รู้หรือไม่?...“เงินฝาก” 1 – 10 ล้านบาท คิดเป็น 26% ของเงินฝาก… กลุ่มเป้าหมายของ “Private Fund” ยุคใหม่ !!!
Wealthy Way: รู้หรือไม่?…“เงินฝาก” ที่มากกว่า 1 ล้านบาท ขึ้นไป คิดเป็น 80% ของเงินฝากทั้งระบบ อยู่ในจำนวนบัญชีเพียง 1.36% เท่านั้น
เข้าตำรา “รวยกระจุก-จนกระจาย” เพราะบัญชีเงินฝากส่วนใหญ่ 98.64% นั้น มีเงินฝากต่ำกว่า 1 ล้านบาท ที่สำคัญกว่า 90% ของบัญชีเงินฝาก มีเงินฝากต่ำกว่า 5 แสนบาท ด้วย !!!
“การลงทุน” เป็นโอกาสสำหรับทุกคน ไม่เกี่ยวว่าคุณจะมีเงินในบัญชีมากหรือน้อย?
แต่สำคัญ คือ คุณอย่าปล่อยเงินนอนนิ่งในบัญชีเงินฝากรับดอกเบี้ย 0.25% - 1.00% เท่านั้นเอง “กองทุนรวม” ปัจจุบันไม่มีขั้นต่ำ เงินเริ่มต้นหลักร้อย หลักพันก็ลงทุนได้
ส่วนใครมีเงินมากหน่อย ไม่อยากเสียเวลาลงทุนเองก็ยังมี “กองทุนส่วนบุคคล” (Private Fund) ให้เลือกลงทุนกัน
ใครที่คิดว่าต้องมีเงินหลักหลายสิบล้านจึงจะใช้บริการ “Private Fund” ได้นั้น “ลืมไปได้เลย”
ปัจจุบันมีเงินเริ่มต้นหลัก “ล้านบาท” ก็สามารถใช้บริการ “Private Fund” ได้แล้ว (สำหรับบางที่)
ตลาดนี้…ถือเป็น “ตลาดใหญ่มาก” และมีโอกาสในการเติบโต จึงไม่น่าแปลกใจว่าจะมีบริษัทที่ให้บริการ “Private Fund” ในไทยปัจจุบันมากถึง 50 ราย
ประกอบด้วย “บลจ./บล.” ที่ทำธุรกิจ “กองทุนส่วนบุคคล” 48 แห่ง (บลจ.31 แห่ง, บล. 17 แห่ง) นอกจากนี้ยังมี “บริษัทประกัน” อีก 2 แห่ง
โดยเฉพาะกลุ่ม “เงินฝาก” 1 – 10 ล้านบาท ที่ครองส่วนแบ่งเงินฝากกว่า 26% นั้น ถือเป็นเป้าหมายใหม่ของ“Private Fund” ยุคใหม่เลยทีเดียว
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น วันนี้ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกัน
“เงินฝาก” 1 – 10 ล้านบาท คิดเป็น 26% ของเงินฝากทั้งระบบ…เป้าหมาย “Private Fund” ยุคใหม่
หากดูธุรกิจ“กองทุนส่วนบุคคล” (Private Fund) ของ 25 บลจ. (ที่เป็นสมาชิกสมาคมบลจ.) ปี2025 ที่ผ่านมา พบว่า มีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) อยู่ที่ 2.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 16% ของเงินฝากที่มากกว่า 1 ล้านบาทของไทย ที่มีอยู่ 14.3 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 80% ของเงินฝากทั้งระบบ เท่านั้น
ยังมีบริษัทที่ประกอบธุรกิจนี้ที่ “ไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคมบลจ.” อีก 25 แห่ง ซึ่งเราไม่มีข้อมูลตัวเลขเม็ดเงิน นี่ยังไม่รวมถึง “Private Banking” ของแบงก์ต่างๆ ที่จับกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงของแบงก์เช่นเดียวกัน
ด้วย “จุดเด่น” ของ “Private Fund” มีความน่าสนใจในฐานะ "Tailor-made Solution" หรือการบริหารพอร์ตแบบ “เฉพาะตัว” (Customization) สามารถออกแบบพอร์ตตามความเสี่ยงและเป้าหมายเฉพาะบุคคล เช่น เน้นหุ้นไซส์กลาง-เล็กที่เติบโตสูง เป็นต้น ก็จัดการได้ตอบโจทย์เฉพาะตัวได้เลยและเป็นภาพที่นักลงทุนทั่วไปจะรับรู้และคุ้นเคยกันดี
แต่จะใช้บริการได้ก็ต้องมี “เงินลงทุนขั้นต่ำ” หลักหลายสิบล้านบาทขึ้นไป แล้วแต่ที่ (มากน้อยแตกต่างกันไป) ทำให้ดูภาพตลาดดูเหมือนจะตันๆ และไม่ค่อยเติบโต ซึ่งสะท้อนผ่านการเติบโตของ “Private Fund” ที่เป็นสมาชิกบลจ.ในปีที่ผ่านมา ที่โตเพียง +2.26% และมีบลจ.ถึง 64% ที่โตลดลงจนดูเหมือนภาพธุรกิจนี้น่าจะถึงทางตันแล้วก็ไม่ปาน
ซึ่งจริงๆ อาจจะไม่ใช่…ไม่งั้นจะมี “ผู้เล่น” มากถึง 50 รายหรือ?
“บลจ.ยุคใหม่” ที่จับตลาด “Private Fund” โดยเฉพาะเลยก็มี เช่น “บลจ.จิตตะ เวลธ์” หรือ “บลจ.สแทชอเวย์” เป็นต้น ใช้ “โมเดลพอร์ต” การลงทุนมาจับตลาดนักลงทุนที่มีเงินลงทุนขนาดเล็กลงมา แต่จะเป็นการลงทุนผ่านพอร์ตสำเร็จรูป เป็นต้น
หรือ “บลจ.เอ็กซ์สปริง” เงินลงทุนเริ่มต้นแค่ 3 ล้านบาทเท่านั้น ก็ใช้บริหาร“Private Fund” ได้
ไม่ได้มากเป็นระดับหลายสิบล้านบาทเช่นในอดีตแต่ประการใด
นอกจากนี้ ยังมี “Private Fund” ที่บริหารโดย “บล.” (บริษัทหลักทรัพย์) ด้วยเช่นกัน เช่น “บล.อพอลโล่ เวลธ์” เงินลงทุนเริ่มต้นแค่ 1.5 – 2.0 ล้านบาทเท่านั้น บริหารแบบ Private Fund เลย
หรือล่าสุดทาง “บล.บลูเบลล์” เองก็มีแผนจะทำธุรกิจ “Private Fund” เช่นกัน โดยใช่โมเดลพอร์ตมาตอบโจทย์ลูกค้า เบื้องต้นเงินลงทุนก็ไม่มากเช่นเดียวกันประมาณ 3 – 5 ล้านบาท เป็นต้น
จะเห็นว่าเป็นช่วงของ “เงินฝาก” ระดับ 1 – 10 ล้านบาท ที่มีสัดส่วน 26% ของเงินฝากเป็นสำคัญ
“ปัจจัยบวกที่สำคัญ คือ ดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำเตี้ยติดดิน นอกจากนี้การลงทุนก็มีทางเลือกที่หลากหลายและมีจำนวนมากตลอดจนซับซ้อนมากยิ่งขึ้นด้วย ถือเป็นโอกาสที่ดีในธุรกิจนี้ ในขณะที่ตลาดนี้ปกติ นักลงทุนก็ไม่ได้ใช้บริการที่เดียว ก็มีโอกาสจะกระจายจากเจ้าที่ตัวเองเคยใช้บริการอยู่ด้วย จะเป็นลูกค้า Private Fund หรือ Private Banking อาจจะมีการขยับลงมาสู่บลจ.ที่จับตลาดลูกค้าที่เงินลงทุนเริ่มต้นไม่มากได้เช่นกัน”
ภาพรวมของธุรกิจ “กองทุนส่วนบุคคล” (Private Fund) ใน “ปีม้าไฟ” ถือเป็นปีแห่งการ "เลือกเฟ้น" และ "ปรับกลยุทธ์เชิงรุก" แม้เศรษฐกิจไทยโดยรวมจะเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจที่โตช้า การลงทุนที่เต็มไปด้วยความผันผวน แต่สำหรับ “นักลงทุนรายใหญ่” และ “สถาบันต่าง” เชื่อว่า “Private Fund” ยังเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้ตรงใจ ที่สำคัญปัจจุบันมีเงินหลัก “ล้านบาท” ก็ใช้บริการได้แล้ว ยิ่งง่ายเข้าไปอีก ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตมากอีกตลาดหนึ่งเลยทีเดียว