โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ประเสริฐ โต้รัฐมนตรีไร้แสง 'ดีอีเป็นกระทรวงสำคัญแต่ยังไม่มีดาบ'

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 มี.ค. 2568 เวลา 03.50 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. 2568 เวลา 01.33 น.
ประเสริฐ จันทรรวงทอง

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ

วาระทางสังคมร้อนที่สุด ด่วนที่สุดของรัฐบาลเพื่อไทย

คือ การปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ เพราะทำให้คนไทยเดือดร้อนถ้วนหน้า

หนึ่งในบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการปราบปราม คือ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอี

ทว่าในบรรดารัฐมนตรีแถวหน้า “ประเสริฐ” ถูกมองว่า “ไม่มีแสง” เพราะกระทรวงดีอี ที่เขาเหมือนยักษ์ไม่มีกระบอง

“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “ประเสริฐ” ในฐานะที่ถูกมอบหมายให้เป็นแกนหลักในการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ และประเด็นการเมืองที่เขาถูกมองว่า “ไม่มีแสง” แต่เขาไม่สน

ตัดทุกวงจรคอลเซ็นเตอร์

ประเสริฐเล่าภาพรวมในการเดินหน้านโยบายปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ ว่า รัฐบาลได้ทุ่มสรรพกำลังเต็มที่ ในการดำเนินการรัฐบาลมีการตัดกระแสไฟฟ้า ตัดสัญญาอินเทอร์เน็ต งดขายน้ำมัน ให้กับเมียนมาในเขตที่เป็นฐานของการกระทำผิดกฎหมาย ส่วนภารกิจหลักมีการปราบปราม ซิม-สาย-เสา ทั้งหมด

มาตรการที่จริงจัง ทั้ง ซิม สาย เสา ซิมคือดูพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ ว่าใครโทร.เกินกว่า 100 ครั้งต่อวัน สอง ดูว่าใครถือครองซิมโทรศัพท์เกินกว่า 60 ซิมขึ้นไป ต้องมาแสดงตน เรื่องสาย มีการดำเนินการตัดแล้ว ส่วนเสา เดิมมีความสูงมาก ให้ลดความสูงลง ต้องหันตัวส่งสัญญาณเข้ามาในฝั่งไทยเท่านั้น

เป้าหมาย ตัดวงจรของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้งหมดที่ใช้ในการประกอบการกระทำความผิด วงจรที่ว่าคือ ซิม สาย เสา ต้องเด็ดขาด เรื่องระบบการเงิน บัญชีม้า ม้าธรรมดา ม้านิติบุคคลต้องหมดไป การกวาดล้างในแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ที่ส่งไปหลอกลวงประชาชนต้องปราบให้หมด ต้องตัดทุกวงจร

กระทรวงดีอี มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่ทำงาน ติดตามเรื่องนี้อยู่แล้วเป็นประจำ และได้ออกพระราชกำหนดขึ้นมา ซึ่งมีเป้าหมายที่จะยกระดับความเข้มข้นในการป้องกันและปราบปรามมากขึ้น

ยกตัวอย่างสาระสำคัญ เรื่องแรก การมีส่วนร่วมของสถาบันการเงิน โอเปอเรเตอร์ และแพลตฟอร์ม ถ้าความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากความไม่รับผิดชอบ คุณต้องมีส่วนในการรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

ซึ่งขณะนี้ กฤษฎีกาขอแก้ไขข้อความ แต่ไม่แก้ไขสาระสำคัญ จึงยังไม่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยภายในเดือนนี้จะเรียกสถาบันการเงิน โอเปอเรเตอร์ และแพลตฟอร์ม เข้ามาพูดคุยทีละกลุ่ม ถึงความเข้าใจความรับผิดชอบในค่าความเสียหายว่าหมายถึงอะไร เพื่อความชัดเจนในการปฏิบัติงาน ก่อนประกาศใช้กฎหมาย โดยคาดว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวจะสามารถประกาศใช้ได้ภายในปลายเดือนมีนาคมนี้

ผมได้ทำงานล่วงหน้าไปแล้ว เชิญสถาบันการเงินมาว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไร โอเปอเรเตอร์เราบอกว่า การส่ง SMS ในอดีต ใครก็ส่งได้ SMS แล้วแนบลิงก์แอปดูดเงินเข้าไป แต่หลังจากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว ถ้ายังปล่อยให้มีเรื่องนี้เกิดขึ้น SMS ต้องมีการลงทะเบียนว่าใครเป็นผู้ส่ง ลิงก์ต่าง ๆ โอเปอเรเตอร์ต้องช่วยเราตรวจสอบด้วยว่าเป็นลิงก์ที่ใช้ในการหลอกลวงประชาชนหรือไม่ ถ้าคุณปล่อยให้สิ่งเหล่านี้มาเพ่นพ่านในโทรศัพท์ คุณต้องรับผิดชอบ และแพลตฟอร์มดิจิทัลจะต้องรับผิดชอบหากมีการปล่อยให้มิจฉาชีพใช้ก่ออาชญากรรมออนไลน์

คนไทยต้องปลอดภัย

หลังจากตัดสัญญาณแล้ว ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ลดลงหรือไม่ “ประเสริฐ” กล่าวว่า พบว่าสถิติการใช้ลดลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงสถิติของคดีก็ลดลง ในส่วนของศูนย์ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) ปัจจุบันมีการร้องเรียนประมาณ 3,000 สายต่อวัน โดยหลังเปิดศูนย์ประมาณหนึ่งปี ตัวเลขลง 40% หลังใช้มาตรการตัดไฟ ตัดสัญญาณ ความเสียหายลดลง 20% ถือว่ามีทิศทางที่ดีขึ้น เพราะลดลงทั้งความเสียหาย เงินลดลง

ก่อนหน้านี้ ความเสียหายกว่า 100 ล้าน แต่หลังเปิดศูนย์ ตัวเลขลดลงเหลือ 60-70 ล้าน และหลังมีมาตรการตัดไฟ ตัดสัญญาณ ความเสียหายต่ำกว่า 50 ล้านบาทต่อวัน โดยส่วนใหญ่มาจากการหลอกให้ลงทุนเงินดิจิทัล ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นมาก แต่ค่าเสียหายน้อย และลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือซื้อของไม่ตรงปก

ซึ่งกระทรวงดีอี โดยศูนย์ AOC ได้ดำเนินการระงับบัญชีม้า ตัดเส้นทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีสถิติการระงับบัญชีม้าตั้งแต่พฤศจิกายน 2566 จนถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568 จำนวนรวม 547,558 บัญชี โดยในปี 2568 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-28 กุมภาพันธ์ 2568 ระงับบัญชีม้าแล้วจำนวน 92,321 บัญชี ไม่รวมสถิติระงับหรืออายัดบัญชีม้าของ ปปง. และของธนาคารพาณิชย์ที่ดำเนินการ

“คนไทยต้องปลอดภัยจากการคอลเซ็นเตอร์” ประเสริฐกล่าว

โต้ไม่มีแสง-กระทรวงไม่มีดาบ

ประเสริฐยอมรับว่า จริง ๆ แล้วกระทรวงดีอี เป็นงานแบบหนึ่งที่จำเป็นต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น การปราบปราม ถ้าไม่อาศัยทหาร ฝ่ายความมั่นคงก็ทำได้ยาก ผมไม่มองว่าไม่มีแสงหรือมีแสง ผมมองว่าเป็นการทำงาน บูรณาการร่วมกัน ไม่อยากให้มองอย่างนั้น เพราะทุกคนมาช่วยกันทำงาน

ผมก็มีงานเป็นของตัวเองมาตลอด มาตรการที่ออกเป็นงานของดีอี ทั้งนั้น เช่น การให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศออกไป 1 บัญชี ต่อ 1 แอ็กเคานต์ เราทำงานของเรามาตลอด

ถามว่าเหนื่อยไหม เป็นภารกิจพูดว่าเหนื่อยไม่ได้ ต้องทำงาน เมื่อประชาชนเดือดร้อนก็ต้องทำ ผมไม่ได้ซีเรียสว่าจะต้องทำอะไร ที่บอกว่าเราไม่มีแสง การใช้กำลังเราไม่มี ต้องไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เช่น นายกฯสั่งการได้หมด แต่ดีอีทำได้เฉพาะขอบเขตที่กระทรวงทำ อำนาจในการปราบปรามไม่มี การปราบปรามต้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตำรวจไซเบอร์ ก็อยู่ที่บังคับบัญชา อยู่ที่ สตช. กสทช.ก็เป็นองค์กรอิสระ

“ดีอีเป็นกระทรวงสำคัญ แต่ยังไม่มีดาบ”

ประเมินบทเรียนเพื่อไทย

ทว่าในมุมการเมืองพรรคเพื่อไทย แพ้พรรคประชาชน ทั้งสนาม อบจ. ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เหลืออีก 2 ปี ทำอย่างไรให้กระแสกลับมา “ประเสริฐ” กล่าวว่า เราต้องใช้ผลงานเป็นข้อพิสูจน์ ในฐานะที่เรามีโอกาสเป็นรัฐบาล ที่ผลงานออกไปประชาชนก็ชอบให้การสนับสนุน และต้องวางยุทธศาสตร์การเลือกตั้งประกอบไปด้วย เวลาอีก 2 ปีก็ไม่นาน แต่เรามีฝ่ายยุทธศาสตร์ของพรรคที่ประเมินในเรื่องนี้อยู่

สำหรับการประเมินบทเรียน ทุกสนามมีปัจจัยในการชนะ การแพ้ บางเขตขึ้นกับปัจจัยตัวผู้สมัครเอง บางเขตสภาพแวดล้อมหลายอย่าง จะว่าเราไม่ประสบความสำเร็จก็ไม่ใช่ สนาม อบจ.ชนะก็เยอะ พรรคประชาชนกลับได้รับเลือกตั้งสนาม อบจ.แค่จังหวัดเดียว แต่บทเรียนที่ผ่านมา เราก็ต้องนำไปแก้ไขว่ามีสิ่งไหนที่ต้องผิดพลาด

ส่วนการรับมือศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ แม้พรรคฝ่ายค้านจะยื่นซักฟอกแค่นายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “เนื้อหา” ต้องโยงมาถึงดีอี ประเสริฐกล่าวว่า ในส่วนกระทรวงดีอี เราก็ต้องเตรียมพร้อมอยู่แล้ว แน่ ๆ คือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีให้เราได้ชี้แจง ว่าที่ผ่านมาเราทำอะไรไปแล้วบ้าง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ประเสริฐ โต้รัฐมนตรีไร้แสง ‘ดีอีเป็นกระทรวงสำคัญแต่ยังไม่มีดาบ’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...