ความรักที่สปาร์คกันทุกวันของ ‘มิว ศุภศิษฏ์’ และ ‘ตุลย์ ภากร’ คู่รักที่ยังจีบกันต่อ แม้จะขอแต่งงานกันแล้ว
มิว ศุภศิษฏ์ และ ตุลย์ ภากร เรียกกันและกันว่า “ที่รัก” ทั้งคู่เป็นแฟนกันในวัย 30 กว่าๆ และมีมุมมองความรักแตกต่างออกไปจากสมัยวัยรุ่น ทำให้ความรักครั้งนี้ของพวกเขาเป็นความสัมพันธ์แบบ “มากกว่ารัก คือความอุ่นใจ”
มิว ผู้เป็นที่รักของ ตุลย์ บอกว่า แค่สิ่งเล็กน้อยที่ได้รับจากอีกฝ่าย ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ หวือหวา จะเป็นโมเมนต์ไถฟีดโซเชียลฯ แล้วดูคลิปตลกด้วยกัน โมเมนต์ที่อีกฝ่ายชอบจับมือตอนหลับ (วันไหนไม่จับมือจะนอนไม่หลับเลย) หรือจะตอนที่พาอีกฝ่ายไปช้อปปิ้ง แพลนทริปเที่ยวด้วยกัน กระทั่งวันยากๆ ที่มีอีกคนเป็น Emotional Support อยู่ข้างๆ ก็ทำให้เขาเป็นสุขมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ
ตุลย์ ผู้เป็นที่รักของ มิว บอกว่า หลังจากค้นหาความสัมพันธ์ที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจเหมือนได้กลับบ้าน ในวันนี้เขาได้เจอคนคนนั้นที่ทำให้ไม่อยากหาใครคนอื่นอีกแล้ว คนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน คนที่ช่วยกันตัดสินใจและพร้อมเติบโตไปด้วยกัน คนที่ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไร จะคอยเป็นกำลังใจให้เสมอ อีกทั้งยังเจอคนที่ครอบครัวของเขาอ้าแขนต้อนรับด้วยความรักอย่างอบอุ่น
หลังจากมิวคุกเข่าขอแต่งงาน และตุลย์ได้สวมแหวนตอบรับคำขอนั้นแล้ว นับเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ในฐานะ ‘คู่ชีวิต’ ที่ทั้งคู่ช่วยกันประคองความสัมพันธ์ให้ไปต่อได้อย่างมั่นคงมากที่สุด ความรักที่ไม่หวือหวา แต่สม่ำเสมอ ไม่เข้มข้นเกิน แต่ไม่จืดจางไป ของทั้งคู่เป็นอย่างไร มิว-ตุลย์ ให้เกียรติเราไปตามเก็บโมเมนต์ของพวกเขาเนื่องในวันวาเลนไทน์มาฝากทุกคน
Chapter 1: Why Do You Love Me?
มิวรักตุลย์ เพราะ…
1. “ผมชอบทุกอย่างที่เป็นเขา เพราะสุดท้าย เราต้องอยู่กับความเป็นเขาในทุกรูปแบบ ทุกเฉดที่เป็นเขาให้ได้ ผมว่าพอเรารับได้ในความเป็นเขา มันจะเกิดความไว้ใจขึ้นมา เช่น การแพลนทริปเวลาไปเที่ยว เราไว้ใจให้เขาทำแพลนมากๆ เขาตั้งใจแพลนตั้งขาไปว่าสนามบินที่ไปจะเป็นยังไง อาหารที่เราได้รับบนเครื่องจะมีอะไรบ้าง จนถึงลงเครื่อง จะเดินทางยังไงต่อ เช่ารถไหม หรือนั่งรถสาธารณะ ร้านอาหารต่างๆ ต้องจองไหม ร้านไหนจองได้ ร้านไหน walk-in เท่านั้น อะไรแบบนี้มันเป็นความใส่ใจของเขา ที่เราชื่นชมมากๆ”
2. “นิสัยที่เราเหมือนกันคือ ความเนิร์ด ถ้าชอบอะไรก็จะศึกษา และลงลึกกับสิ่งเหล่านั้น ซึ่งทำให้เรามีเรื่องให้ discuss กันเยอะมาก พอเราชอบเรียนรู้ในทุกๆ วัน มันทำให้เรามีเรื่องคุยใหม่ๆ ไม่รู้จบ”
3. “โมเมนต์ที่รู้ว่า คนนี้แหละ คนที่ใช่ คือตอนที่เรารู้สึกว่าสิ่งเล็กน้อยเวลาที่เราทำกับเขามันมีความสุขมากๆ มันไม่จำเป็นต้องก้อนใหญ่ๆ อย่างการมีวันวาเลนไทน์ที่หวือหวา แต่มันเป็นแค่การทำอะไรเล็กน้อยร่วมกัน แล้วมันรู้สึกได้ถึงความสุข พอมันเป็นความสุขที่เกิดจากสิ่งเล็กน้อย มันจะเกิดขึ้นง่ายมากๆ เพราะมันเป็นเรื่องเล็กๆ ทั่วไป เช่น แค่ดูคลิปตลกด้วยกัน นั่นก็มีความสุขแล้ว หรือการนอนจับมือกันตลอด มีครั้งหนึ่งผมนอนขดตัว แล้วขาไปโดนตัวเขา เขาก็เอามือมากุมเท้าผม เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นมือ แล้วเราก็นอนขำกัน อะไรแบบนี้มันมีความสุขมาก”
ตุลย์รักมิว เพราะ…
1. “เราสองคนมีด้านที่คล้ายกันเยอะมาก และมีความสนใจในเรื่องเดียวกัน มันทำให้เราพร้อมจะศึกษาเรื่องต่างๆ ไปด้วยกัน อย่างไปดูงานศิลปะ เห็นเรื่องราวศิลปะ แต่ก่อนมันก็เป็นเรื่องที่เราสนใจคนเดียว ไม่มีคนที่เราสามารถคุยด้วยได้ แต่พอมีพี่มิว เรารู้สึก connect กับเขาได้หมดเลย”
2. “เราเป็นคนชอบเก็บรายละเอียดเหมือนกัน มีความละเอียดบางอย่างที่อยู่ด้วยกันแล้วส่งเสริมกัน บางเรื่องเขาก็บอกให้ตุลย์ทำ บางเรื่องตุลย์ก็บอกให้พี่มิวทำได้”
3. “โมเมนต์ที่รู้สึกว่า พี่มิว ใช่แล้ว คือการที่เราไม่อยากไปมองหาใครใหม่แล้ว การได้ใช้ชีวิตกับเขา มันผ่านการได้ค้นหาความสัมพันธ์ไปเรื่อยๆ จนมาเจอคนที่เราไม่อยากหาใครคนอื่นแล้ว ในช่วงอายุ 20 เราอาจจะไม่ได้คิดว่า เราจะลงเอยเป็น Long-Term กับใคร จินตนาการภาพไม่ออกว่า เราจะสร้างความสัมพันธ์ให้มันยั่งยืนเหมือนตอนพ่อกับแม่เราเจอกันได้ยังไง แต่พอมีแฟนตอนอายุ 30 กว่า เราจึงรู้ว่าเราต้องมองหาความยั่งยืนในความสัมพันธ์ เรื่องความสบายใจเป็นเรื่องสำคัญมาก”
Chapter 2: How Do You Define Love?
ในวัย 30 กว่าๆ ของ มิว เขาบอกว่ามองความรักแตกต่างไปจากเมื่อก่อน เพราะ “ตอนช่วงมัธยมปลาย ความรู้สึกในความรักมันเหมือนไฟลุก พรึ่บพรั่บ แต่ปัจจุบันมันเป็นความอบอุ่น เหมือนเรานั่งผิงเตาผิง ที่นั่งได้นานๆ ไม่ร้อนเกิน”
“มันเป็นความ stable เป็นความอบอุ่นที่ได้อยู่ด้วยกันนานๆ กลายเป็นว่า พอเราทั้งสองคนเป็นคนชอบเรียนรู้ เราก็ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันในทุกๆ วัน ทำให้มีความรู้สึกใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน สปาร์คกันทุกๆ วัน ผมเคยพูดว่า ถ้าจีบแล้ว ในวันที่เป็นแฟนกันแล้ว ก็ยังอยากจีบเขาต่อในทุกๆ วันนะ เพราะผมรู้สึกสปาร์คกับเขาทุกวันเลย”
ส่วน ตุลย์ ก็ได้นิยามความรักครั้งนี้ว่า “มากกว่ารักมันคือความอุ่นใจ รู้สึกไหมเวลาเรากลับบ้าน เราจะได้กลิ่นความอบอุ่น เกิดความสบายใจบางอย่างที่มีค่ามากๆ ดังนั้น ถ้าเรามีความสัมพันธ์ที่สบายใจ อยู่ด้วยแล้วเหมือนได้กลับบ้าน มันจะยั่งยืนครับ”
เขาพูดว่าช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันแล้วทำให้รู้สึกอุ่นใจ คือการได้ทำงานด้วยกัน เขาแชร์ว่า “ชอบที่ได้ตามงานกัน ช่วงนี้เรากำลังสร้างธุรกิจด้วยกัน เราเลยจะมี issues ที่ต้องตัดสินใจด้วยกัน แต่ละคนก็มีงานของตัวเองเยอะมาก แต่การมาบอกว่า ฝากตามเรื่องนี้ให้หน่อย มันเป็นเหมือนการเติบโตไปด้วยกันสำหรับผม รู้สึกว่าเป็นความเฮลตี้ ที่เราสามารถมีความสัมพันธ์ไปพร้อมๆ กับการรับผิดชอบในหน้าที่ได้”
เราถามพวกเขาว่า ถ้าให้เลือกกิจกรรมเดท 1 วัน อยากพากันไปไหนบ้าง ตุลย์ตอบอย่างรวดเร็วว่า เขาอยากพามิวไปนวด เพราะ “การนวดเป็นกิจกรรมวัย 30 กว่า ที่เป็นการตอบแทนร่างกาย เราชอบเห็นเขามีความสุข เลยอยากให้เขาได้ผ่อนคลายหลังจากเหนื่อยกับการทำงานมาเยอะ”
ส่วนมิวคิดว่า อยากพาตุลย์ไปหาอะไรอร่อยกิน เพราะ “การได้ลองอาหารอร่อยๆ ในร้านใหม่ๆ มันเป็นการเปิดโลกเหมือนกัน ซึ่งการนั่งกินข้าวด้วยกันเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขมากๆ อีกอย่าง คนนี้เขาเป็นสายช้อปปิ้ง กินข้าวเสร็จ ก็คงพาไปช้อปปิ้งต่อ เพราะเวลาไปไหนก็ตาม จะไปเที่ยว ไปทำงาน ถ้ามีโอกาสแวะร้านอะไรก็แล้วแต่ เขาจะหาบางอย่างมาซื้อให้ได้ ผมยอมใจเขาเหมือนกัน”
“แต่ข้อดีของเราสองคนคือพอเราขนาดตัวพอๆ กัน เวลาเขาซื้อเสื้อมาเยอะๆ ผมก็หยิบมาใส่ได้ เราเลยจะชอบแต่งตัวคู่กัน ขาว-ดำ ก็จะ ขาว-ดำ ด้วยกัน สีน้ำเงินก็จะน้ำเงินด้วยกัน”
ตุลย์เสริมแฟนของเขาว่า “ถ้าเธอยีนส์ ฉันก็ยีนส์! บางครั้งก็ใส่สีมงคลบ้าง ห้ามใส่สีกาลกิณีประจำวัน”
Chapter 3: He said ‘YES’
เป็นเรื่องน่ายินดีที่ทั้งคู่ตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตด้วยกันหลังจากนี้ในฐานะ ‘คู่ชีวิต’ ซึ่งเราขอแสดงความยินดีกับความรักที่แสนสวยงามของทั้งคู่อีกครั้ง
มิวเล่าว่า ในวันที่ขอแต่งงานเขาตื่นเต้นมากๆ เพราะนับเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ใหญ่ในชีวิต ที่เขาตั้งใจจะเซอร์ไพรส์คนรักของเขา จึงเลือกที่จะบอกคนรอบข้างน้อยมากๆ ความรู้สึกตอนนั้นเขา “กลัวอย่างเดียวครับ กลัวเขาจะไม่รับ หรือคิดว่ามันเร็วไป”
แต่ตัวคนถูกขอแต่งงาน ก็รับรักคนรักตรงหน้าด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ เขาบอกว่า “จริงๆ เราเคยคุยกันมาก่อนแบบ discussion กันมาแล้วว่ายังไงเราคงจะแต่งงานกัน แต่ผมก็ยังไม่ได้มีความกล้าที่จะจัดมันขึ้นมา ซึ่งก็ต้องชื่นชมพี่มิวที่กล้าทำอะไรแบบนี้ (คุกเข่าขอแต่งงาน) เราก็ประทับใจนะ ความรักมันอยู่ในจุดที่ผลิบานออกดอก เราก็คิดนะว่ามันถึงโมเมนต์นี้แล้วเหรอเนี่ย ภาพตอนเด็กๆ แฟลชแบคขึ้นมา ว่าเราอยู่ในช่วงอายุที่มีการสวมแหวนแล้วเหรอ ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมีภาพนี้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว”
มิวเอ็นดูแฟนของเขาทันทีว่า “ตอนนั้น หน้าเขาเหมือนจะเป็นลมเลย (หัวเราะ) ช่วงต้นปีเพิ่งไปหาคุณตา คุณยายของตุลย์มา คุณยายก็อยากให้แต่งเลยเร็วๆ นี้”
“เพราะคุณยายเขาอยากไปงานแต่งครับ เพราะไม่รู้ว่าจะได้ไปงานแต่งหรือเปล่า อยากให้รีบๆ จัด ซึ่งเราไม่เคยคิดว่าที่บ้านเราจะซัพพอร์ตขนาดนี้ เป็นโมเมนต์ที่แบบ โชคดีจังที่ครอบครัวทั้งสองฝั่ง ให้การสนับสนุนความสัมพันธ์ บ้านพี่มิวก็อ้าแขนต้อนรับผมมากๆ” ตุลย์กล่าว
และมิวก็ย้ำว่า “ในทางกลับกัน ครอบครัวตุลย์ก็โอบอ้าแขนรับผมเหมือนกันครับ เวลาที่ไปบ้านเขา ไปเที่ยวกัน ก็ดูแลผมอย่างดีมากๆ”
ก่อนจบการสัมภาษณ์ เราขอให้มิวและตุลย์ ผลัดกันพูดถึงกันและกันเนื่องในวันวาเลนไทน์หน่อย และนี่คือคำบอกรักที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นของพวกเขา
มิวอยากบอกตุลย์ว่า “ผมว่าชีวิตคนเรามันจะมีเรื่องที่ท้าทายเข้ามาในหลากหลายเรื่อง ทั้งด้านการงาน ด้านครอบครัว ด้านสุขภาพ แต่การที่เรามี Emotional Support เป็นคนที่คอยอยู่ข้างๆ มันทำให้เราเหมือนมีโซนปลอดภัยของเรา ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรก็แล้วแต่ เราจึงต้องคอยดูแลเอาใจใส่ความรักที่ดีครั้งนี้”
ตุลย์อยากบอกมิวว่า “รักครั้งนี้มันเหมือนมีคนที่เข้าใจอยู่กับเรา ไม่ว่าเราเจอเรื่องอะไรมา มีความต้องการแบบไหน หรือมีเป้าหมายยังไง เขาก็จะซัพพอร์ตความรู้สึก ทำให้เราอยู่ด้วยกันแล้วอุ่นใจ เป็นสิ่งที่มีค่ามากๆ เพราะนิยามความรักที่ดีของผม มันคือ ไม่หวือหวา แต่สม่ำเสมอ ไม่เข้มข้นเกิน แต่ไม่จืดจางไป”
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ความรักที่สปาร์คกันทุกวันของ ‘มิว ศุภศิษฏ์’ และ ‘ตุลย์ ภากร’ คู่รักที่ยังจีบกันต่อ แม้จะขอแต่งงานกันแล้ว
- ในวัย 30s ยิปโซ-อริย์กันตา กำลังสนุกกับอาชีพ ‘ยิปโซ’ ที่วาดงานศิลปะ Tatohearts เป็นเพื่อนคอยมองดูเธอทุกการเติบโต
- นิทรรศการ Homecoming : การกลับมาเยือน ‘บ้าน’ ที่ไทย ของ SWOON ศิลปินสตรีทอาร์ตระดับโลกที่เติบโตมากับความผุพังและขอโอบกอดผู้คนด้วยศิลปะ
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com