โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

SET เข้าขั้นวิกฤต!! ผลตอบแทนแย่สุดในโลก

The Better

อัพเดต 09 มี.ค. 2568 เวลา 08.20 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. 2568 เวลา 08.16 น. • THE BETTER
ตลาดหุ้นไทย ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในโลก นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดกังวลความเสี่ยงเรื่องสงครามการค้ารอบใหม่ ”ทรัมป์“ เตรียมเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 10-20%

บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (บล.กสิกรไทย) เปิดเผยว่า SET กลายเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในโลกตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ดัชนี SET ปรับตัวลดลงอีก 8.4% ในเดือนก.พ. ส่งผลให้รวมแล้วมีการปรับตัวลง YTD ถึง 14.0% เนื่องจากตลาดกังวลความเสี่ยงเรื่องสงครามการค้ารอบใหม่ หลังจากที่ทรัมป์ขู่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโก แคนาดา และจีน นอกจากนี้ ยังมีการประกาศแผนเตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 10-20% ก่อนที่จะปรับมาเป็นการใช้มาตรการเก็บภาษีแบบตอบโต้ซึ่งมีกำหนดบังคับใช้ช่วงต้นเดือนเม.ย.

ทั้งนี้ตลอดเดือนที่ผ่านมา กลุ่มที่ปรับตัวลงแรงที่สุด ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ขนส่ง และก่อสร้าง ซึ่งได้รับแรงกดดันจาก DELTA, AOT และ STECON โดย DELTA ร่วงลงแรงจากกำไรที่ต่ำกว่าคาด และแรงขายจากความกังวลที่อาจมีการใช้มาตรการ Capped Weight เพื่อลดอิทธิพลของหุ้น ขณะที่ AOT ปรับตัวลงจากความกังวลเกี่ยวกับลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นมาก ส่วน STECON ลดลงจากการรายงานผลขาดทุนสุทธิ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มท่องเที่ยวและประกันปรับตัวขึ้นดีกว่าตลาด โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งและการเก็งกำไรในประเด็นการเร่งซื้อประกันก่อนการใช้ระบบจ่ายร่วมหรือ Copayment

การขู่เรียกเก็บภาษีนำเข้ายังคงเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อเปิดเจรจา

มองไปข้างหน้า มั่นใจว่าสภาวะตลาดโดยรวมยังคงผันผวนในเดือนมี.ค. แต่ประเมินว่าดัชนี SET มีโอกาสฟื้นตัว หลังจากปรับตัวลงแรงท่ามกลางแรงกดดันเชิงลบหลายด้านตั้งแต่ต้นปีมา ทั้งนี้เริ่มเห็นปัจจัยบวกที่อาจช่วยหนุนการฟื้นตัวของตลาด แม้ว่าทรัมป์ยังคงขู่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากหลายประเทศ แต่ท่าทีดังกล่าวดูเหมือนเป็นกลยุทธ์เพื่อให้มีการเปิดเจรจา ซึ่งหากไม่มีการปรับขึ้นภาษีจริงและมีการเปิดการเจรจาอาจช่วยลดความตึงเครียดทางการค้าและสร้างเสถียรภาพให้กับตลาด

นอกจากนี้ ทางกระทรวงการคลัง และตลาดหลักทรัพย์ฯกำลังพิจารณามาตรการกระตุ้นความเชื่อมั่นของตลาดทั้งระยะสั้นและยาว เช่น การชะลอแรงขายไถ่ถอนเงินจากกองทุน LTF ผ่านโครงการ Thai-ESG2 และ Jump+ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มกำไรรวมของตลาดใน ปี FY2569 ประมาณ 3.4 หมื่นลบ. หรือคิดเป็น upside ต่อประมาณการราว 3%

โดยบล.กสิกรไทย ยังคงมุมมองระมัดระวังในการลงทุน แต่มองเห็นโอกาสในการเริ่มสะสม พร้อมคงเป้าหมายดัชนี SET สิ้นปี 2568 ที่ 1,520 จุด โดยอิงจากประมาณการ EPS ของตลาดที่ 95 บาท และ PER เฉลี่ยระยะยาวที่ 16 เท่า อย่างไรก็ตาม คาดเห็นความเสี่ยงด้านลบต่อประมาณการ EPS ของเราราว 1-2% หลังจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนฯในไตรมาส 4/2567 ออกมาอ่อนแอต่ำคาด ส่งผลให้ยังคงมีมุมมองระมัดระวังต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย เนื่องจากความเสี่ยงจากนโยบายการค้าและภาษีจากทางสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าดัชนี SET อาจมีโอกาสฟื้นตัวได้ หลังจากปรับตัวลงแรงไปแล้วกว่า 14% YTD โดยมองระดับดัชนี SET ในช่วง 1,180-1,220 ซึ่งคิดเป็น PER ที่ 12.6 เท่า (-1SD จากค่าเฉลี่ยระยะยาว) เป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับการเริ่มทยอยซื้อสะสมหุ้น ทั้งนี้แนะนำ TIDLOR, BDMS, CPN, CPALL และ OR เป็นหุ้นเด่นสำหรับการลงทุนในพอร์ตเดือนมี.ค.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...