โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'แอมเนสตี้' เปิดรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ชี้โลกเผชิญวิกฤต

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 พ.ค. 2568 เวลา 12.29 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. 2568 เวลา 10.11 น.

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดตัวรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน 2567/68 ชี้โลกเผชิญวิกฤตสิทธิมนุษยชน เรียกร้องไทยใช้เวทีโลกปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดตัวรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประจำปี 2567/68 ที่รวบรวมเหตุการณ์สิทธิมนุษยชนในหลายพื้นที่ทั่วโลก ตั้งแต่กาซา ยูเครน เมียนมา ไปจนถึงการสังหารผู้ปกป้องสิทธิในจังหวัดชายแดนใต้ของไทย ท่ามกลางบริบทที่องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างชี้ตรงกันว่า “ระบบระหว่างประเทศ” ที่เคยเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน กำลังเจอกับความท้าทายจำนวนมากจากนโยบายของรัฐและประเทศมหาอำนาจ

นางสาวพุทธณี กางกั้น ประธานกรรมการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดเผยว่าปี 2567 ที่ผ่านมา โลกของเรากำลังเผชิญกับช่วงเวลาแห่งวิกฤต ไม่ใช่เพียงจากภัยสงคราม การละเมิดสิทธิเสรีภาพ หรือวิกฤตสิ่งแวดล้อม แต่เกิดจาก ‘การพังทลายของระบบระหว่างประเทศ’ ที่แต่เดิมถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยรายงานระบุว่า ปีที่ผ่านมามีผู้พลัดถิ่นทั่วโลกมากกว่า 110 ล้านคน และอย่างน้อย 21 ประเทศออกหรือใช้กฎหมายในการจำกัดสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก ขณะที่มีนักข่าวอย่างน้อย 124 คนถูกสังหารจากการนำเสนอข่าวสาร และพบว่ากว่า 2 ใน 3 ของนักข่าวเป็นชาวปาเลสไตน์ที่รายงานเหตุการณ์ในฉนวนกาซา

นางสาวพุทธณีกล่าวเพิ่มเติมว่า การกระทำของอิสราเอลในฉนวนกาซาเข้าข่ายอาชญากรรมร้ายแรงต่อประชาชน ขณะที่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และบางประเทศในสหภาพยุโรปยังพบว่าประเทศเหล่านี้มีบทบาทสนับสนุน และใช้อำนาจยับยั้งในเวทีสหประชาชาติปกป้องอิสราเอลในการสู้รบ

ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พุทธณีเผยว่าในรายงานของแอมเนสตี้ยังชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ในเมียนมาว่ายังคงรุนแรงอย่างต่อเนื่อง แม้จะผ่านการรัฐประหารมานาน 4 ปี แต่ก็ยังพบกองทัพยังคงใช้อาวุธหนักโจมตีพลเรือน โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างไร้ความปรานีโดยไม่เลือกเป้าหมาย ทำให้สถานที่เหล่านี้กลายเป็นเป้าหมายหนึ่งในการสู้รบที่เมียนมา

และในรายงานปีนี้ยังพบข้อมูลการสังหารชาวโรฮิงญายังคงว่าพวกเขายังคงถูกปราบปรามอย่างเป็นระบบ ถูกผลักดันออกนอกประเทศ และถูกควบคุมในค่ายที่ขาดมนุษยธรรม โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ได้ออกหมายจับพล.อ. อาวุโสมิน อ่อง หล่าย ในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายที่ดีและสำคัญของกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ แต่กลับพบว่าประเทศในภูมิภาคนี้รวมถึงประเทศไทย ยังไม่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้

“มีการจัดส่งเชื้อเพลิงอากาศยานครั้งใหม่ไปยังเมียนมา แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากนานาชาติให้ตัดช่องทางทรัพยากรที่กองทัพใช้ในการปฏิบัติการโจมตีทางอากาศโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในขณะที่ไทยเพิกเฉยต่ออาชญากรรมในเมียนมา เป็นการปล่อยให้วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดฝังรากลึกยิ่งขึ้น ”

ด้านประเด็นสิ่งแวดล้อม รายงานเผยว่า ปี 2567 เป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก โดยพบว่าในประเทศในซีกโลกใต้ต้องเผชิญผลกระทบหนักที่สุดทั้งที่ประเทศแถบนั้นมีส่วนสร้างปัญหาน้อยที่สุด ขณะเดียวกันยังพบว่าเทคโนโลยีถูกใช้เป็นเครื่องมือควบคุมผ่านสปายแวร์และมีการทำโฆษณาชวนหลอกลวง ละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายประเทศ

“ขอย้ำว่าการล่มสลายของระบบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราเห็นการต่อต้านเกิดขึ้นทั่วโลก ผู้คนยังคงยืนหยัดเรียกร้องต่อการถูกละเมิดสิทธิ”
พุทธณีกล่าวทิ้งท้ายถึงบทบาทของประเทศไทยในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติว่าประเทศไทยต้องเลือกที่จะไม่หันหน้าหนี และต้องเลือกที่จะลงมือทำเพื่อไม่ให้เสียงของผู้ที่ถูกละเมิดถูกกลบหายไปในความเงียบอย่างเป็นระบบ

ด้านนายชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยระดับภูมิภาคประจำประเทศไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่าสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มีความก้าวหน้าในบางส่วน โดยเฉพาะในประเด็นสิทธิในการไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ตั้งแต่การเพิ่มระดับการคุ้มครองสิทธิในด้านต่างๆ ของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศในไทย ญี่ปุ่น และเกาหลี ไปจนถึงการรับรองให้ชนเผ่าพื้นเมืองในไต้หวัน สามารถใช้ชื่อดั้งเดิมของตนในเอกสารราชการได้ แต่ยังพบปัญหาอีกหลายด้าน ยกตัวอย่างเช่น หลายประเทศยังคงร่วมมือกันปราบปรามผู้ใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ ผู้ขอลี้ภัยยังคงต้องเป็นเหยื่อของการควบคุมตัวอย่างไม่มีกำหนดหรือถูกส่งตัวกลับไปเผชิญอันตราย ผู้คนต้องเผชิญกับสภาพภูมิอากาศแบบสุดโต่งและมลพิษทางอากาศจากวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่กลับกลายเป็นว่านักต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมทั่วทั้งภูมิภาคยังคงถูกประหัตประหารอย่างต่อเนื่อง

“ปี 2567 ที่ผ่านมา ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเสมือนได้ก้าวหน้าไปสองก้าว แต่แล้วก็ก้าวถอยหลังกลับมาอีก 3 ก้าว แม้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนบางส่วนจะได้รับการพัฒนา แต่ก็ยังมีความท้าทายมากมาย ทั้งใหม่และเก่า ที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆ ทั้งสิทธิพลเมืองและการเมือง และสิทธิด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รัฐบาลต่างๆ ในภูมิภาคของเรา กลับเพิกเฉย หรือแม้กระทั่ง ในบางกรณี มีการร่วมมือกันกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านั้นเองด้วยซ้ำ ”

ชนาธิปกล่าวเพิ่มเติมในบริบทของประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อันประกอบไปด้วยลาว เวียดนาม และกัมพูชา ว่าเป็นกลุ่มประเทศที่มีแนวโน้มอันน่าห่วงกังวลเป็นพิเศษ ในขณะที่มีกลุ่มทุนหลั่งไหลเข้าไปริเริ่มโครงการพัฒนาและธุรกิจต่างๆ ประเทศเหล่านี้กลับยังขาดธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน อันนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ตั้งแต่การไล่รื้อที่ชาวบ้านที่นครวัด ไปจนถึงการค้ามนุษย์ในประเทศกัมพูชาและลาว อีกทั้ง รัฐบาลในลุ่มน้ำโขงล้วนไม่เปิดรับการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ และอาศัยแนวทางการลงโทษนักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือโครงการพัฒนาต่างๆ โดยใช้วิธีการดำเนินคดีอาญา หรือควบคุมตัวโดยพลการ ในบางกรณี มีการส่งตัวบุคคลกลับไปยังประเทศต้นทาง แม้ว่าพวกเขาจะมีความเสี่ยงในการถูกซ้อมทรมานก็ตาม

“รัฐบาลต่างๆ ในภูมิภาค ต้องหยุดรวมใจกันปราบปรามนักกิจกรรม ผู้เห็นต่าง และสมาชิกคนกลุ่มน้อยที่ถูกประหัตประหาร การร่วมมือกันภายในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ควรเป็นไปเพื่อเสริมสร้างสิทธิมนุษยชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ไม่ใช่บ่อนทำลายสิทธิมนุษยชน” ชนาธิปกล่าว

นายบัญชา ลีลาเกื้อกูล ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและนโยบายบางด้าน แต่ภาพรวมยังสะท้อนถึงโครงสร้างที่จำกัดพื้นที่ของภาคประชาสังคม และการไม่ให้ความสำคัญกับหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเพียงพอ เช่น การส่งตัวชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน การต้อนรับผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และการออกหมายจับนักวิชาการต่างชาติในคดีมาตรา 112 ล้วนเป็นตัวอย่างสะท้อนถึงทิศทางที่น่ากังวล

“การละเมิดสิทธิของผู้ลี้ภัยยังน่าเป็นห่วงอย่างการส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับประเทศจีนโดยไม่คำนึงถึงพันธกรณีระหว่างประเทศ และการส่งตัว “มี ควิน เบดั๊บ” กลับเวียดนาม ทั้งที่เขามีสถานะเป็นผู้ลี้ภัย”

ปัจจุบันประเทศไทยมีประชาชนมากกว่า 1,960 คนที่ยังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมายจากการชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง ส่วนข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ หรือมาตรา 112 ถูกนำมาใช้ดำเนินคดีกับประชาชนอย่างน้อย 279 คน ในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 29 คนที่ยังถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี รวมถึงกรณี “บัสบาส มงคล” ที่ถูกตัดสินจำคุกกว่า 54 ปี และ “อานนท์ นำภา” ที่ได้รับโทษมากกว่า 22 ปี นอกจากนี้ยังพบการเสียชีวิตของนักกิจกรรม “บุ้ง เนติพร” ที่อดอาหารประท้วงในเรือนจำนาน 110 วัน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำว่าสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและศักดิ์ศรีของมนุษย์ในไทย ยังอยู่ในจุดที่เปราะบางและยังไร้ความคืบหน้าในการสอบสวน

บัญชาระบุอีกว่ารายงานยังชี้ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติยุแอมเนแอมเนบพรรคก้าวไกลในปี 2567 ซึ่งถูกมองว่าเป็นการลิดรอนสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมือง และสะท้อนความย้อนแย้งกับคำมั่นของรัฐบาลต่อสหประชาชาติ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกรณีการสังหารโดยมิชอบ เช่น รอนิง ดอเลาะ นักสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนใต้ที่ถูกยิงเสียชีวิตในจังหวัดปัตตานี รวมถึงกรณีเหตุการณ์สลายการชุมชนที่ด้านหน้า สภ. ตากใบ ที่หมดอายุความไปเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2567 โดยไม่มีผู้ต้องหาถูกดำเนินคดี สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึง วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดที่ฝังรากลึกในไทย

“การลอยนวลพ้นผิดเป็นหนึ่งในรากของปัญหาสิทธิมนุษยชนในไทย หากไม่เริ่มจากความจริงและความยุติธรรม โอกาสในการฟื้นฟูความไว้วางใจของประชาชนจะหายไปอย่างถาวร”

บัญชากล่าวเพิ่มเติมว่าปัจจุบันประเทศไทยมีความก้าวหน้าในบางด้าน เช่น การที่รัฐสภาผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม ทำให้ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนและประเทศที่ 38 ของโลกที่รับรองสิทธิการสมรสสำหรับคู่รักทุกเพศ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญด้านสิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ แต่ยังพบนักปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะผู้หญิงและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศยังคงตกเป็นเป้าหมายของการสอดแนม การคุกคามทางดิจิทัล และการละเมิดสิทธิอย่างต่อเนื่อง

โดยในรายงาน “อันตรายเกินกว่าจะเป็นตัวเอง: BEING OURSELVES IS TOO DANGEROUS” ของแอมเนสตี้ที่เผยเมื่อปีที่แล้วมีข้อเท็จจริงที่ทำให้เห็นรูปแบบของความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศผ่านเทคโนโลยีกับนักกิจกรรมผู้หญิงและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ขณะที่ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาผู้เชี่ยวชาญแห่งสหประชาชาติได้แสดงความกังวลต่อการสอดแนมของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ต่ออังคณา นีละไพจิตร และปรานม สมวงษ์ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมถึงการเปิดเผยเอกสารของกองทัพไทยที่ชี้ถึงปฏิบัติการ “ทีมไซเบอร์” ที่คอยติดตามการทำงานของภาคประชาสังคม ซึ่งหนึ่งในนั้นมีแอมเนสตี้ ประเทศไทยรวมอยู่ด้วย

บัญญายังระบุอีกว่า ทางการยังคงจำกัดสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ โดยปัจจุบันพบว่ามีประชาชนอย่างน้อย 1,960 คนถูกดำเนินคดีจากการเรียกร้องประชาธิปไตยระหว่างปี 2563-2567 และมีอย่างน้อย 33 คนที่ยังถูกควบคุมตัวอยู่ รวมถึงมีผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 เพิ่มขึ้นถึง 279 คน และยังพบว่าการดำเนินคดีด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพส่งผลให้มีการตัดสินโทษจำคุกในระยะเวลาที่ยาวนาน เช่นกรณีของ “บัสบาส มงคล” ที่ถูกจำคุกกว่า 54 ปี และ “อานนท์ นำภา” กว่า 20 ปี อีกทั้งกรณีการเสียชีวิตของ “บุ้ง เนติพร” นักกิจกรรมที่เสียชีวิตจากการอดอาหารประท้วงในเรือนจำ เป็นสัญญาณอันตรายของการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างรุนแรง ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างสอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลขมีข้อเสนอแนะถึงทางการไทย ดังนี้

  • ยุติการดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมประท้วงโดยสงบ และปรับกระบวนการประกันตัวให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน
  • ปฏิรูปร่างกฎหมายให้คุ้มครองสิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ และยกเลิกข้อจำกัดที่เลือกปฏิบัติทางเพศ
  • ปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากการคุกคามโดยรัฐและเอกชน
  • สอบสวนการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม และยุติการลอยนวลพ้นผิด
  • แก้ไขกฎหมายต่อต้านการทรมานและการบังคับให้สูญหายให้สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ
  • รับรองสิทธิในการลี้ภัยและไม่ผลักดันผู้ลี้ภัยกลับประเทศที่เสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิ
  • เคารพและส่งเสริมสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในที่ดิน วัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติ

“ในโลกที่เรื่องสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอาจมีแนวโน้มที่จะกำลังพังทลายจากสงคราม การละเมิดเสรีภาพ และความเพิกเฉยของมหาอำนาจ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังคงยืนหยัดเพื่อต่อสู้กับความอยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นการสังหารในกาซา การปราบปรามในเมียนมา การลิดรอนสิทธิเสรีภาพในลาว เวียดนาม กัมพูชา หรือการลอยนวลพ้นผิดในประเทศไทย เราขอเรียกร้องให้รัฐต่างๆ ฟังเสียงของประชาชน ยุติการกดขี่ และปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในทุกมิติ เพราะสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เพียงหลักการที่ถูกเขียนไว้ แต่คือชีวิต ความหวัง และอนาคตของผู้คนทั่วโลก” บัญชา กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงรายงาน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้ส่งมอบรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกประจำปี 2567/68 และข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยให้กับรัฐบาลไทย โดยมีนายอานนท์ ยังคุณ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาระบบและสร้างหลักประกันสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เป็นผู้แทนรับมอบเอกสารดังกล่าวเพื่อที่จะส่งต่อให้กับรัฐบาลไทยต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘แอมเนสตี้’ เปิดรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ชี้โลกเผชิญวิกฤต

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...