โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แรงส่ง China+1 หนุนจีนลงทุน EEC ฉุดซัพพลายที่ดินนิคมระยะสั้นขาดแคลน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 ก.พ. 2568 เวลา 17.50 น. • เผยแพร่ 27 ก.พ. 2568 เวลา 10.50 น.

JLL ประเมินไทยได้ผลประโยชน์จากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์โลก ดีมานด์ย้ายการลงทุนไหลเข้าพื้นที่เศรษฐกิจ EEC สุดฮอต ทุนจีนตบเท้าเข้าลงทุนเพิ่ม 44% จากแรงหนุน China+1 ปีเดียวยอดขออนุญาตถือครองที่ดินพุ่งจาก 800 -900 Permit เป็น 1,256 Permit สต๊อกที่ดินอุตสาหกรรมลดเหลือ 10-15% ไม่พอรองรับการลงทุนล็อตใหม่ที่รออยู่

นายร็อดดี อัลลัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการงานวิจัยภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกของเจแอลแอล เปิดเผยว่า ความเสี่ยงของภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกจะส่งผลแน่นอนต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่ขณะเดียวกันความตึงเครียดที่เกิดขึ้นก็ส่งผลดีให้กับบางประเทศซึ่งประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์ จาก Geopolitics เหล่านี้

สะท้อนจากมูลค่าการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในเอเชียแปซิฟิกเพิ่มขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมาค่อนข้างชัดเจนถึง 23% ซึ่งนับตั้งแต่หลังโควิดจะเห็นการขยายตัวของการลงทุนในอาคารสำนักงาน มีการเข้าซื้ออาคารสำนักงานเพื่อการลงทุนโดยเฉพาะ Private investor ที่โตขึ้นถึง 12 %ในปีที่ผ่านมา

และนอกจาก Office Building ที่เป็นเซกเตอร์หลักในการลงทุนทั่วเอเชียแปซิฟิกแล้ว Logistics and Industrial เป็นสินทรัพย์ที่ค่อนข้างร้อนแรงและมีแอคทิวิตี้เกิดขึ้นมากมาย สิ่งที่น่าสนใจ คือ ตลาดโลจิสติกส์ในเอเชียแปซิฟิกยังถือว่ามีขนาดที่เล็กมากเมื่อเปรียบเทียบกับอเมริกาเหนือหรือยุโรป

เพราะฉะนั้นยังมีโอกาสที่จะเติบโตในอนาคตอีกมาก โดยมีปัจจัยสำคัญคือ China+1 ที่เข้ามาส่งเสริมให้เกิดการย้ายฐานการผลิต และย้ายฐานธุรกิจเข้ามาที่ South East Asia มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นไทย เวียดนาม หรืออินเดียก็ตาม

“ไดร์ฟเวอร์หลัก ๆ เกิดขึ้นจาก 4 Sector สำคัญ China +1 ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้เกิดขึ้นหลังโควิดแต่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2018 นับตั้งแต่เกิดเทรดวอร์ซึ่งเป็นแรงผลักให้เกิดการย้ายฐานการผลิตมาที่ South East Asia และ APEC มากขึ้นและจะยังเกิดขึ้นต่อเนื่องไปและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

นั่นหมายความจะมีดีมานด์เข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฝั่งซัพพลายในเอเชียแปซิฟิกเองคาดว่าสิ้นปี 2024 ไปจนถึงปี 2030 จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเท่าตัว และจะมีการเติบโตต่อเนื่องอยู่ที่ 15% ตั้งแต่ปี 2023 ถึง 2027 ”

ด้านนายไมเคิล แกลนซี่ กรรมการผู้จัดการ เจแอลแอล ประจำประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และ เวียดนาม กล่าวเสริมว่า เทรนด์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในปี 2025 และเป็นตัวที่จะผลักให้ซัพพลายใน Real Estate ประเภทต่าง ๆ แข็งแรงและเติบโตต่อไป คือ การลงทุนจากต่างชาติที่เข้ามาในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในเอเชียแปซิฟิกและไทยมากขึ้น

ในปีที่ผ่านมามีมูลค่าการลงทุนที่ยื่นขอการสนับสนุนผ่าน BOI มากถึง 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและสูงเป็นประวัติการณ์ โดยกว่า 3,100 โครงการที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ในภาคของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และดิจิตอลและอยู่ในพื้นที่ EEC ถึง 44%

ธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว คือภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเข้ามา Complete supply chain ของ Data Center และธุรกิจดิจิทัลมูลค่าสูงในประเทศไทยมากขึ้น ปีที่ผ่านมามีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 240,000 ล้านบาทจากหมื่นล้านบาทในปี 2023 การลงทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากประเทศสิงคโปร์ ขณะที่การลงทุนจากจีนและไต้หวันก็มีการเติบโตขึ้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตามหากเข้าไปดูพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมจะเห็นตัวเลขชัดเจนว่าบริษัทจีนเข้ามาและเติบโตถึง 44% ในปีที่ผ่านมามีการขออนุญาตถือครองที่ดินจาก 800 -900 Permit เพิ่มเป็น 1,256 Permit และมีแนวโน้มการอนุญาตก่อสร้างที่เข้ามาเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวสำหรับโรงงานจีน

“ในท้ายที่สุดพาร์ทที่เกี่ยวข้อง Industrial Estate อาจจะต้องการที่ดิน ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาขายไปประมาณ 6,000 ไร่ต่อปีมูลค่าราว ๆ 6-7 หมื่นล้านบาทเป็นอย่างต่ำ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ EEC และฉะเชิงเทรา ทำให้ตอนนี้ที่ดินอุตสาหกรรมในสต๊อกตอนนี้ลดลงเหลืออยู่ 10-15% ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรองรับดีมานด์ก้อนนี้ที่รออยู่

ดังนั้นในอนาคตอันใกล้จะเห็นการลงทุนในที่ดินอุตสาหกรรมมากเพิ่มขึ้น เพราะตอนนี้ผู้เล่นเจ้าใหญ่ๆเริ่มขาดที่ดินในมือเพราะขายออกไปหมดและเริ่มมองหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการทำนิคมอุตสาหกรรม”

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...