โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธุรกรรมทองคำออนไลน์ ทำเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ ผุดคำถามมีเอี่ยวสแกมเมอร์ – ทุนเทาหรือไม่ ? จับตามาตรการคุมซื้อ-ขายทองของแบงก์ชาติ ชะลอบาทแข็งค่าได้แค่ไหน ?

BTimes

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

ในช่วงที่ผ่านมาเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในโซนแข็งค่ามาอย่างต่อเนื่อง จนมีการตั้งข้อสังเกตกันว่าแข็งค่ามากจนผิดปกติ สวนทางกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ ทั้งราคาทองคำที่พุ่งสูง การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐรวมทั้งผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐ ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย

จับตาธุรกรรมทองออนไลน์มีส่วนทำบาทแข็ง

ธุรกรรมที่มีการตั้งข้อสังเกตเป็นพิเศษ คือการซื้อขายทองคำ เพราะส่วนหนึ่งที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นจากแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของราคาทองคำ ที่ราคาปรับพุ่งขึ้นแรงช่วงที่ผ่านมา เมื่อราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น ผู้ค้าทองคำในไทยก็มักเร่งขายทอง และนำรายได้ที่เป็นดอลลาร์สหรัฐมาแปลงเป็นเงินบาท ส่งผลให้เงินดอลลาร์ไหลเข้าสู่ประเทศจำนวนมาก

อีกสาเหตุก็มาจากการที่คนไทยมีพฤติกรรมขายทอง เมื่อราคาทองโลกพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ หรือแอปพลิเคชัน ก็มีการขายทองผ่านแอปฯ ร้านทองจะต้องนำทองไปขายในตลาดโลกเพื่อรับเงินดอลลาร์ แล้วนำดอลลาร์มาขายเพื่อซื้อเงินบาทคืนลูกค้า ซึ่งปริมาณการขายดอลลาร์จากธุรกรรมทองคำมีสัดส่วนสูงถึง 45-62% ของแรงขายดอลลาร์ทั้งประเทศ ในบางช่วงเวลา โดยมูลค่าการซื้อขายทองคำเฉลี่ยต่อวันในปัจจุบันสูงถึง 65,000 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (ตลท.) อยู่ที่ประมาณ 42,000 ล้านบาทต่อวันเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงที่ราคาทองคำมีความผันผวนสูง ปริมาณการซื้อขายทองในวันเดียวเคยพุ่งสูงถึง 255,000 ล้านบาท

ที่ผ่านมาสถานการณ์เงินบาทตั้งแต่ต้นปี 2568 แข็งค่าขึ้นประมาณ 9.4% ถือว่าอยู่ในระดับต้น ๆ ของภูมิภาค เป็นรองเพียงมาเลเซีย ซึ่งอยู่ที่ 9.5% เท่านั้น แต่สิ่งที่น่ากังวลคือความรวดเร็วของการแข็งค่า และเมื่อช่วงเดือนธนวาคม ปี 2568 ที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียว เงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 4.2% ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่เร็วเกินไป และไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

ธปท. จ่อกำหนดเพดานซื้อขายทองคำออนไลน์สกัดบาทแข็ง

ธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท. ) ได้หามาตรการเข้ามาเพื่อแก้สถานการณ์ โดยล่าสุดได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน จากการซื้อขายทองคำ ตั้งแต่ 13-20 ม.ค. 69 โดยจะกำหนดวงเงินซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นเงินบาทได้ จะต้องไม่เกิน 20-100 ล้านบาทต่อรายต่อวันต่อแพลตฟอร์ม ยกเว้นกรณีออมทอง

อีกทั้งจะมีการพิจารณาช่องทางขายทองก่อนวันบังคับใช้ ไม่จำกัดวงเงินต่อวัน ส่วนซื้อขายด้วยเงินบาทหรือเงินดอลลาร์ผ่านออนไลน์ จะมีการกำหนดด้วยว่า หากต้องรับมอบทองตั้งแต่ 1-5 กิโลกรัม ต้องหลังจากสั่งซื้อ 2 วันขึ้นไป และต้องรับมอบทองด้วยตัวเองเท่านั้น เนื่องจาก ธปท.เห็นว่าบางช่วงเวลาธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่มีปริมาณสูงอาจส่งผลต่อกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ

ตั้งข้อสงสัย บาทแข็งมีเอี่ยวทุนเทา?

นักวิเคราะห์ต่างออกมาตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามว่า สาเหตุที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า นั้น มาจากกระบวนการทุนเทาหรือไม่? เพราะโดยปกติการแข็งค่าของเงินจะเกิดขึ้นมาเมื่อเศรษฐกิจนั้นๆ กำลังเติบโต นักลงทุนเข้าสู่ตลาด ความต้องการเพิ่ม แต่ตรงกันข้าม เศรษฐกิจไทยกำลังเปราะบาง จีดีพีอยู่ในระดับอ่อนแอ หนี้ภาคครัวเรือนและหนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับสูง ดังนั้นการที่เงินบาทกลับปรับขึ้นแข็งโป๊ก จึงเป็นภาวะที่ไม่ปกติ

โดยนักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า "ตัวเลขที่แสดงความคลาดเคลื่อนเชิงสถิติ" หรือ Net Errors and Omissions (NEO) ของไทยมีเงินไหลเข้าที่อธิบายไม่ได้นี้พุ่งขึ้นอย่างผิดปกติ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ด้วยมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ไตรมาส หรือประมาณ 9.7 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ตั้งคำถามถึงที่มาของตัวเลข NEO ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณว่ามีเงินเข้า–ออกจำนวนมากที่เรายังไม่แน่ใจว่าคืออะไร

ด้านคุณเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของค่าเงินบาทและสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ได้คำอธิบายที่ชัดเจน โดยพบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจในงบดุลของธนาคารแห่งประเทศไทย ปี 2567 ของ Net Error and Omission ซึ่งเป็นรายการความคลาดเคลื่อนของบัญชีที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้ โดยตัวเลขดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ จึงตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งเกินจริง

อีกทั้งยังพบความผิดปกติในสถิติการส่งออกทองคำของไทยไปกัมพูชา หลังจากเหตุการณ์ปิดด่านชายแดนช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนจำนวนมาก โดยเมื่อให้สมาคมธนาคารตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง พบว่าการส่งออกทองคำแท่งไปยังกัมพูชาเพิ่มขึ้นผิดปกติ จากปี 2563 มูลค่าเพียง 12,000 ล้านบาท พุ่งขึ้นเป็นกว่า 105,000 ล้านบาทในปี 2567 และในปี 2568 เพียง 7 เดือนแรก ก็แตะ 71,000 ล้านบาทแล้ว จนกัมพูชากลายเป็นประเทศปลายทางอันดับ 2 ของการส่งออกทองคำไทย รองจากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งสร้างความแปลกใจให้กับภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ยังมีหนังสือพิมพ์แนวสืบสวน ได้เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับรายละเอียดโยงใยเงินรายรับของศูนย์สแกมเมอร์กัมพูชา เข้ากับการไหลเข้าของเงินทุนและการฟอกเงินในประเทศไทย และยัง อ้างด้วยว่า มีการใช้เงินทุนมหาศาลที่ไหลเข้ามาเหล่านี้ ในการกว้านซื้อหุ้นจนอยู่ในระดับสามารถควบคุมกิจการได้ ในบริษัทรายใหญ่ของไทย และในบริษัทการเงินรายใหญ่ของไทย อีกทั้งยังมีธนาคารไทยรายใหญ่ หลายแห่งถูกใช้เป็นช่องทางสำหรับการไหลเวียนของเงินทุนผิดกฎหมายด้วย

แม้จะยังไม่มีการยืนยัน แต่ก็มีการตั้งข้อสงสัยและข้อสังเกตมากขึ้น ว่าเพราะสาเหตุนี้หรือไม่ที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นแบบผิดปกติ

คลังมอบอำนาจแบงก์ชาติคุมเข้มธุรกรรมทองคำ สกัดบาทแข็ง

ล่าสุด ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ลงนามแก้ไขประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อให้อำนาจผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ให้สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ในการสั่งการให้ร้านทองรายงานธุรกรรมการซื้อขายต่อธปท.ได้ เพื่อกำกับดูแลธุรกรรมการเทรดทองคำผ่านแอปพลิเคชัน ที่มีผลกระทบต่อค่าเงินบาทโดยตรง

โดยดร.เอกนิติ มองว่าสภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญปัญหาเงินบาทแข็งค่าเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการส่งออกและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยกระทรวงการคลังร่วมกับธปท.ได้มีการดำเนินการเชิงรุกผ่านการปรับปรุงข้อกฎหมายเพื่อควบคุมต้นตอของความผันผวน โดยเฉพาะธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ เนื่องจากเงินบาทแข็งค่าเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก และจากหลายปัจจัยทั้งการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด การดำเนินนโยบายสหรัฐ รวมถึงปัจจัยพิเศษอย่างธุรกรรมทองคำ ซึ่งกังวลว่า จะซ้ำเติมสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่โตต่ำเพียง 1.5% - 2% ในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นที่ 2.7%

ทำไมบาทแข็งแล้วไม่ดี ?

เงินบาทที่แข็งค่ามาก ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตการส่งออก เพราะจะทำให้สินค้าส่งออกของไทย มีราคาแพงขึ้นในตลาดต่างประเทศ หรือประเทศคู่ค้าผู้นำเข้า

ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวก็ได้รับเอฟฟเฟ็กต์ไปด้วย ทำให้ประเทศไทยสูญเสียความได้เปรียบด้านต้นทุนในฐานะแหล่งท่องเที่ยวราคาประหยัด จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติก็อาจจะลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่กำลังเปลี่ยนแผนใหม่ หนีไทยไปหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ถูกกว่า เช่น เวียดนาม และมาเลเซีย เป็นต้น

หลังจากนี้ อาจจะต้องรอดูผลมาตรการของ ธปท. ที่หากเริ่มสตาร์ทหลักเกณฑ์ใหม่ในการควบคุมธุรกรรมทองคำจริงจังแล้ว จะสามารถควบคุมความผันผวน และจะช่วยชะลอเงินบาทให้แข็งค่าลดลงได้มากน้อยแค่ไหน?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...