ความหมายการรักตัวเองที่เปลี่ยนไปตลอดกาล หลังพบ ‘มะเร็ง’ ของ ‘ตูน ALIE BLACKCOBRA’
5 นาทีเท่านั้นที่‘ตูน’ หรือ ‘เอลี่’ หรือ ‘พี่ลี่’ หรือ ‘ALIE BLACKCOBRA’ บอกว่ารู้สึก ‘กลัว’ ตอนคุณหมอเผยกับเธอว่า “คุณเป็นมะเร็ง” เพราะหลังจากผ่าน 5 นาทีแห่งความสับสน เธอก็ตั้งสติ แล้วคิดแค่ว่า “เป็นก็เป็น ตายก็ตาย แต่ว่าก่อนตาย ขอทำในสิ่งที่อยากทำให้ได้ก่อนนับต่อจากนี้…” ซึ่งสำหรับอินฟลูเอนเซอร์สายแฟฯ และสายฝอประจำแก๊งหิ้วหวี และศิลปินสาวสาย R&B Pop เจ้าของเพลงฮิตติดหู แอ่นระแนง (ARCH), ดิ่งดาวน์ (DOWN), มีฟีล (ME FEEL) และ ดูมีไร (DO ME RIGHT) คนนี้ ฝันของเธอเพียงอย่างเดียวที่มี คือการได้มีอัลบั้มของตัวเอง ได้เล่นคอนเสิร์ตในหลายพื้นที่ เพื่อให้คนรู้จักเธอในฐานะศิลปินตัวเล็กๆ ที่มีความสามารถ พร้อมเปล่งประกายบนเวที
มะเร็งในวัย 31 ปี เซ็ตระบบความคิดใหม่ให้ตูนอยากเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้นเพื่อตัวเองและน่ารักขึ้นเพื่อคนรอบข้างที่รักเธออย่างใจจริง เพราะเมื่อตัดเนื้อร้ายออกไปปุ๊บ ชีวิตเธอก็เหมือนกดปุ่มรีสตาร์ทอีกครั้ง แล้วส่งเสียงถามเธอทันทีว่า “ต่อจากนี้อยากใช้ชีวิตแบบไหน? เลือกได้เลย” และสิ่งที่เธอเลือกคือการเปลี่ยนความหมายของการรักตัวเองเสียใหม่
รักตัวเองแบบที่ไม่ยึดติดกับความหมายของคำว่าประสบความสำเร็จตามสูตรของสังคม ที่ต้องมีบ้าน มีรถ แต่ถามความต้องการจริงๆ ว่าความสุขที่อยากมีหน้าตาเป็นแบบไหน ซึ่งสำหรับเธอคือการได้ร้องเพลง เขียนเพลง ทำเพลง และเป็นศิลปิน
รักตัวเองแบบที่หันมาดูแลสุขภาพกายให้แข็งแรง ทั้งการเข้าครัวทำอาหารที่ดีกินเอง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เที่ยวน้อยลง รวมถึงดูแลสุขภาพจิตใจด้วยการนั่งสมาธิ เขียนไดอารี่ จัดห้อง เดินออกจากความสัมพันธ์ท็อกซิก และให้ความสำคัญกับคนที่รักและแคร์เธอให้มากขึ้น
รักตัวเองแบบที่ไม่กดดันตัวเองมากไป ว่าต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้คนอื่นมา ‘ชอบ’ เพราะการหวังจะเป็นที่รักของทุกคน มันไม่มีทางเป็นไปได้ ใช้ชีวิตแบบที่ไม่เดือดร้อนใคร ทำผิดก็พร้อมปรับปรุง แค่นั้นก็ดีมากแล้ว
รักตัวเองแบบที่คอยหาความสุขเล็กๆ ในแต่ละวันให้เจอ ชื่นชม และตบไหล่ตัวเองบ่อยๆ เมื่อทำได้ดี หรือผ่านพ้นอุปสรรคทั้งเล็กหรือใหญ่ไปได้ว่า “เก่งมาก”
และรักตัวเองแบบที่ไม่คิดถึงเรื่องอนาคตไกลเกินไป แล้วหันมาทำ ‘ปัจจุบัน’ ให้ดีที่สุด เพราะถ้าปัจจุบันมันดี อนาคตมันก็จะดีไปด้วย เธอเชื่อแบบนั้น
DEMO_มะเร็งวัย 31
ประสบการณ์การเป็นมะเร็งครั้งนี้ ตูนเรียกมันว่า ‘บททดสอบ’ ที่ถูกส่งมาเพื่อเป็นตัวอย่างว่า เธอจะสามารถผ่านเรื่องยากๆ ครั้งนี้ไปได้หรือไม่ ถ้าเปรียบเปรยเป็นงานเพลงที่รัก คงเป็นเดโม่เพลง ซึ่งทำให้ได้เรียนรู้ว่า ต่อจากนี้จะทำเพลง aka ‘ชีวิต’ ให้ดีขึ้นอย่างไรเพื่อตัวของเธอเอง
“ก็ช็อกเหมือนกันว่า อายุ 31 นี่เป็นมะเร็งจริงหรือเปล่า ตอนแรกเขาบอกเป็นเนื้องอก อีกหนึ่งอาทิตย์ให้มาผ่าตัดดู แล้วอีกหนึ่งอาทิตย์มาฟังผลว่าเป็นเนื้ออะไร เนื้อดีหรือเนื้อร้าย สิ่งที่คิดเข้ามาในหัวคือเป็นก็เป็น ตายก็ตาย แต่ว่าก่อนตาย ขอทำในสิ่งที่อยากทำให้ได้ก่อนนับต่อจากนี้ โอเค สรุปเป็นมะเร็ง แล้วมันต้องยังไงต่อ ฉายแสงไหม ใช้ยาปฏิชีวนะอะไรไหม ร่างกายเราจะโทรมไหม ผมเราจะหายไปไหม มันมีเรื่องให้คิดมากมาย แต่สุดท้ายตูนก็กลัวแค่ 5 นาทีเท่านั้น และตั้งสติทำตาม process ของหมอ ไปศูนย์มะเร็ง สแกนร่างกายว่ามันจะลุกลามไปตรงไหนไหม แต่ก็ไม่ลุกลาม”
มะเร็งที่ตูนเป็นเกิดขึ้นบริเวณถุงอัณฑะ ที่เธอไปหาหมอเพราะถุงอัณฑะเกิดบวมขึ้นมาแล้วไม่หายสักที ซึ่งพอไปตรวจก็พบว่าเธอยังคงเป็นมะเร็งขั้นที่ 1 และมะเร็งยังไม่ลุกลามไปไกล ตัดก้อนเนื้อออกไปแล้ว หลังจากนี้ก็ให้หมั่นดูแลร่างกายตัวเองให้ดี กินให้อิ่ม นอนให้หลับ และเข้ามาตรวจร่างกายทุก 3 เดือน
“การที่เราต้องผ่านเรื่องยากๆ สักหนึ่งอย่าง ตูนมองมันเป็นบททดสอบ ที่ถ้าเราผ่านไปได้ เราจะรู้สึกเหมือนได้อัปเกรดชีวิต ซึ่งตูนก็จะให้รางวัลตัวเอง ชื่นชมตัวเอง และตบไหล่ตัวเองว่าเราเก่งมากนะ มะเร็งมันเซ็ตระบบใหม่ทั้งหมดของตูน ตูนรักตัวเองมากขึ้น โดยที่ไม่ยึดติดกับอะไรหลายๆ อย่าง เมื่อก่อนเคยตั้งคำถามกับตัวเองตลอดว่า เราประสบความสำเร็จหรือยัง มีบ้านมีรถหรือยัง แต่จริงๆ เราไม่ต้องคาดหวังอะไรมากก็ได้ ถ้าเราหาความสุขของตัวเองเจอ ของตูนมันคือการทำเพลง เป็นสิ่งที่ทำให้ตูนยังอยากอยู่ตรงนี้”
“พอเป็นมะเร็ง อยู่ใกล้ความตาย ตูนก็เลิกกลัวตาย และจะทำทุกอย่างที่อยากทำ ไม่ให้มีอะไรเสียดาย”
“ตูนเลิกกดดันว่าตัวเองต้องมีผู้ติดตามเป็นหลักล้าน ขอแค่ได้ทำในสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขไปกับมัน เลิกอยากเป็นแบบคนนู้นคนนี้จนเผลอด้อยค่าตัวเอง เลิกการกลัวว่าคนอื่นจะไม่ชอบจนไม่กล้าเป็นตัวเอง ไม่กล้าจะทำอะไรเลย เพราะพอเป็นมะเร็ง ตูนขอปล่อยใจ ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบไปก่อน ถ้าเกิดมันไม่ดี หรือผิดพลาดขึ้นมา ตูนก็พร้อมจะปรับปรุงตัวใหม่ให้ดีขึ้น โดยที่ตูนยังเป็นตูน เพียงแต่มีมุมที่น่ารักขึ้น ไม่ได้เปลี่ยนไปเป็นคนอื่น”
“เพราะตูนรู้สึกว่า เราสามารถผิดกันได้ทุกวัน เช่น ตื่นขึ้นมา เราเอาแชมพูมาล้างหน้าก็ได้ หรือพูดไม่ถูกหูแม่ อาจเป็นความเบลอ ความโก๊ะ ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่สุดท้ายมันจะเป็นบทเรียน ถามว่าวันนี้เราผิดไปแล้ว พรุ่งนี้ผิดอีกได้ไหม ได้แน่นอน มันไม่มีอะไรตายตัวว่าเราจะถูกตลอดไป ฉะนั้นอย่ากดดันตัวเองเกินไปเลยค่ะ”
“สุขภาพจิตของเราสำคัญที่สุด ตูนเคยอยู่ในจุดที่เป็น Hyperventilation Syndrome ในหัวตูนวุ่นวายมากๆ ตูนเลยรู้ว่าการทำให้ใจเราสงบมันดีมากแค่ไหน ช่วงหนึ่งตูนเคยกลัวตายมากๆ ในหัวมันจะคิดว่าจะตายอยู่ตลอด โทร.หาแม่ โทร.หาเพื่อน บอกว่าฉันกำลังจะตาย แต่เป็นมะเร็งปุ๊บ พอผ่านมาได้ มันกลายเป็นว่าเราไม่กลัวอะไรแล้ว…ความตายอาจฟังดูน่ากลัว แต่ตายก็คือตาย จิตเราไม่อยู่แล้ว คนที่เศร้าคือคนรอบข้างมากกว่า ตูนเลยคิดแค่ว่านอกจากเราอยากจะดีขึ้น มีร่างทองของตัวเอง ทั้งสุขภาพกายใจแล้ว ตอนนี้เราทำดีกับคนรอบข้างพอหรือยัง? อาจจะไม่ต้องกดดันว่าต้องดีมาก แค่ไม่เหี้ยใส่ ตูนว่ามันก็ดีมากแล้ว”
“ซึ่งพอตูนไม่กลัวตาย วันที่แผ่นดินไหว ตูนเลยตะโกนให้คนรอบข้างออกจากบ้าน แล้วค่อยเอาตัวเองลงมา ทุกคนหยิบโทรศัพท์กันหมด แต่ตูนไม่หยิบเลย คิดแค่ว่าให้ทุกคนปลอดภัยก่อน ไม่อยากให้คนอื่นเป็นอะไรไป ไม่ได้นึกถึงตัวเองเลย เพราะไม่ได้กลัวตายแล้วไง”
LYRICS_เอลี่มีร่างทองได้
พี่ลี่ของหลายๆ คนเล่าให้ฟังว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธออยู่ท่ามกลางการเห็นผู้คนโชว์การประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย และนั่นทำให้เธอเคยกดดันตัวเองจนไม่มีความสุข ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากที่เธอผ่านพ้นจากคลื่นลูกใหญ่ในชีวิตมาได้อย่างการหายจากมะเร็ง เธอกลับกลายเป็นคนที่มีความสุขมากขึ้น เพราะความสุขของเธอ ณ ตอนนี้ เป็นความสุขที่ไม่ต้องขึ้นอยู่กับใครอีกแล้ว และเธอก็กำลังเขียนและออกแบบชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ เหมือนกับเนื้อเพลงที่เธอต้องร้องมันอย่างเข้าปาก ซึ่งตูนบอกว่าตอนนี้เธออยากเห็น ‘ร่างทอง’ ของตัวเองที่มีความสุขกับตัวเองได้จริงๆ
“ตูนมองว่ามะเร็งเป็นเรื่องไกลตัว เพราะตูนยังอายุน้อย แต่พอเป็นมะเร็ง แล้วได้ถูกเชิญไปออกงานมะเร็งมากขึ้น เราพบว่าคนที่อายุน้อยกว่าตูนเป็นมะเร็งเยอะมาก ฉะนั้นอย่าใช้ชีวิตประมาท ควรตรวจสุขภาพตัวเองบ่อยๆ เพราะเราไม่รู้ว่าข้างในเราเจออะไรบ้าง จะได้รับมือกับมันทันเวลา”
ท่ามกลางกำลังใจที่ดีจากคนรอบข้างและแฟนคลับมากมายหลังจากที่ทุกคนรู้พร้อมๆ กันว่าเธอเป็นมะเร็ง หลังจากตูนตัดสินใจออกมาเล่าเรื่องราวของตัวเอง เพราะ “อยากให้เคสตูนเป็นแนวทาง เป็นตัวอย่างของ LGBTQ+ ที่เป็นมะเร็ง ซึ่งไม่ค่อยมีใครมาพูดกันในหน้าสื่อเท่าไหร่ ยิ่งพอเป็นตรงอวัยวะเพศ หลายคนจะรู้สึกอาย แต่ตูนอยากให้นี่เป็นกรณีศึกษา ก็เลยรู้สึกว่าดีแล้วที่ออกมาพูด” ตูนคนนี้ก็มีไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน แทบจะไม่เที่ยว แทบจะไม่ดื่ม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำอาหารรักสุขภาพกินเอง มีจิตใจที่นิ่งขึ้น มีสมาธิดีขึ้น แต่ก็ยังหาความสุขและความสนุกในชีวิตเจอในทุกๆ วัน ซึ่งเธอบอกว่าทุกอย่างที่ทำไม่มีอะไรที่ฝืนหรือกดดันตัวเองเลย
“คิดว่าตัวเองในวัย 31 แตกต่างไปจากตอนวัยรุ่นยังไง? จริงๆ ตูนรักตัวเองมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ถ้าเราไม่รักตัวเอง เราคงไม่ออกไปหาความสุขให้ตัวเองทุกวันหรอก การที่ตูนออกไปเที่ยว นั่นก็เป็นการรักตัวเองในช่วงวัยหนึ่ง แต่เราลืมไปว่าการรักตัวเองแบบนั้นมันก็อาจกำลังทำร้ายร่างกายตัวเองไปด้วย ปัจจุบัน รักตัวเองในแบบที่โตขึ้น คือการหันมาออกกำลังกาย เที่ยวน้อยลง กินอาหารสุขภาพมากขึ้น ไม่ใช่ว่าตูนเสแสร้ง แต่ตูนต้องการเปลี่ยนจริงๆ เพราะการไปหาหมอครั้งนึงมันราคาสูงเหมือนกันนะ”
“พอดีตูนจะกลับมาทำเพลง ตูนเลยอยากมีหุ่นสวยๆ ซึ่งกลับมาออกกำลังกายวันแรกท้อมาก นั่งร้องไห้เพราะปวดไปทั้งตัว แต่พอทำไปเรื่อยๆ กลายเป็นเราแฮปปี้ คงเป็นช่วงของการปรับตัวแหละค่ะ เหมือนการย้ายภูมิลำเนา เราก็ต้องปรับตัว เราเจอโรคร้าย เราก็ต้องปรับตัว มันไม่มีใครที่จะอยู่ที่เดิมได้ตลอดไป การมีแรงบันดาลใจในชีวิตว่าเราอยากทำอะไร เป็นสิ่งที่ผลักดันตูนในการเป็นมะเร็งครั้งนี้มากๆ สำหรับตูนการมีอัลบั้มคือแรงบันดาลใจที่อยากทำให้ตูนทุ่มทำให้ตัวเองดีขึ้นอย่างสุดตัว!”
“เมื่อก่อนตูนเคยกลัวไม่เป็นที่รัก อยากให้ทุกคนรักฉันทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง มันเป็นไปไม่ได้ สมมติมีคนเดินมา 50 คน เขาอาจจะไม่รู้จักเราเลยก็ได้ ซึ่งไม่เป็นอะไร คำว่าไม่เป็นอะไรมันดีมากๆ เวลาขึ้นคอนเสิร์ตแล้วคนไม่ร้องเพลงตูน ตูนเคยคิดว่า เพราะเราไม่ดังใช่ไหม แต่พอเราเปลี่ยนความคิดว่า เขาไม่รู้จักเราได้ ฉะนั้นเวลาเราขึ้นไปร้อง เราก็ทำให้ดีที่สุด เขาจะได้รู้จักเรา มันก็เบาลง เช่นเดียวกับที่คนจะไม่ชอบเราก็ได้เหมือนกัน มันไม่เป็นอะไรเลยที่คนจะไม่ชอบเรา ช่างมันเถอะ”
ทุกวันนี้กิจกรรมที่ช่วยให้ตูนสุขภาพจิตดีขึ้นคือการนั่งสมาธิและเขียนไดอารี่ เธอแชร์ว่า “ตูนจะตื่นมานั่งสมาธิ และเขียนไดอารี่ เดือนหนึ่งจะเขียนไว้ 10 ข้อว่าอยากทำอะไร ซึ่งทำไม่ได้ก็ไม่เป็นอะไรนะ ไม่ได้กดดันตัวเอง แต่เราก็ต้องใส่เหตุผลว่าทำไมเราถึงทำไม่ได้ด้วย เพื่อทางค่อยๆ แก้กันไป เช่น ตูนเขียนว่าจะไม่เอาสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย เพราะเมื่อก่อนชอบทำสีผมมากกกกกก”
“นอกจากนี้ตูนยังชอบจัดห้อง พอเราได้เปลี่ยนโพสิชันห้องก็เหมือนเราได้เห็นอะไรใหม่ๆ ได้มีกิจกรรมในชีวิตบ้าง มากกว่ารูทีนที่เมื่อก่อนนอนดึกตื่นสายทุกวัน ทำให้ไม่ได้ทำอะไรแตกต่างออกไป ทุกวันนี้ได้ทำอะไรเยอะขึ้น ได้ต่อเลโก้ ต่อจิ๊กซอว์ นั่งวาดรูป เขียนเพลง ทำอาหาร ฯลฯ”
NEW RELEASES_ชมตัวเองโดยไม่ยึดติดกับใคร
ทุกๆ เพลงที่ตูนปล่อยออกมา ดูเหมือนว่าจะมีคนชื่นชอบในสไตล์เพลงของเธอมากขึ้น เธอแชร์ว่ามันเติมเต็มความฝันของคนที่ฟังเพลงมาตั้งแต่เด็กและแล้ววันหนึ่งก็มีคนเรียกตัวเธอว่า ‘ศิลปิน’
“ตูนมองว่า ชื่อของตูนหิ้วหวีมันแมสกว่า ALIE BLACKCOBRA ที่ชียัง underrated ทั้งที่สองคนนี้คือคนคนเดียวกัน แค่สุดโต่งกันคนละด้าน เอลี่สุดโต่งด้านความเก๋ ดัดจริต ส่วนตูนจะโดดเด่นเรื่องความสดใส”
“ก่อนหน้านี้ตูนเคยทำเพลงหนึ่งที่พี่มิกซ์ (BADMIXY) แต่งให้ ชื่อเพลงว่า ‘ช็อตฟีล’ เป็นเพลงร็อกที่เราชอบมาก แต่กระแสตอบรับไม่ดี เราก็เลยหยุดพักไปก่อน พอเวลาผ่านไปเราที่รู้ว่าตัวเองชอบสไตล์ R&B Pop ก็อยากฮึดสู้ขึ้นมา เพราะที่ปรึกษาคนหนึ่งเขาบอกว่า ทำไมไม่ลองทำแนวนี้ที่มันดูเหมาะกับพี่ ตอนแรกเราก็กังวลนะ ว่าเราจะสามารถเป็นผู้หญิงสาย R&B ได้ไหม เพราะแต่ละคนเขามีเสน่ห์มากๆ แต่เราก็ลองทำดู สรุป ‘แอ่นระแนง’ เป็นที่ตอบรับดี เราดีใจสุดๆ และกลายเป็นว่าเราอยากสนุกกับมันต่อไป ด้วยความที่วิธีการร้องมันเข้าปากเรา เพราะเราชอบแอ๊บพูดไม่ชัดให้มันสายฝอ (หัวเราะ)”
“ต้องบอกว่า พอตั้งใจว่าจะทำเพลงจริงจังไปเรื่อยๆ มันแตกต่างกับอาชีพอินฟลูฯ ที่คอนเทนต์มาปุ๊บ เราถ่ายและลงได้เร็วกว่ามาก แต่เพลง คอนเทนต์มาปุ๊บ จะต้องคิด วิเคราะห์ เขียนเล่าเรื่องราวใน 1 พารากราฟเป็นเนื้อเรื่องย่อ เพื่อทำงานกับคนแต่งเพลงอีกที จนถึงการทำดนตรี เป็นไทม์มิ่งที่ยาวนาน กว่าจะเสร็จหนึ่งเพลง แต่ไทม์มิ่งของมัน เราดันสนุก ได้ปล่อยไอเดียของเราในหัวออกมาทั้งหมด ถามว่าไม่คาดหวังเวลาปล่อยเพลงไหม คาดหวังค่ะ เวลาทำงานก็อยากให้มีคนฟัง อยากให้คนเห็นความตั้งใจของเรา แต่หนึ่งสิ่งที่ตูนต้องถามตัวเองก่อนตลอดว่า ที่ปล่อยไปน่ะ ชอบหรือเปล่า แค่นั้น ถ้าเราชอบ สบายใจ จบ ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง มันจบค่ะ”
“สิ่งที่ตูนอยากจะเชียร์ให้ทุกคนทำคือ อวยตัวเองเยอะๆ บ้างค่ะ คำชื่นชมจากตัวเอง มันจะเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้เราได้ พูดไปเลยค่ะ ฉันเป็นคนเก๋ ฉันก็ร้องเพลงเพราะ ฉันทำได้นะ ขึ้นคอนเสิร์ตคุมคีย์ได้ เอ้ย เก่งจัง คอนโทรลสีหน้าหน้ากล้องได้ เก่งมาก วันนี้มีสติมากขึ้นแล้ว เดือนนี้ไม่ดื่มทั้งเดือนเลย หรือวันไหนได้นอน 8 ชั่วโมง ก็จงยินดีและมีความสุขกับตัวเอง หาข้อดีของตัวเองให้เยอะที่สุดกันค่ะ”
“พอชีวิตมันไม่แน่ไม่นอน เราไม่ต้องเอาตัวเองไปยึดติดกับใครหรอกค่ะ…หาความสุขในแต่ละวัน หรือเรื่องเล็กๆ ง่ายๆ ให้มันเจอ เช่น การกินอะไรอร่อยๆ หรือการได้ฟังเพลงง่ายๆ การได้เดินเล่นง่ายๆ ได้คุยกับหมาง่ายๆ เมื่อก่อนความสุขของตูนอาจจะเป็นการดื่ม การรวมเพื่อนเยอะๆ หรือการออกไปเที่ยวที่ไกลๆ เพราะเมื่อก่อนเคยอยู่คนเดียวไม่ได้ แต่พอเป็นมะเร็ง ทุกวันนี้อยู่ได้แล้วนะ มันอาจจะเพราะตูนเอาตัวเองเป็นที่ตั้งมากขึ้น หรือบางคนจะชอบโฟกัสความสุขใหญ่ๆ มากกว่าความสุขเล็กๆ ซึ่งมันแล้วแต่ความฝันของคน แต่สำหรับตูน การที่เราต้องประสบความสำเร็จมากๆ มันเป็นเป้าหมาย แต่มันไม่ใช่ความสุขในปัจจุบันอีกแล้ว การจะเดินไปถึงเป้าหมายบางอย่าง เราต้องมีความสุขระหว่างทางด้วย”
ซึ่งความสุขของตูนในวันนี้ อย่างหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ คือการสร้างคอมมูนิตี้ที่ชื่อว่า COBRA HOUSE หรือการรวมตัวทำงานกับเด็กรุ่นใหม่ เจนฯ Z เพราะเธอบอกว่า “การได้ทำงานของน้องๆ ทำให้งานของเราสดใหม่เสมอและทันกระแส น้องๆ แนะนำเราได้ ที่สำคัญยังทำให้เราคิดถึงตัวเราในตอนเด็กๆ เราเหมือนเห็นเอเนอร์จี้ตัวเองในตัวน้องๆ แต่ละคน จะมีน้องนางแบบ น้องที่แต่งตัวเริ่ดๆ น้องขี้เมา หรือน้องขี้เม้าท์ คอมมูฯ ตรงนี้ มันส่งเสริมตัวเรา และส่งเสริมน้องๆ ให้อยากมีพลังไฟในการเชียร์ให้เขาเป็นตัวของตัวเองไปเลย”
UPCOMING RELEASES_อนาคตที่ดี มาจาก ‘ปัจจุบัน’ ที่ดี
หนึ่งในคำถามในลิสต์ที่เราถามเธอคือ “มองภาพตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้าอย่างไร” เธอตอบกลับทันทีว่า 10 ปีมากไปสำหรับเธอ เธอไม่มองไกลขนาดนั้น เพราะ “ตูนมีกฎของตัวเองข้อนึงคือไม่ยึดติดอดีต ไม่คาดหวังอนาคต และอยู่กับปัจจุบัน ถ้าปัจจุบันดี เราจะเดินอนาคตไปได้ดี เพราะปัจจุบันสำคัญที่สุด มีแพลนชีวิตอะมีได้ แต่ตูนจะวางไว้ไม่ไกลเกิน 3 ปี ซึ่งนั่นก็คือการอยากเป็นนักร้อง ไปงานคอนเสิร์ตเยอะๆ เพราะฉันยังมีเอเนอร์จี้ที่พร้อมขึ้นคอนเสิร์ตได้อีกเยอะค่ะ!”
“พอตูนเป็นมะเร็ง ถ้าเกิดวันหนึ่งตูนไม่อยู่ ตูนก็ได้เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ทั้งเรื่องที่ดินที่บ้าน ทรัพย์สิน กระทั่งอยากให้แม่ทำอะไรต่อ บ้านต่างจังหวัดจะเป็นยังไงต่อ การวางแผนล่วงหน้ามันทำให้เราสบายใจไปได้เปราะหนึ่ง แต่ก็อย่าเครียดมากไปเลยค่ะ เพราะการที่ตอนนี้เรายังมีลมหายใจมองคนรอบข้างอยู่ มันก็ดีมากๆ แล้ว”
“สุดท้าย เวลาเราพูดถึงการรักตัวเอง สิ่งหนึ่งที่ตูนอยากบอกคือ จริงๆ เราไม่ต้องคาดหวังว่าต้องรักตัวเองให้ได้มากกว่ารักคนอื่น เพราะรักตัวเองคือรักตัวเอง รักคนอื่นคือรักคนอื่น เรารักคนอื่นได้ ไปพร้อมๆ กับการรักตัวเอง ไม่ใช่เราจะรักแต่ตัวเอง มันจะกลายเป็นเห็นแก่ตัว…ถ้าเรารักตัวเองเป็น เราจะใช้การรักตัวเองนี้ไปรักคนอื่นได้ค่ะ”
และเนื่องใน Pride Month ที่กำลังเดินทางมาถึง ตูนที่ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นผมยาวชอบเกย์ ก็มีอะไรอยากฝากไว้ให้คนทำความเข้าใจกันมากขึ้นสั้นๆ ว่า เรื่องของความหลากหลายมันกว้างไกลและไม่ควรมีใครตัดสินใครโดยเด็ดขาด เธอบอกว่า “จริงๆ แล้วมนุษย์สามารถชอบใครก็ได้ มนุษย์ไม่จำเป็นว่าเป็นผู้หญิงจะชอบแค่ผู้ชาย เป็นผู้ชายจะชอบแค่ผู้หญิง มนุษย์มีความรักได้กับทุกเพศ ยูไม่ต้องตัดสินหรอกว่า คนนั้นต้องชอบคนนี้ คนนี้ต้องชอบคนนั้น ไม่ต้องมีบรรทัดฐานกับใคร เพราะความเท่าเทียม เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่จริงไหม ในเมื่อทุกวันนี้คนยังตัดสินเรื่องเพศกันอยู่เลย การไม่เอาตัวเองไปยุ่งเรื่องคนอื่น หรือตัดสินเพศของคนอื่น จึงเป็นอะไรง่ายๆ ที่เราทำได้เลยต้ังแต่ตอนนี้ เพราะความเท่าเทียมมีอยู่จริงไหมไม่รู้ แต่ความหลากหลายมีอยู่จริง ฉันชอบเกย์ แต่ถ้าอนาคตไม่ชอบแล้ว ฉันก็เปลี่ยนใหม่ได้ค่ะ เพราะมันคือเรื่องส่วนบุคคล”
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ความหมายการรักตัวเองที่เปลี่ยนไปตลอดกาล หลังพบ ‘มะเร็ง’ ของ ‘ตูน ALIE BLACKCOBRA’
- คุยกับ ‘กัปตันวิคกี้ - ชนิสรา สุวรรณเนตร’ นักบินหญิงเเห่ง Thai AirAsia ผู้เชื่อว่า ผู้หญิงไม่ต้องเป็น Superwoman ก็บินได้!
- เป้าหมายที่ ‘แอนนา เสืองามเอี่ยม’ บันทึกไว้บน iPhone ว่าก่อนตายอยากทำอะไร และอยากเป็นผู้หญิงแบบไหน
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com