โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ศิริกัญญา-วิโรจน์ รุมสับรัฐบาล หลังเห็นผลชัดเจน ฟ้อง ม.112 นักวิชาการอเมริกัน เป็นเหตุให้ไทยไม่สามารถเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ

The Momentum

อัพเดต 29 เม.ย. 2568 เวลา 11.38 น. • เผยแพร่ 29 เม.ย. 2568 เวลา 04.38 น. • THE MOMENTUM

วันนี้ (29 เมษายน 2568) ศิริกัญญา ตันสกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในเรื่องความคืบหน้าการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาที่ยอมรับตอนหนึ่งว่า ทางสหรัฐฯ ได้ใช้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานเข้ามาผสม ทั้งเรื่องของความมั่นคง ตลอดจนเรื่องที่หน่วยงานรัฐฟ้องร้องชาวอเมริกัน

ศิริกัญญากล่าวว่า แม้ว่าทักษิณจะไม่ได้พูดว่าประเด็นความมั่นคงนั้นเป็นเรื่องอะไร หรือการฟ้องร้องชาวอเมริกันท่านใด แต่พอจะเดาได้ว่าทางสหรัฐฯ ได้หยิบเรื่องการส่งตัวชาวอุยกูร์และการฟ้องร้อง พอล แชมเบอร์ส (Paul Chambers) นักวิชาการรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มาเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ หรืออาจจะเป็นเงื่อนไขว่า ไทยจะได้เข้าเจรจาหรือไม่

รองหัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวต่อไปว่า ในเรื่องนี้ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องออกมาตอบว่า ปัญหาแท้จริงที่ประเทศไทยยังไม่สามารถเข้าเจรจาได้เหมือนประเทศอื่นคืออะไร ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาของทั้ง 2 เรื่อง

“นายกรัฐมนตรีต้องออกมาชี้แจงเรื่องนี้ให้กระจ่างกับสังคมด้วยตัวเอง ไม่ยืมปากคุณทักษิณที่ไม่ได้มีตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ หรือความรับผิดชอบใดๆ ยืดอกรับผลการกระทำที่ส่งผลเสียหายมาถึงปากท้องของประชาชน หากเราตกขบวนการเจรจา และแถลงแนวทางแก้ไขที่จะทำให้การเจรจาสามารถเดินหน้าต่อได้ โดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ” ศิริกัญญากล่าว

ขณะที่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร ระบุว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในชั้นกรรมาธิการเห็นว่า การแจ้งความพอลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการกระทำที่อาจเข้าข่าย ‘การใช้อำนาจโดยไม่ชอบ’ ทั้งหลักฐานที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่เป็นเว็บไซต์สูจิบัตรแนะนำหัวข้อสัมมนาออนไลน์ที่พอลไม่ได้เป็นผู้เขียน และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS-Yusof Ishak Institute) ซึ่งเป็นผู้จัดสัมมนาแต่อย่างใด

วิโรจน์กล่าวต่อว่า ตนรู้สึกกังวลเป็นอย่างมากภายหลังพลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า “การกระทำผิดตามมาตรา 112 นั้นเป็นอาญาแผ่นดิน ใครที่พบเห็นการกระทำสามารถแจ้งความได้” ตนมองว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้คือ พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 ไปแจ้งความในนามของ กอ.รมน.ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ ดังนั้นการดำเนินการต้องอยู่ภายใต้หลักการของกฎหมายมหาชน คือจะสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อกฎหมายระบุให้ทำ

อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ทั้งผู้แทนจาก กอ.รมน.ภาคที่ 3 และโฆษกกองทัพบก ไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่า อาศัยอำนาจจากมาตราใด

“สิ่งที่ กอ.รมน.กระทำ นอกจากจะเข้าข่ายการบ่อนทำลายหลักนิติรัฐแล้ว ยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเกี่ยวพันกับประโยชน์ของประเทศอย่างใหญ่หลวง และที่น่ากังวลที่สุด ก็คือการกระทำในครั้งนี้ อาจเข้าข่ายการอ้างความจงรักภักดี ใช้ ม.112 เป็นเครื่องมือในการก่อข้อพิพาทระหว่างประเทศ โดยที่สถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องตกอยู่ท่ามกลางข้อพิพาทนั้น กระทบต่อพระเกียรติยศของสถาบันพระมหากษัตริย์ในเวทีโลก” วิโรจน์ระบุ

นอกจากนั้นประธานคณะกรรมาธิการการทหารระบุว่า บิดาของนายกฯ ยังออกมายอมรับว่า เรื่องที่เกิดขึ้นอาจมีผลกระทบต่อการเจรจากับสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามจนถึงปัจจุบัน แพทองธารในฐานะผู้อํานวยการ กอ.รมน.ยังไม่แสดงความเห็นเรื่องนี้ว่า จะคลี่คลายสถานการณ์อย่างไร

“นี่เป็นอีกข้อพิสูจน์ว่า รัฐบาลเพื่อไทยไม่มีเจตจำนงในการทำให้รัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพเลย ปล่อยให้ฝ่ายความมั่นคงลุแก่อำนาจ ใช้ ม.112 ตามอำเภอใจ เหมือนบ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแป โดยไม่สนใจเลยว่า ความเขลาและความคลั่งอำนาจของตน จะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนแค่ไหน ถ้าบ้านเมืองของเรายังมีรัฐทหารที่อยู่เหนือกฎหมาย สามารถทำตามอำเภอใจตนเอง การปฏิรูปกองทัพจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย” วิโรจน์ทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...