โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อธิบายนวัตกรรม Tokenization "Visa"ผนึก"Omise" ยกระดับความปลอดภัย ปกป้องการจัดเก็บข้อมูลบัตรเครดิต

Thairath Money

อัพเดต 20 ก.พ. เวลา 13.30 น. • เผยแพร่ 20 ก.พ. เวลา 10.05 น.
ภาพไฮไลต์

เคยสงสัยไหมว่า ทุกครั้งที่เรากรอกเลขบัตรเครดิต 16 หลักลงบนเว็บไซต์ แอปอีคอมเมิร์ซ หรือวอลเล็ตต่าง ๆ ข้อมูลเหล่านั้นเดินทางไปไหนต่อ และถูกเก็บรักษาอย่างไร สำหรับผู้ใช้ การกด “บันทึกบัตร” คือความสะดวกในครั้งถัดไป

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ข้อมูลเดียวกันนั้นคือข้อมูลอ่อนไหวระดับสูงที่หากรั่วไหลอาจกระทบทั้งผู้ถือบัตร ร้านค้า และสถาบันการเงิน ยิ่งปัจจุบันที่การชำระเงินในดิจิทัลเติบโต พื้นที่เสี่ยงก็ยิ่งขยาย คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “จ่ายง่ายไหม” แต่คือ “ปลอดภัยแค่ไหน” เมื่อเราใช้เลขบัตรออนไลน์

ล่าสุดVisa ผู้นำด้านการชำระเงินดิจิทัลระดับโลก และ Omise ผู้ให้บริการระบบรับชำระเงินชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมมือกันนำโซลูชัน “Visa Network Token”เข้ามาช่วยร้านค้าต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ยกระดับความปลอดภัยของระบบชำระเงินและการเก็บรักษาข้อมูลบัตรของคนไทย ตลอดจนการปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ

Tokenization เปลี่ยน “เลขบัตร” เป็น “รหัสลับ” เพื่อความปลอดภัยขั้นสุด

อังศุมาลิน ฟอร์ดแฮม หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์และบริการเสริม วีซ่า ประเทศไทย เปิดเผยว่า ปกติแล้วการชำระเงินออนไลน์แบบเดิมจะใช้ข้อมูลบัตรจริง โดยการกรอกหมายเลขหน้าบัตร 16 หลัก เพื่อซื้อของ แต่ปัญหาคือเลขบัตร 16 หลักนี้ถือเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อน (Sensitive Data) และถูกเก็บไว้ในระบบของร้านค้า (Card on Files) ที่เสี่ยงต่อการรั่วไหลในปัจจุบัน หากข้อมูลชุดนี้รั่วไหลหรือถูกแฮ็ก มิจฉาชีพสามารถนำไปสวมรอยใช้จ่ายได้ทันที ทำให้ในส่วนร้านค้าเองต้องรับมือกับความเสี่ยงจากการทุจริตและการปฏิเสธรายการธุรกรรมโดยไม่จำเป็น ซึ่งกระทบต่อรายได้โดยตรง

Visa จึงสร้างเทคโนโลยีที่เข้ามาแก้ปัญหานี้ เรียกว่า“Visa Network Token” โดยมีการทำงานเบื้องต้น ดังนี้

  • Visa Network Tokenization จะแปลงหมายเลขหน้าบัตร 16 หลักนั้นให้กลายเป็นรหัสเสมือนที่เรียกว่า “Token”
  • ทุกครั้งที่มีการชำระเงิน ระบบจะสร้างรหัสความปลอดภัยแบบไดนามิกที่เรียกว่า Cryptogram ขึ้นใหม่เฉพาะรายการนั้นๆ โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บอย่างปลอดภัยไว้ในศูนย์กลางของ Visa (Token Vault) เท่านั้น มีเพียง Visa ที่สามารถเชื่อมโยงได้ว่า Token ใดแทนบัตรใบใด
  • เมื่อมีการใช้งาน Token ข้อมูลจะถูกส่งผ่านเครือข่ายของ Visa เพื่อแปลงกลับเป็นหมายเลขบัตรจริง ก่อนส่งต่อไปยังธนาคารผู้ออกบัตรเพื่ออนุมัติรายการ โดยร้านค้าเองจะไม่ต้องเก็บเลขบัตรจริงไว้ในระบบ
  • Token จะถูกผูกไว้เฉพาะกับเว็บไซต์หรืออุปกรณ์ (Domain Control) เช่น Google Wallet, Apple Pay หรือแม้แต่ Smart Watch โดย Token แต่ละชุดจะถูกผูกไว้เฉพาะกับอุปกรณ์หรือเว็บไซต์ที่กำหนดไว้เท่านั้น Token ที่สร้างให้ร้านค้า A จะไม่สามารถนำไปใช้กับร้านค้า B ได้ Token ที่ผูกกับโทรศัพท์เครื่องหนึ่งจะไม่สามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์อื่นได้ ดังนั้น แม้ข้อมูลจะรั่วไหล ก็ไม่สามารถนำไปใช้ต่อในช่องทางอื่นได้
  • ระบบยังออกแบบมาให้จัดการได้แยกส่วน หากโทรศัพท์สูญหาย สามารถระงับเฉพาะ Token บนอุปกรณ์นั้นได้ โดยบัตรจริงยังใช้งานต่อได้ หากบัตรจริงสูญหาย สามารถอายัดเฉพาะบัตรได้ ขณะที่ Token บนอุปกรณ์ยังคงใช้จ่ายต่อได้ ช่วยให้การใช้งานไม่สะดุด และลดผลกระทบต่อผู้ถือบัตร
  • ในกรณีร้ายแรงที่สุด หาก Token ถูกขโมย ข้อมูลนั้นก็ไม่สามารถนำไปทำทุจริตต่อได้ เพราะใช้ได้เฉพาะในบริบทที่กำหนดไว้เท่านั้น เป็นการลดมูลค่าข้อมูล (Devalue Data) เพื่อตัดวงจรการโจรกรรม
  • ระบบยังมีการจัดการ Token Lifecycle Management ที่ช่วยอัปเดตข้อมูลโดยอัตโนมัติเมื่อบัตรหมดอายุ สูญหาย หรือมีการออกบัตรใหม่ ลูกค้าไม่ต้องกรอกข้อมูลบัตรใหม่ บริการรายเดือนหรือการชำระเงินอัตโนมัติไม่สะดุด

บทบาทของ Omise ตัวกลางที่ทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย

ด้าน จิตสุภา เชี่ยววิทย์ รองประธานอาวุโส ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก) โอมิเซะ เปิดเผยว่า Omise ในฐานะผู้ให้บริการระบบรับชำระเงิน (Payment Service Provider) จะรับบทบาทเป็นตัวกลางด้านเทคโนโลยีที่จะทำงานร่วมกับ Visa ในการนำโซลูชันVisa Network Token ไปสู่ร้านค้าเป็นวงกว้าง และช่วยให้ร้านค้าต่าง ๆ สามารถนำระบบมาใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยมีบทบาทหน้าที่หลัก ๆ ดังนี้

1. ลดความยุ่งยากในการติดตั้งและพัฒนาระบบ ข้อกังวลหลักของร้านค้า คือ การต้องพัฒนาระบบใหม่ ซึ่ง Omise เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้โดยทำให้ร้านค้าสามารถเริ่มใช้งาน Visa Network Token ได้โดยที่ไม่ต้องแก้ไขระบบหน้าบ้านของตัวเองเลย ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาในการจ้างทีมมาพัฒนาระบบเอง

2. บริการย้ายฐานข้อมูล (Data Migration) สำหรับร้านค้าที่เปิดบริการมานานและมีการเก็บข้อมูลหมายเลขบัตร 16 หลักของลูกค้าไว้ในระบบ ซึ่งมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยสูง โอมิเซะจะเข้าไปช่วยดึงข้อมูลและย้ายข้อมูล (Migrate) หมายเลขบัตรเหล่านั้นให้กลายมาเป็น Network Token ที่มีความปลอดภัยสูง

3. จัดทำ Payment Link เพื่ออัปเดตข้อมูลแบบไร้รอยต่อ ในกรณีที่ร้านค้าต้องการเก็บข้อมูลบัตรของลูกค้าใหม่ เช่น บัตรเดิมหมดอายุ Omise มีเครื่องมืออย่าง "Payment Link" ส่งไปให้ลูกค้า เมื่อลูกค้ากรอกข้อมูลบัตรผ่านลิงก์นี้ ระบบจะแปลงเป็น Token ทันที ทำให้ร้านค้าสามารถอัปเดตข้อมูลลูกค้าได้อย่างปลอดภัยและง่ายดาย

4. เป็นที่ปรึกษาด้านการปรับตัวทางธุรกิจ (Operation) การเปลี่ยนมาใช้ระบบ Token ทำให้ระบบหลังบ้านของร้านค้าต้องปรับเปลี่ยน Omise จะเข้าไปช่วยให้ความรู้และสอนร้านค้าให้ปรับกระบวนการทำงาน เช่น เปลี่ยนจากการใช้หมายเลขบัตรในการค้นหาข้อมูลลูกค้า มาเป็นการค้นหาด้วย Customer ID หรือหมายเลขกรมธรรม์แทน

5. ทำหน้าที่เป็น Token Requestor และผู้ดูแลมาตรฐานความปลอดภัย Omise จะทำหน้าที่เป็นผู้ขอ Token (Token Requestor) และมีมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกอย่าง PCI DSS อยู่แล้ว ทำให้ร้านค้าไม่ว่ารายเล็กหรือรายใหญ่สามารถเข้ามาเกาะระบบของ Omise เพื่อใช้งานได้ทันที โดยที่ร้านค้าเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องไปลงทุนทำระบบเชื่อมต่อตรงกับ Visa หรือเสียค่าใช้จ่ายทำใบรับรอง PCI ด้วยตัวเองในราคาแพง

6. วางกลยุทธ์การใช้งานแบบค่อยเป็นค่อยไป Omise มีวิธียืดหยุ่นในการชวนร้านค้ามาใช้งาน โดยอนุญาตให้ร้านค้าทดลองโอนย้ายรายการชำระเงินมาใช้ระบบ Token เพียง 20-30% ก่อน เพื่อให้ร้านค้าได้เห็นผลลัพธ์ว่าระบบดีขึ้นอย่างไร โดย Omise จะเลือกโฟกัสไปที่กลุ่มร้านค้าที่มีความเสี่ยงในการเก็บข้อมูลเยอะ ๆ รวมถึง ธุรกิจแบบสมัครสมาชิก (Subscription) และแอปพลิเคชันกระเป๋าเงิน (Wallet) เป็นอันดับแรก

ประโยชน์สำหรับร้านค้า

1. อัตราการอนุมัติรายการสูงขึ้น (Approval Rate) จากข้อมูลพบว่าร้านค้าที่ใช้ Visa Network Token มีอัตราการอนุมัติรายการที่สูงกว่าปกติเกือบ 4.7% สาเหตุเพราะธนาคารผู้ออกบัตรมีความมั่นใจในการอนุมัติรายการที่ผ่านระบบ Token มากกว่า เพราะรู้ว่ามีความปลอดภัยสูงและผ่านการตรวจสอบมาดีแล้ว ซึ่งสอดคล้องไปกับอัตราการถูกปฏิเสธบัตรที่ลดลง โดยพบว่าร้านค้าบางรายเดิมทีส่งรายการไป 100 ครั้ง ถูกปฏิเสธ 20 ครั้ง แต่พอเปลี่ยนมาใช้ระบบ Token อัตราการปฏิเสธลดเหลือแค่ 5% เท่านั้น

2. ลดการทุจริต (Fraud Reduction) นอกจากนี้จากข้อมูลร้านค้าที่ใช้ Visa Network Token ยังพบว่า ระบบช่วยลดอัตราการฉ้อโกงในระบบชำระเงินได้ถึง 30% และในบางกรณีลดได้สูงสุดประมาณ 58% ขึ้นอยู่กับร้านค้าและตลาด

3. รายได้เพิ่มขึ้น (Revenue Uplift) ร้านค้ามีความต่อเนื่องของรายรับ ระบบสามารถอัปเดทข้อมูลบัตรหมดอายุหรือบัตรใหม่โดยอัตโนมัติ ลดการชำระเงินล้มเหลวสำหรับบริการรายเดือน โดยพบว่าร้านค้าที่ใช้ Visa Network Token ผ่าน Omise มียอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5% - 1.5% ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงสำหรับธุรกิจที่มียอดธุรกรรมหลักล้านบาท

ตัวอย่าง Use Cases การใช้งานที่เป็นรูปธรรม

ปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหญ่ในประเทศไทย ได้เริ่มนำโซลูชัน Visa Network Token ไปใช้ผ่านความร่วมมือกับ Omise แล้ว เช่น ธุรกิจระบบสมาชิกและการเรียกเก็บเงินรายเดือน (Subscription & Recurring Payments) ยกตัวอย่าง แบรนด์เครื่องกรองน้ำCoway (โคเวย์) รวมถึงบริษัทประกันชีวิตและบริการสตรีมมิ่ง ธุรกิจกลุ่มนี้ต้องการความต่อเนื่องในการตัดยอดชำระเงินทุกเดือน

ระบบของ Visa จะมาพร้อมฟีเจอร์ Token Life Cycle Management ซึ่งในกรณีที่บัตรพลาสติกของลูกค้าสูญหายหรือหมดอายุ ธนาคารผู้ออกบัตรจะทำการอัปเดตข้อมูลหลังบ้านเชื่อมโยงไปยัง Token เดิมที่ร้านค้าถืออยู่อัตโนมัติ ร้านค้าสามารถตัดเงินค่าบริการรายเดือนต่อไปได้โดยไม่สะดุด ลูกค้าไม่ถูกระงับบริการ และร้านค้าก็ไม่ต้องเสียเวลาหรือสร้างความกังวลใจให้ลูกค้าด้วยการโทรศัพท์ไปขอหมายเลขบัตรใบใหม่

ต่อมาคือ กลุ่มแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินดิจิทัล (E-Wallets) ยกตัวอย่าง TrueMoney (ทรูมันนี่) ซึ่งผู้ใช้งานจำนวนมากสามารถผูกบัตรเครดิตไว้ในแอปพลิเคชันเพื่อใช้ชำระเงินตามร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven หรือจ่ายบิลต่าง ๆ ได้ ระบบเบื้องหลังจะเก็บข้อมูลบัตรนั้นในรูปแบบ Network Token แม้ว่าบัตรเครดิตใบจริงของผู้ใช้จะหมดอายุ บัตรที่ผูกไว้ในแอปพลิเคชันจะยังคงใช้งานเพื่อชำระเงินได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคไม่เสียเวลาและไม่เกิดประสบการณ์ที่ติดขัดขณะรอคิวชำระเงิน

นอกจากนี้ในอนาคต Visa ได้เตรียมขยายการรองรับการชำระเงินสำหรับลูกค้าขาจร (Guest Checkout) สำหรับการซื้อสินค้าบนเว็บไซต์ที่ผู้ใช้ไม่ค่อยได้เข้าใช้งานประจำ และไม่อยากบันทึกข้อมูลบัตรทิ้งไว้ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเสียเวลากรอกหมายเลขบัตร 16 หลัก วันหมดอายุ หรือรหัส CVV ใหม่ทุกครั้ง แต่ผู้ใช้สามารถกดปุ่ม"Click to Pay" และยืนยันตัวตนด้วยอีเมลหรือเบอร์โทรศัพท์ ระบบจะแสดงรายการบัตรที่ผู้ใช้เคยผูก Token เอาไว้ขึ้นมาให้เลือกชำระเงินได้ทันที

รวมถึงการพัฒนาระบบให้ผู้บริโภคจัดการบริการรายเดือน (Subscription) ได้เองผ่านแอปฯ ธนาคาร โดยมีแผนที่จะเปิดตัว API เพื่อให้ธนาคารผู้ออกบัตรนำไปเชื่อมต่อกับแอปฯ บนมือถือ (Mobile Banking) ฟีเจอร์นี้จะช่วยให้ผู้ถือบัตรสามารถมองเห็นรายชื่อเว็บไซต์หรือร้านค้าทั้งหมดที่มีการผูกข้อมูลบัตรแบบ Token ไว้ ผู้ใช้งานสามารถกดเปิด-ปิด หรือระงับการจ่ายเงินค่าบริการรายเดือนต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองอย่างง่ายดาย ผ่านแอปพลิเคชันของธนาคาร ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาความยุ่งยากในการยกเลิกบริการที่มักต้องเสียเวลาติดต่อกับร้านค้าโดยตรง

อังศุมาลิน กล่าวเสริมว่า เทคโนโลยี Visa Network Token พัฒนาตั้งแต่ปี 2014 และปัจจุบัน Visa มี Token ทั่วโลกกว่า 16,000 ล้าน Token และปัจจุบัน Tokenisation ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของการชำระเงินออนไลน์ที่ปลอดภัยและไร้รอยต่อยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มรายได้อีคอมเมิร์ซทั่วโลกกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และลดความสูญเสียจากการทุจริตได้กว่า 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้สำหรับโรดแมปด้านความปลอดภัย มุ่งผลักดันให้ระบบนิเวศการชำระเงินทั้งหมดมีความปลอดภัยสูงสุด ภายใน 3-5 ปี โดยมีเป้าหมายเชิงนโยบายที่จะกำหนดให้ร้านค้าและผู้ให้บริการระบบรับชำระเงินต่างๆ เปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลบัตรลูกค้าจากการเก็บเลข 16 หลัก มาเป็นการจัดเก็บแบบ Token เท่านั้น

อย่างไรก็ตามยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน เพราะการดำเนินการให้สำเร็จ 100% นั้นเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากความพร้อมของระบบธนาคารและร้านค้าที่แตกต่างกัน แต่เป้าหมายสูงสุดของ Visa คือการนำทางให้ทุกธุรกรรมที่ต้องมีการบันทึกข้อมูลบัตรในไทย เปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยี Network Token ทั้งหมดในอนาคต

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อธิบายนวัตกรรม Tokenization "Visa"ผนึก"Omise" ยกระดับความปลอดภัย ปกป้องการจัดเก็บข้อมูลบัตรเครดิต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...