IMF ปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2568 เหลือ 2.8% “ไทย” ถูกหั่นเหลือ 1.8% พิษมาตรการภาษีทรัมป์
IMF ปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2568 เหลือ 2.8% "ไทย" ถูกหั่นเหลือ 1.8% เตือนแนวโน้มอาจแย่ลงอีก จากมาตรการภาษีทรัมป์ ก่อให้เกิดสงครามการค้าระดับโลก
วันที่ 22 เมษายน 2568 เวลา 20.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอย่างมากสำหรับปี 2568 และปี 2569 พร้อมเตือนว่าภาพรวมอาจยิ่งเลวร้ายลง หากนโยบายเก็บภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จุดชนวนสงครามการค้าโลก
โดยการปรับลดคาดการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับคำเตือนจากหลายธนาคารวอลล์สตรีทในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดย JPMorgan Chase & Co. และ Goldman Sachs Group Inc. ต่างกล่าวว่าความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเพิ่มสูงขึ้น
ในรายงาน World Economic Outlook ฉบับอัปเดตที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร IMF ลดคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมโลก (GDP) ปีนี้เหลือ 2.8% ต่ำกว่าคาดการณ์เดิมในเดือนมกราคมที่ 3.3% และหากเป็นจริง จะถือเป็นอัตราขยายตัวต่ำที่สุดนับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 และต่ำเป็นอันดับสองนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2552 สำหรับปีหน้า IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตลง 0.3% มาอยู่ที่ 3%
IMF ระบุว่า สงครามการค้าจะสร้าง "ช็อกด้านอุปทาน" (Supply Shock) ให้กับสหรัฐ ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นและส่งผลลบต่อผลิตภาพ ขณะที่สำหรับประเทศคู่ค้า อัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นจะก่อให้เกิด "ช็อกด้านอุปสงค์" (Demand Shock) ซึ่งจะกระทบทั้งการผลิตและราคา โดย IMF ยังระบุด้วยว่า อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐในปัจจุบันพุ่งขึ้นถึงระดับที่ไม่เคยเห็นในรอบศตวรรษ
Pierre-Olivier Gourinchas หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF กล่าวในการแถลงข่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ …ระบบเศรษฐกิจโลกที่ดำเนินมาในช่วง 80 ปีที่ผ่านมา กำลังถูกรีเซ็ต"
ตลาดหุ้นสหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์ และพันธบัตรรัฐบาลอายุยาวมีความผันผวนหนักจากมาตรการของทรัมป์ โดยเมื่อวันจันทร์ ตลาดทรุดลงหลังจากที่ทรัมป์ยกระดับแรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ด้วยการเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยทันที เพิ่มความกังวลต่อความเป็นอิสระของเฟด และทิศทางของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดัชนี S&P 500 ลดลงราว 12% นับตั้งแต่สิ้นปี 2567
ทั้งนี้สหรัฐและจีนเป็น 2 ประเทศที่ IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจมากที่สุด สำหรับสหรัฐ IMF คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 1.8% ในปีนี้ และ 1.7% ในปี 2569 ซึ่งเป็นการลดลง 0.9% และ 0.4% ตามลำดับ นอกจากนี้ IMF ยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในปี 2568 ขึ้นประมาณ 1% มาอยู่ที่ 3% ส่วนจีน คาดว่าจะเติบโต 4% ทั้งในปีนี้และปีหน้า ลดลง 0.6% และ 0.5% ตามลำดับ
IMF กล่าวด้วยว่า หากความตึงเครียดทางการค้าบรรเทาลง และมีการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับอุปสรรคการค้าที่ไม่ใช่ภาษี และมาตรการบิดเบือนการค้าโดยบางประเทศอย่างจริงจัง โอกาสการเติบโตของโลกก็จะปรับตัวดีขึ้นทันที
อย่างไรก็ตาม IMF เตือนว่า ความเสี่ยงในระยะสั้นยังคงโน้มเอียงไปในทางเลวร้ายมากขึ้น โดยกองทุนได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของการค้าโลกในปีนี้ลง 1.5% และคาดว่าจะมีการฟื้นตัวเพียงเล็กน้อยในปีหน้า
อีกทั้ง IMF ยังเตือนว่าภายใต้ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า มีหลายฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ กองทุนเปิดเผยว่าต้องละทิ้งแบบจำลองคาดการณ์เดิมที่เกือบเสร็จสิ้นก่อนวันที่ 2 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่ทรัมป์ประกาศภาษีใหม่ครอบคลุมหลายประเทศ และต้องเร่งปรับกระบวนการคาดการณ์ที่ปกติใช้เวลากว่าสองเดือน ให้เสร็จภายใน 10 วัน
ในคำอธิบายเกี่ยวกับวิธีการจัดทำประมาณการใหม่ท่ามกลางความวุ่นวายจากภาษี IMF ระบุว่า ได้ใช้สิ่งที่เรียกว่า "Reference Forecast" หรือฉากทัศน์กลาง แทนที่จะเป็น "Baseline Forecast" ตามปกติ โดยอ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 4 เมษายน
นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Economics ได้แก่ อเล็กซ์ อิซาคอฟ และอาเดรียนา ดูปิตา ได้ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า จากการวิเคราะห์ประวัติการคาดการณ์ของ IMF พบว่า กองทุนมักจะประเมินความรุนแรงของภาวะเศรษฐกิจถดถอยต่ำเกินจริง
"การคาดการณ์ของ IMF มีแนวโน้มที่จะมองโลกในแง่ดีเกินไปในช่วงวิกฤตที่อาจสร้างความปั่นป่วน …ไม่ว่าครั้งแรก IMF จะลดคาดการณ์ลงมากแค่ไหน ประวัติศาสตร์บอกเราว่าผลกระทบที่แท้จริงมักจะรุนแรงกว่านั้น"
ทั้งนี้สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจเอเชียและแปซิฟิกนั้น การเติบโตของ GDP (Real GDP Growth) เอเชียโดยรวมชะลอลงเหลือ 3.9% ในปีนี้ ก่อนขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 4.0% ในปีหน้า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อ (Consumer Prices) ปีนี้อยู่ที่ 1.8% และ 2% ในปีหน้า โดยประเทศไทยคาด GDP ปีนี้โตชะลอตัวที่ 1.8% และปีหน้าหดตัวเหลือ 1.6%