โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มองกระแสเลือกตั้ง 2569 บนโลกโซเชียลมีเดีย พรรคไหนมาแรงสุด?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 ม.ค. เวลา 06.15 น. • เผยแพร่ 19 ม.ค. เวลา 04.45 น.

นับถอยหลังการเลือกตั้ง 2569 เหลือเวลาอีกเพียง 21 วันเท่านั้น ในการหาเสียง เรียกคะแนนของพรรคการเมืองต่าง ๆ ก่อนที่ประชาชนจะเข้าคูหา เลือกคน-พรรคที่อยากให้เข้าไปทำงานบริหารประเทศ

การเลือกตั้งในครั้งนี้ พื้นที่สื่อสารที่น่าสนใจ จะเป็นพื้นที่ไหนไปไม่ได้นอกจาก “โซเชียลมีเดีย” ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่สื่อสารนโยบายพรรค และเป็นพื้นที่ในการสะท้อนความเห็น-ความนิยมของประชาชน

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนดูข้อมูลเกี่ยวกับการพูดถึงประเด็นทางการเมือง จากการรวบรวมของ บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568-11 มกราคม 2569 ผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ปรากฏว่ามีการพูดถึงการเมืองบนโซเชียลมีเดียสูงถึง 158,459,229 เอ็นเกจเมนต์ จาก 519,165 ข้อความ

Facebook ยังยืน 1

Facebook ยังคงเป็นแพลตฟอร์มหลักที่ครองพื้นที่ในการถ่ายทอดข่าวสารและนโยบายทางการเมืองมากถึง 65.07% ด้วยจำนวนข้อความสูงสุดถึง 336,414 ข้อความ และสร้างเอ็นเกจเมนต์ได้ราว 71 ล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นว่า Facebook ยังเป็นพื้นที่หลักของ “สื่อ” และ “พรรคการเมือง” ในการนำเสนอข่าวสารต่าง ๆ

ตามด้วยแพลตฟอร์ม TikTok ที่พุ่งขึ้นมาในอันดับสองมากถึง 10.57% ด้วยจำนวนข้อความ 54,666 ข้อความ และสร้างเอ็นเกจเมนต์ได้กว่า 62 ล้านครั้ง ใกล้เคียงกับ Facebook ทั้งที่มีจำนวนโพสต์น้อยกว่าถึง 6 เท่า อาจจะกล่าวได้ว่า TikTok กำลังจะกลายมาเป็นอีกพื้นที่สำคัญที่ช่วยสร้างกระแสการเมืองได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดีดูได้จากตัวเลขเอ็นเกจเมนต์ที่พุ่งขึ้นสูง

ในขณะที่จำนวนข้อความบน Youtube ตามมาเป็นอันดับ 3 อยู่ที่ราว ๆ 53,809 ข้อความ (10.41%) และสร้างเอ็นเกจเมนต์ถึง 4 ล้านครั้ง

ปชน. กวาดเอ็นเกจเมนต์ มากกว่า 70 ล้านครั้ง

พรรคประชาชนได้ยอดเอ็นเกจเมนต์มากกว่า 70 ล้านครั้ง สิ่งที่ทำให้พรรคประชาชนโดดเด่นคือการตั้งคำถามกับโครงสร้างเดิม โดยเฉพาะประโยคของ สส.ไอซ์-รักชนก ศรีนอก ที่กล่าวว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ที่ได้กลายเป็นไวรัลทั่ว TikTok คลิปเหล่านี้ได้สร้างทั้งกระแสจากผู้ที่ต้องการเปลี่ยนระบบและการวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ที่รู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นการด้อยค่าทหาร

การลงพื้นที่หาเสียงของพรรคประชาชนเต็มไปด้วยความท้าทาย เช่น กรณีของ “เท้ง ณัฐพงษ์” หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ถูกแม่ค้าในจังหวัดขอนแก่นไล่เพราะไม่พอใจปมแก้ ม.112 มียอดเอ็นเกจเมนต์กว่า 2.3 แสนครั้ง หรือเหตุการณ์ที่ ส.ส.ไอซ์ ต้องเผชิญกับประชาชนในตลาดต้นสักที่ใช้ต้นไม้กระทุ้งใส่ และต่อว่าเรื่องน้ำท่วมภาคใต้ เธอโพสต์ตอบโต้ว่า “เห็นต่างได้ แต่อย่าทำร้ายกัน” ที่ได้รับเอ็นเกจเมนต์เกือบ 5 หมื่นครั้ง

แม้จะต้องเผชิญความขัดแย้ง แต่พรรคประชาชนก็พยายามชี้แจงว่านโยบายของพรรคว่าไม่ได้ต้องการด้อยค่าทหาร แต่เป็นการส่งเสริมสวัสดิการและใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความเสี่ยง

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังเดินหน้าสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการเปิดตัวทีมงานมืออาชีพ โดยเฉพาะการนำเสนอ รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งได้รับความสนใจจากทั้งกลุ่มวัยรุ่นและชนชั้นกลางที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยได้ยอดเอ็นเกจเมนต์ไปมากกว่า 1.1 แสนครั้ง

อีกหนึ่งบุคคลที่ได้รับกระแสไม่แพ้กันอย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ยังคงเดินหน้าปราศรัยว่า “ขอโอกาสเพียง 4 ปี ถ้าเราทำไม่ดี ครั้งหน้าท่านก็ไม่ต้องเลือก” โดยกวาดยอดเอ็นเกจเมนต์ไปมากกว่า 1.1 แสนครั้ง

พรรคเพื่อไทย รักษาฐาน สกัดคู่แข่ง

พรรคเพื่อไทยรั้งอันดับ 2 ด้วยยอดเอ็นเกจเมนต์มากกว่า 21 ล้านครั้ง แม้ตัวเลขจะห่างจากอันดับ 1 พอสมควร แต่สะท้อนว่าฐานเสียงเดิมและกลุ่มแฟนคลับพรรคเพื่อไทยยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด ภายใต้แคมเปญอย่าง “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” ซึ่งภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยยังคงเน้นการเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ

ดร.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ ช่วยสร้างความสดใหม่ของพรรคเพื่อไทย โดยเน้นนโยบายความมั่นคงยุคใหม่และไม่ตัดงบฯกลาโหม ขณะที่ จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด ปราศรัยปลุกเร้าให้ “เลือกเพื่อไทย เพื่อสกัดอนุทินไม่ให้เป็นนายกฯ” สะท้อนให้เห็นการตอบโต้ทางการเมืองที่เข้มข้นในโลกออนไลน์ โดยโพสต์นี้ได้รับยอดเอ็นเกจเมนต์ไปมากกว่า 3.8 หมื่นครั้ง

นอกจากนี้อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างกระแสคือการโต้ตอบระหว่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน กับ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ที่เป็นลุง-หลานต่างพรรคกัน โดยประเด็นได้เริ่มต้นจากธนาธรที่กล่าวในระหว่างหาเสียงว่า “รัฐมนตรีเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ณ ตอนนี้ยังเป็นอยู่เลย มีคนนามสกุลเดียวกับผมนี่” ชวนให้คิดถึงการผูกขาดอำนาจทางการเมือง

ก่อนที่สุริยะจะตอบโต้บนเวทีปราศรัยใหญ่ที่ลานคนเมือง ด้วยประโยคที่ว่า “ถึงแก่ แต่แก่ประสบการณ์” และเน้นย้ำว่า “นอกจากทำเพื่อชาติบ้านเมือง ก็ทำการเมืองให้หลานมันดู” ซึ่งการตอบโต้ไปมาในครั้งนี้ก็สร้างกระแสบนโซเชียลได้สูสีไม่แพ้กัน

พรรคภูมิใจไทยกับพลังของผู้นำ

พรรคภูมิใจไทยมาในอันดับ 3 ด้วยยอดเอ็นเกจเมนต์กว่า 15.2 ล้านครั้ง สิ่งที่น่าสนใจคือชื่อของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่ยอดเอ็นเกจเมนต์ส่วนตัวสูงถึง 4.7 ล้านครั้ง แยกต่างหากออกจากพรรค

ในด้านนโยบาย พรรคภูมิใจไทยประสบความสำเร็จในการหยิบประเด็นที่ส่งผลกระทบเรื่องปากท้องประชาชนมานำเสนออย่างโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่กลายเป็นไวรัลสำคัญ จะเห็นได้จากโพสต์จาก AmarinTV กรณีแม่บ้านตลาดวังหลังฝากถึงนายกฯ ให้เร่งผลักดันโครงการเพราะช่วยให้เงินสะพัด ซึ่งทำยอดเอ็นเกจเมนต์พุ่งสูงถึงหนึ่งแสนครั้ง สะท้อนว่าพรรคภูมิใจไทยตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด

นอกจากนี้ พรรคยังเสริมความน่าเชื่อถือด้านเศรษฐกิจผ่าน ศุภจี สุธรรมพันธุ์ แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี ที่ชูยุทธศาสตร์ยกระดับคุณภาพข้าวไทย โดยกล่าวว่า “ไทยไม่ต้องแข่งเรื่องปริมาณข้าว แต่เน้นคุณภาพ” ซึ่งเรียก เอ็นเกจเมนต์ได้สูงกว่า 171,209 ครั้ง ช่วยขยายฐานความสนใจไปยังกลุ่มนักธุรกิจและคนรุ่นใหม่

นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังแสดงความโดดเด่นในการรับมือกับประเด็นร้อนทางการเมืองและการตอบโต้ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะการชี้แจงประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างทันท่วงที ซึ่งกวาดยอดเอ็นเกจเมนต์ไปกว่า 1.7 แสนครั้ง

พรรคประชาธิปัตย์กับการกลับมาอีกครั้ง

พรรคประชาธิปัตย์รั้งอันดับ 4 ด้วยยอดเอ็นเกจเมนต์โดยรวมกว่า 7 ล้าน แม้กระแสจะไม่ได้รุนแรงเหมือน 3 พรรคด้านบน แต่การใช้ผู้นำอย่างนายชวน หลีกภัย ออกมาสื่อสารในช่วงปีใหม่ก็นับว่าสร้างทิศทางที่ดีให้แก่พรรคการเมืองโดยโพสต์ของชวน หลีกภัย ได้รับเอ็นเกจเมนต์ไปมากกว่ากว่า 1.7 แสนครั้ง ที่กล่าวได้ว่ายังคงเรียกยอดไลก์และคอมเมนต์จากฐานเสียงอนุรักษนิยมได้เสมอ

นอกจากนี้ การกลับมาของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในฐานะหัวหน้าพรรคถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การพึ่งชื่อเสียงเดิม แต่เป็นการชูจุดยืนชัดเจนด้วยนโยบาย “ไทยหายจน” พร้อมกับ “การสร้างบ้านเมืองที่สุจริต” เพื่อดึงฐานเสียงให้กลับมาเชื่อมั่นอีกครั้ง จากการเปิดปราศรัยครั้งแรกที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา อีกทั้งการได้มาซึ่งเลขที่พรรค 27 ยังทำให้ชาวโซเชียลพูดถึงความ “สมพงศ์” และเป็นลางดีในครั้งนี้อีกด้วย

พรรคเศรษฐกิจ ม้ามืดน่าจับตา

พรรคเศรษฐกิจครองอันดับ 5 ด้วย 5.8 ล้าน เอ็นเกจเมนต์ เบียดขึ้นมาติด Top 5 แซงหน้าพรรคไทยสร้างไทย (5,223,292 เอ็นเกจเมนต์) และพรรคกล้าธรรม (4,635,652 เอ็นเกจเมนต์)

พรรคเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับโพสต์ “ความจริงต้องรู้ MOU44” ที่เป็นโพสต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดโดยกวาดยอดเข้าชม (Views) ไปมากกว่า 5 ล้าน นอกจากนี้ พรรคเศรษฐกิจยังเน้นย้ำเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก และย้ำในเรื่องปากท้องที่สะท้อนว่านี่สิ่งที่ชาวเน็ตให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องอุดมการณ์ ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพ คอนเทนต์ที่นำเสนอทางรอดทางเศรษฐกิจจึงถูกค้นหาและแชร์ต่ออย่างกว้างขวาง

การปลุกพลังประชาชนเพื่อลงทะเบียนให้ทัน ใช้สิทธิให้ครบ

การเลือกตั้ง 2569 เข้าสู่ช่วงสำคัญของการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าและประชามติ ในวันที่ 3-5 มกราคม 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน เตือนประชาชนกว่า 1 ล้านคนที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าแล้วแต่ยังไม่ได้ลงทะเบียนประชามตินอกเขตโดยเน้นย้ำถึง “#ลงทะเบียน2เรื่อง เพื่อ #เข้าคูหา2รอบ”

โพสต์จาก TikTok เช่น “ไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันเถอะอ้วรรรร #foryoupage #เลือกตั้ง69” (เอ็นเกจเมนต์กว่า 3.8 แสนครั้ง) และ “ด่วน ! ก่อนหมดเขต ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า” (เอ็นเกจเมนต์กว่า 9.6 หมื่นครั้ง) แสดงให้เห็นถึงการกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ออกมามีส่วนร่วมอย่างสนุกสนานและเข้าถึงง่าย

อีกทั้ง TikTok ได้กลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มสำคัญที่มีการพูดถึงเลือกตั้งและชวนให้ไปใช้สิทธิอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าคอนเทนต์รูปแบบ Short Video ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลต่อชาวโซเชียลมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z ที่นับเป็นกำลังสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้

บทสรุปเมื่อ “กระแสบนโลกออนไลน์” ปะทะ “บัตรเลือกตั้ง”

จากข้อมูลทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า “พรรคประชาชน” คือผู้ได้รับความนิยมในด้านการรับรู้ด้วยยอดเอ็นเกจเมนต์ที่พุ่งสูงกว่า 70 ล้านครั้ง ทว่าในโลกการเมือง ยอดตัวเลขเหล่านี้เปรียบเสมือนเหรียญสองด้านที่รวมทั้ง “เสียงตำหนิ” และ “เสียงชม” เข้าไว้ด้วยกัน ความท้าทายของพรรคประชาชนจึงไม่ใช่แค่การสร้างไวรัลบนโซเชียล แต่คือการเปลี่ยนผ่านจาก “ยอดเอ็นเกจเมนต์” ให้กลายเป็น “คะแนนเสียง” ในหีบเลือกตั้ง

ในขณะเดียวกัน พรรคอันดับรองลงมาอย่าง “เพื่อไทย” และ “ภูมิใจไทย” ที่แม้จะมีตัวเลขบนหน้าจอไม่สูงเท่า แต่กลับได้เปรียบในเรื่องฐานเสียงเดิมและหัวคะแนนในพื้นที่ ซึ่งยังคงเป็นกลไกสำคัญในการชี้ขาดผลแพ้ชนะเลือกตั้ง

สุดท้ายแล้ว การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ จะสะท้อนให้เห็นว่า การเมืองไทยยุค 2026 ไม่ใช่เพียงแค่การชิงพื้นที่บนหน้าสื่อหรือเวทีปราศรัยแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือการบริหารจัดการ “Digital Footprint” ที่ทุกการกระทำสามารถกลายเป็นกระแสที่สร้างโอกาสหรือทำลายล้างคะแนนนิยมได้ในพริบตา บทสรุปของการเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ได้วัดกันที่ใครถูกพูดถึงบนโซเชียลมากที่สุด แต่วัดกันที่ใครจะสามารถดึง “ผู้คนบนโซเชียล” ให้ยอมเดินเข้าคูหาไป “กาบัตรเลือกตั้ง” ให้กับพรรคของตนได้มากที่สุด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มองกระแสเลือกตั้ง 2569 บนโลกโซเชียลมีเดีย พรรคไหนมาแรงสุด?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...