไทย ส่วนผู้นำเข้ารายอื่นนั้นลดลงหรือแทบจะหายไป อย่างตลาดญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวจากไทยและสหรัฐ สัดส่วนเฉลี่ยประมาณ 50 ต่อ 50 และตลาดอื่น ๆ ด้วย แต่จำนวนไม่มาก
แต่แนวโน้มญี่ปุ่นจะนำเข้าข้าวจากไทยลดลง เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากภาษีสหรัฐ โดยสหรัฐให้ญี่ปุ่นนำเข้าข้าวจากสหรัฐเพิ่มขึ้น จากสัดส่วน 50% เป็น 75% นั้น แสดงว่าโอกาสที่ญี่ปุ่นจะนำเข้าข้าวจากไทยลดลง
“ญี่ปุ่นนำเข้าข้าวต่อปี 6.5-7 แสนตัน และปกติไทยส่งออกไปญี่ปุ่นประมาณ 3 แสนตันต่อปี นำเข้าจากสหรัฐกว่า 2 แสนตันต่อปี ซึ่งมีโอกาสที่ไทยจะส่งออกได้ลดลง อาจจะเหลือประมาณ 75,000 ตัน ซึ่งเป็นผลมาจากแรงกดดันของภาษีที่ญี่ปุ่นต้องนำเข้าจากสหรัฐมากขึ้น เพื่อยังคงให้ญี่ปุ่นได้อัตราภาษีที่ 15%”
หวั่นครึ่งปีแรกส่งออกข้าวเหนื่อย
นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ เช่น อินโดนีเซีย ก็มีการประกาศจะไม่นำเข้าข้าวทุกชนิด ซึ่งปกติอินโดนีเซียจะนำเข้าข้าวเฉลี่ยปีละ 4 ล้านตัน นำเข้าจากประเทศไทยประมาณ 1 ล้านตัน และหากไม่นำเข้า ไทยก็จะเสียโอกาสตลาดนี้ไป และตลาดฟิลิปปินส์ ก็ยังมีการนำเข้าแบบเปิด-ปิด ซึ่งเมื่อมกราคม 2569 ที่ผ่านมาประกาศนำเข้าข้าว โดยมีแค่เวียดนามที่ได้ส่งออกไป ส่วนในเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2569 ประกาศว่าจะไม่นำเข้าข้าว
ดังนั้น ในภาพรวมความต้องการนำเข้าข้าวในตลาดโลกลดลง ขณะที่ผลผลิตข้าวก็ยังมีแนวโน้มที่ดีและมีปริมาณมาก ทำให้ประเมินว่าในครึ่งปีแรกของปี 2569 การส่งออกข้าวจะลำบากขึ้น
อย่างไรก็ดี ยังคงต้องประเมินสถานการณ์ส่งออกข้าวไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะครึ่งปีหลัง ซึ่งเป็นช่วงที่คาดว่าจะเกิดเอลนีโญ ซึ่งจะมีผลต่อผลผลิตข้าวไทยรวมไปถึงคู่แข่งด้วย ว่าจะมีผลกระทบมากน้อยแค่ไหน จะเป็นแรงกดดันทำให้ความต้องการนำเข้าข้าวกลับมาหรือไม่ ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้ามากนัก
โรงสีบ่นบาทแข็งทำราคาแข่งยาก
นายนิพนธ์ สมิทธาพิพัฒน์ อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงฤดูข้าวนาปรัง ซึ่งหากถามถึงความพร้อมในการเข้าไปรับซื้อผลผลิตข้าวจากเกษตรกร ผู้ประกอบการโรงสีเชื่อว่า มีความพร้อมในการเข้ารับซื้ออย่างแน่นอน แต่สิ่งที่ต้องติดตามก่อนการรับซื้อ คือ เรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งมีผลต่อราคาส่งออกข้าวของไทย และการรับซื้อข้าวภายในประเทศ โดยจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด จะพบว่าราคาข้าวไทยเทียบกับเวียดนาม ปากีสถาน จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าของไทย ทำให้ข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่งประมาณ 20-30 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งมีผลต่อราคาซื้อ-ขายข้าวภายในประเทศ
แต่ทั้งนี้ เมื่อดูแลการรับซื้อข้าวสาร เมื่อช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า ซื้อ-ขายอยู่ที่ 11.50 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันพบว่าราคารับซื้อลดลงมาอยู่ที่ 10.80 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคารับซื้อเพื่อรอผลผลิตข้าวนาปรังที่จะออกสู่ตลาดในเร็ว ๆ นี้ แต่ยังมีรำข้าว ปลายข้าว ที่ราคาเฉลี่ย 10 บาทต่อกิโลกรัม ยังพอทำให้การรับซื้อข้าวเป็นไปในทิศทางที่ดี ส่วนแนวโน้มราคารับซื้อจากนี้ คาดการณ์อาจจะยังไม่ปรับขึ้น ส่วนราคาจะปรับลดลงจากนี้หรือไม่ ยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจน แต่ยังคงประมาณราคาข้าวเปลือกสด อยู่ที่ 5,000-6,000 บาทต่อตัน
ส่วนผลผลิตข้าวนาปรังคาดว่าจะดี แต่ผลผลิตอาจจะทยอยออกมาไม่พร้อมกัน ซึ่งเป็นผลดีต่อราคาข้าวในตลาด เพราะผลผลิตที่ออกช้า เป็นผลมาจากบางพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา ปริมาณน้ำเพิ่งลดลง ทำให้การเพาะปลูกล่าช้า ซึ่งทำให้การเก็บเกี่ยวก็จะล่าช้าออกไปด้วย โดยบางพื้นที่อาจจะเก็บเกี่ยวช่วงเดือนมีนาคม เป็นช่วงเดือนเมษายนแทน
ทีดีอาร์ไอหนุนวิจัยพันธุ์ข้าว
นายกัมพล ปั้นตะกั่ว นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลผลิตข้าวโลกในปี 2569 มีการเติบโตประมาณ 2% แต่การบริโภคข้าวกลับโต 0.1% ซึ่งไม่สอดคล้องกัน มีผลทำให้สต๊อกข้าวเพิ่มขึ้น ดังนั้นจะมีผลต่อราคาข้าวในตลาด แต่ก็ยังมีปัจจัยภัยธรรมชาติ ส่งผลให้ราคาข้าวอาจจะดีดตัวขึ้นได้เป็นระยะ แต่ทั้งนี้ ผู้ผลิตข้าวและผู้ส่งออกมีแนวโน้มในการเพิ่มผลผลิตในประเทศให้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพานำเข้า ทำให้ราคาข้าวในตลาดมีความอ่อนไหวสูง
ดังนั้น จากการประเมินผลผลิตข้าวโลกในปีนี้ คาดว่าจะชัดเจนในช่วงต้นไตรมาส 2 ของปีนี้ แต่ทั้งนี้ จากปัญหาเรื่องของผลผลิตต่อไร่ของไทยยังต่ำ ประกอบกับนโยบายอุดหนุน มีผลต่อคุณภาพและศักยภาพการแข่งขันข้าวไทย จะเห็นว่าเกษตรกรเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ให้มูลค่าเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เพื่อให้อุตสาหกรรมข้าวไทยยังแข่งขันได้ ควรที่จะแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยการลงทุนงานวิจัยข้าวให้มากขึ้น อาจจะใช้งบประมาณ 1% ของจีดีพีข้าว หรือประมาณ 100 ล้านบาท เข้ามายกระดับและพัฒนาพันธุ์ข้าวอย่างจริงจัง ให้ตอบโจทย์ทั้งตลาดและผู้ปลูก
และที่ผ่านมางบประมาณที่ใช้ยังน้อยและส่วนใหญ่ไปใช้ในเรื่องของส่งเสริมการปลูก ใช้ในงานวิจัยเพียง 30 ล้านบาทต่อปี แม้เราจะมีพันธุ์ข้าวที่หลากหลาย แต่ก็ไม่ได้นำมาอบรม ทำความเข้าใจกับชาวนาหรือตลาด จึงไม่ได้รับความนิยม จึงเห็นว่าเรื่องนี้ภาครัฐควรให้ความสำคัญอย่างจริงจัง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่งออกข้าวเปิดปี’69 วูบ พิษบาทแข็งแถมหลาย ปท.นำเข้าลดลง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net