โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อัยการ ตีกลับสำนวน คดีฮั้วสว. สั่งดีเอสไอ สอบใหม่ 4 ประเด็น ไม่ควรตัดตอนแค่ 8 คน

Khaosod

อัพเดต 28 ม.ค. เวลา 11.57 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. เวลา 11.57 น.

อัยการคดีพิเศษ ตีกลับสำนวน คดีฮั้วสว. "อั้งยี่-ฟอกเงิน" สั่งดีเอสไอ สอบใหม่ 4 ประเด็นสำคัญ หลังหลักฐานมัด มีคนทำผิดจำนวนมาก ไม่ควรตัดตอนแค่ 8 คน

วันที่ 28 ม.ค.69 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเกี่ยวกับเอกสารจากสำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีพิเศษ 1 สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งได้มีหนังสือส่งถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 16 ม.ค.69 เรื่อง คืนสำนวนการสอบสวน โดยอ้างถึงหนังสือกองคดีการฟอกเงินทางอาญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ ยธ.0825/0794 ลงวันที่ 8 ธ.ค.68 พร้อมเอกสารที่ส่งแนบมาด้วย (1) สำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 พร้อมเอกสารจำนวน 74 แฟ้ม (2) หนังสือร้องขอความเป็นธรรมของคณะตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาสำรอง ต่ออัยการสูงสุด ฉบับลงวันที่ 22 ธ.ค.68 และตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ของคณะตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาสำรอง ต่ออธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ ฉบับลงวันที่ 8 ธ.ค.68

รายละเอียดภายในเอกสารระบุ ตามหนังสือที่อ้างถึงกองคดีการฟอกเงินทางอาญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 คดีระหว่าง พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ผู้กล่าวหากับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 8 คน ความผิดฐาน ร่วมกันเป็นอั้งยี่ และเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย สมทบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาตรา 91 มาตรา 209 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 มาตรา 9 มาตรา 60 ไปยังสำนักงานคดีพิเศษเพื่อพิจารณาความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษพิจารณาแล้วเห็นว่าความผิดหลักหรือความผิดมูลฐานอันเป็นมูลเหตุที่มาแห่งคดีนี้ เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงตามการสอบสวนของพนักงานสอบสวนว่า ได้มีสมาชิกกลุ่มคณะบุคคลผู้กระทำความผิดมีการร่วมกันวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับบุคคลจำนวนมาก มีลักษณะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ร่วมกันวางแผนเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติฝ่ายวุฒิสภาโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 อันเข้าข่ายความผิดฐาน

จัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้อื่นสมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือถอนการสมัคร หรือกระทำการใดๆ อันชอบด้วยกฎหมายให้ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะเลือกหรือได้รับเลือกหรือเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใดด้วยวิธีการ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 (1) ซึ่งถือเป็นบทบัญญัติแห่งความผิดอันเป็นมูลเหตุแห่งคดีนี้

แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 8 รายนี้ ซึ่งประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภาซึ่งได้รับการคัดเลือก 2 ราย และกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันกระทำความผิดอีก 6 ราย โดยมีข้อกล่าวหาว่าร่วมกันเป็นอั้งยี่ฯ และสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้กระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 ประกอบมาตรา 83 มาตรา 91 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 มาตรา 9 มาตรา 60

ส่วนความผิดหลักอันเป็นมูลเหตุแห่งคดีหรือความผิดมูลฐานในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินคือความผิดตามมาตรา 77(1) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 หรือที่เรียกว่า “ฮั้ว สว.” นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งยังมิได้มีมติวินิจฉัยความผิดดังกล่าวแต่อย่างใด

จากพฤติกรรมแห่งการกระทำความผิดของสมาชิกคณะบุคคลในสำนวนการสอบสวนคดีนี้ เป็นลักษณะร่วมกันกระทำความผิดที่เกี่ยวพันต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นขั้นเป็นตอน และต้องอาศัยผลแห่งการกระทำความผิด ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าวเป็นหลักในการพิจารณาคดีนี้ว่า หากคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยว่าสำนวนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเพื่อได้มาซึ่งอำนาจสมาชิกวุฒิสภาเข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77(1) แล้วก็จะสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในสำนวนคดีนี้ ซึ่งปรากฏเส้นทางการเงินมีการโอน รับโอนเงินให้กับสมาชิกในกลุ่มของคณะบุคคลดังกล่าวเพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดยมีเงินหมุนเวียนจำนวนมากกว่า 300 ล้านบาท

ดังนั้น เมื่อความผิดหลักอันเป็นความผิดมูลฐานยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และผู้ต้องหาทั้ง 8 รายนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมาชิกคณะบุคคลของผู้กระทำความผิดทั้งหมด ยังปรากฏข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสื่อมวลชนทั่วไปว่ายังมีกลุ่มสมาชิกของคณะบุคคลที่ร่วมกันกระทำความผิดนอกจากผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย ในคดีนี้อีก 1,200 ราย โดยสมาชิกของคณะบุคคลดังกล่าวได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 137 ราย สำรอง จำนวน 1 ราย และไม่ได้รับเลือก จำนวน 2 ราย โดยกลุ่มสมาชิกคณะบุคคลดังกล่าวมีพฤติกรรมร่วมกันกระทำความผิดเป็นลักษณะเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย มีการแบ่งหน้าที่กันทำเป็นเป็นขั้นเป็นตอน โดยแยกตามกลุ่มต่างๆ ดังนี้

1.กลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจตัดสินใจ 2.กลุ่มบุคคลผู้วางแผนการกระทำความผิดและจัดวางระบบปฏิบัติการโปรแกรมออฟไลน์ 3.กลุ่มกรรมการบริหารของคณะบุคคล 4.กลุ่มผู้ปฏิบัติจัดหาผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา 5.กลุ่มผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีการกำหนดชื่อและหมายเลขในโพย จำนวน 141 ราย 6.กลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาประเภทโหวตเตอร์ และ 7.กลุ่มติวเตอร์ผู้ทำโพย

เมื่อผู้ต้องหาทั้ง 8 รายนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการสมาชิกของคณะบุคคลดังกล่าว การดำเนินคดีกับสมาชิกกลุ่มบุคคลผู้ร่วมกันกระทำความผิดจึงจำต้องมีการสอบสวนให้ครอบคลุมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด จะตัดตอน แบ่งแยกดำเนินคดีเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้ ประกอบกับคดีนี้เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป ประกอบกับมีกลุ่มสมาชิกวุฒิสภาสำรองและบุคคลที่มิได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาจำนวนมากมีหนังสือขอความเป็นธรรมต่อสำนักงานอัยการสูงสุด ขอให้พิจารณาคดีนี้อย่างละเอียดรอบคอบ

ดังนั้น เพื่อให้การพิจารณาสั่งคดีเป็นไปโดยละเอียด รอบคอบ และเที่ยงธรรมให้ได้ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานและบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงยังไม่แล้วเสร็จตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 140 จึงให้คืนสำนวนการสอบสวน พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย (1) และผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย กลับให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนมาใหม่ โดยกำหนดประเด็นให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม ดังนี้

1.ให้พนักงานสอบสวนทำสำนวนการสอบสวนใหม่โดยให้นำผู้ต้องหาทั้ง 8 รายนี้ ไปสอบสวนเป็นสำนวนเดียวกันกับสมาชิกคณะบุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดกลุ่มอื่นๆ อีก 7 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจตัดสินใจ 2.กลุ่มบุคคลผู้วางแผนการกระทำความผิดและจัดวางระบบปฏิบัติการโปรแกรมออฟไลน์ 3.กลุ่มกรรมการบริหารของคณะบุคคล 4.กลุ่มผู้ปฏิบัติจัดหาผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา 5.กลุ่มผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีการกำหนดชื่อและหมายเลขในโพย จำนวน 141 ราย 6.กลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาประเภทโหวตเตอร์ และ 7.กลุ่มติวเตอร์ผู้ทำโพย

2.ให้พนักงานสอบสวนนำพยานหลักฐานทั้งหมดทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุ อันเป็นพยานหลักฐานสำคัญแห่งคดีในสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในความผิดที่มีการกล่าวหาสมาชิกของคณะบุคคลที่มีการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติฝ่ายวุฒิสภาโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 อันเข้าข่ายความผิดฐาน จัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด

เพื่อจูงใจให้ผู้อื่นสมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือถอนการสมัคร หรือกระทำการใดๆ อันชอบด้วยกฎหมายให้ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะเลือกหรือได้รับเลือกหรือเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใดด้วยวิธีการ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 (1) อันเป็นความผิดที่เป็นมูลฐานแห่งการดำเนินคดีนี้ประกอบกับความผิดของสมาชิกคณะบุคคลกลุ่มเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิด มาประกอบสำนวนการสอบสวนด้วย

3.ให้พนักงานสอบสวนนำเอกสารคำขอเปิดบัญชีธนาคาร เอกสารความเคลื่อนไหวทางบัญชีธนาคารของสมาชิกคณะบุคคลกลุ่มเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิดคดีนี้ทั้งหมดมาประกอบสำนวนการสอบสวน

4.ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นต่างๆ ตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของคณะตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาสำรองต่ออัยการสูงสุด ฉบับลงวันที่ 22 ธ.ค.68 และตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของคณะตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาสำรองต่ออธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ ฉบับลงวันที่ 8 ธ.ค.68

5.และหากมีประเด็นอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีก็ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนต่อไปจนสิ้นกระแสความ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ได้เตรียมประสานงานนัดหมายกับพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน เพื่อที่จะได้ประชุมหารือวางกรอบแนวทางการสอบสวนเพิ่มเติมในคดีดังกล่าว ตามหนังสือคำแนะนำของพนักงานอัยการคดีพิเศษ ต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อัยการ ตีกลับสำนวน คดีฮั้วสว. สั่งดีเอสไอ สอบใหม่ 4 ประเด็น ไม่ควรตัดตอนแค่ 8 คน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...