โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“โดนัลด์ ทรัมป์”แผลงฤทธิ์ ต่อ ประธานผู้พิพากษาศาลฎีกาจอห์น โรเบิร์ตส์

สยามรัฐ

อัพเดต 28 มี.ค. 2568 เวลา 23.01 น. • เผยแพร่ 28 มี.ค. 2568 เวลา 23.00 น.

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

สองบุคคลที่ถือว่าเป็นผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสหรัฐอเมริกาในขณะนี้ก็คือ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์”และ “ประธานศาลฎีกา จอห์น โรเบิร์ตส์” นั่นเอง

แต่ก็ดูเหมือนว่าในแวดวงการเมืองของสหรัฐฯบุคคลผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยอิทธิพลทั้งสองมีสัมพันธภาพต่อกันอย่างแสนที่จะสลับซับซ้อนมากทีเดียว

เพราะหากจะมองอย่างผิวเผินกันแล้วจะเห็นว่าทั้งสองต่างมีความสนิทชิดเชื้อยิ้มแย้มเข้าหากัน แต่ในส่วนลึกของก้นบึ้งหัวใจของทั้งสอง นับได้ว่าทั้งคู่ต่างก็เป็นคู่แค้นซดเกาเหลาไม่กินเส้นกันมาโดยตลอด!!!

ทั้งนี้เมื่อครั้งที่โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยแรก เขาเพียรพยายามต้องการที่จะยกเลิก “พระราชบัญญัติการรักษาพยาบาลและระบบสาธารณสุขในราคาประหยัด” ที่เรียกกันว่า “โอบามาแคร์” ซึ่งถือเป็นแบรนด์เนมอันดีของ “อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา” ที่ได้รับความนิยมจากชาวอเมริกันเป็นอย่างสูง และถึงแม้ว่าบรรดานักการเมืองของค่ายพรรครีพับลิกันต่างพยายามที่จะดิสเครดิตยกเลิกโอบามาแคร์ก็ตาม แต่ต้องประสบกับความล้มเหลวมาโดยตลอด

ทั้งนี้ชาวอเมริกันที่มีโรคประจำตัว อาทิเช่นโรคมะเร็ง และโรคเรื้อรังต่างๆสามารถจะพึ่งพาโครงการสวัสดิภาพโอบามาแคร์ในการรักษาพยาบาล แต่ในทางกลับกันนักการเมืองของค่ายพรรครีพับลิกันออกมาโจมตีว่า โครงการนี้ทำให้งบประมาณของสหรัฐฯขาดดุลเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยขาดดุลอยู่แล้ว

อนึ่งเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ปี ค.ศ. 2019 ถือเป็นวันชี้ชะตากรรมของโครงการโอบามาแคร์ ที่ ประธานศาลฎีกาจอห์น โรเบิร์ตส์ เป็นผู้ตัดสินชี้ขาดโดยออกคำสั่งว่า ให้คงโครงการรักษาพยาบาลโอบามาแคร์นี้เอาไว้ เพื่อเป็นการคุ้มครองต่อบรรดาผู้ด้อยโอกาสที่ขาดที่พึ่งพา เพราะอุตสาหกรรมด้านอินชัวรันส์ไม่ยอมขายประกันให้แก่ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง (ข้อมูลจากสถานีโทรทัศน์ช่องซีเอ็นเอ็น: The inside story of how John Roberts negotiated to save Obamacare: March 25, 2019)

เมื่อครั้งที่โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มต้นก้าวเข้าสู่แวดวงการเมืองแรกๆเมื่อปีค.ศ. 2015 เขาได้ออกมากล่าว ประณามประธานศาลฎีกาจอห์น โรเบิร์ตส์ ว่าทำตัวน่าละอายและน่าผิดหวัง และยังเป็นบุคคลที่สร้างความหายนะโดยสิ้นเชิง (ข้อมูลจาก บทความชื่อ “Judiciary under press” ของสำนักข่าวรอยเตอร์ส์: March 24, 2025)

ทั้งๆที่ผ่านมาประธานศาลฎีกาจอห์น โรเบิร์ตส์ ก็เคยลงมติเข้ากับเสียงข้างมากของศาลฎีกา ที่ออกมาปกป้องประธานาธิบดีทรัมป์ ด้วยมติ 6 ต่อ 3 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2024 ในทำนองที่ว่า “ไม่สามารถดำเนินคดีต่ออดีตประธานาธิบดี หากเข้าข่ายว่าเขาผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ” เท่ากับเป็นเกราะอันดีที่ใช้คุ้มกันประธานาธิบดีทรัมป์ในข้อกล่าวหาที่ว่า เขามีส่วนสมรู้ร่วมคิดในการก่อจลาจล เพื่อต้องการที่จะพลิกผลการเลือกตั้งเมื่อปีค.ศ. 2020

อย่างไรก็ตามจุดพลิกผันที่เกิดขึ้นครั้งใหม่สดๆร้อนๆเมื่อไม่นานมานี้ ที่ถือเป็นการสร้างความตึงเครียดให้เกิดขึ้นระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานศาลฎีกา จอห์น โรเบิร์ตส์

โดยเมื่อวันอังคารที่ 18 มีนาคม 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เขียนข้อความโพสต์ลงในโซเชียลมีเดียของเขาว่า “Truth Social” โดยเรียกร้องให้มีการถอดถอนผู้พิพากษาหลายๆราย โดยระบุชื่อ “ดี.ซี.เจมส์ โบอัสเบิร์ก”หัวหน้าผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางของ กรุงวอชิงตัน ที่มีคำพิพากษาต่อต้านนโยบายเนรเทศของประธานาธิบดีทรัมป์!!!

โดยไม่กี่ชั่วโมงต่อมาหลังจากที่มีคำพิพากษาประธานาธิบดีทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความต้องการที่จะถอดถอนผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลาง ที่เขาเอ่ยชื่อหัวหน้าผู้พิพากษาเจมส์ โบอัสเบิร์ก ออกมาแบบตรงๆ

ปรากฏต่อมาว่า ประธานศาลฎีกาจอห์น โรเบิร์ตส์ ได้ออกมากล่าวแถลงการณ์ต่อสาธารณชนเป็นกรณีพิเศษ โดยตำหนิประธานาธิบดีทรัมป์ที่ออกมากล่าวเรียกร้องให้ถอดถอนผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลาง ประจำกรุงวอชิงตัน

โดยขณะนี้ศาลฎีกาต้องทำงานอย่างหนัก เนื่องจากมีคดีมากมายที่หลั่งไหลประเดประดังเข้าสู่ศาลฎีกา ที่ล้วนแล้วแต่เป็นคดีที่แสนจะท้าทายอำนาจที่เปรียบเสมือนกฎเหล็ก “Executive Order” ของประธานาธิบดีทรัมป์แทบทั้งสิ้น

ทั้งนี้หัวหน้าผู้พิพากษาเจมส์ โบอัสเบิร์ก แห่งรัฐบาลกลาง ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ได้เขียนคำวินิจฉัยยาว 37 หน้าระบุว่า ทำเนียบขาวนำข้อกล่าวอ้างแบบผิดๆที่ออกมาระบุว่า ชาวเวเนซุเอลา 260 คนที่ถูกส่งไปคุมขังที่ประเทศเอลซัลวาดอร์ เป็นพวกแก๊งอันธพาล ซึ่งมิใช่เป็นเรื่องจริงแต่อย่างใด แถมยังมิให้ชาวเวเนซุเอลาเหล่านั้นได้มีโอกาสแก้ต่างในศาลตามกระบวนการยุติธรรม โดยทำเนียบขาวใช้พระราชบัญญัติ The Alien Enemies Act โดยเลือกใช้ข้อกฎหมายที่อ้างมาผิดๆ (ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ “Judge Maintains Bock on Deportations of Venezuelans Under Wartime Law, March 24, 2025)

โดยมี “ศาสตราจารย์ริชาร์ด ฟรีดแมน” นักประวัติศาสตร์ผู้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับศาลฎีกามาอย่างเชี่ยวชาญได้ออกมากล่าวว่า “ข้าพเจ้าสงสัยว่าประธานศาลฎีกาจอห์น โรเบิร์ตส์ มีทัศนคติที่เหยียดหยามต่อประธานาธิบดีทรัมป์ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า ประธานศาลฎีกาท่านนี้เป็นผู้ที่ยึดมั่นในหลักการ”

ส่วน “ฮาซิส ฮัก” ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ แห่ง “มหาวิทยาลัยชิคาโก” ได้ออกมากล่าวว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์ดำเนินการต่างๆอย่างมากมาย เพื่อต้องการที่จะสั่งปิดแผนกต่างๆของรัฐบาลกลาง ต้องการที่จะไล่พนักงานรัฐบาลออกหลายพันคน และต้องการที่จะขจัดนโยบายต่างๆที่เขาไม่ชื่นชอบ โดยการที่ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังตั้งหน้าตั้งตาดำเนินอยู่นี้ เขาทำราวกับว่ากฎหมายไม่มีความสำคัญ”

อีกนัยหนึ่งขณะนี้ดูเหมือนว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการที่จะเพิ่มขยายอำนาจของตนเองให้มีมากขึ้น โดยเริ่มจากการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผู้พิพากษารัฐบาลกลาง

อย่างไรก็ตามยังมีคดีหนึ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์ถูกฟ้องร้อง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากๆที่อาจจะกลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ และคดีนี้อยู่ในมือของศาลฎีกาเกี่ยวกับประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ต้องการให้เด็กทารกที่เกิดจากบิดาและมารดาที่มิได้เป็นสัญชาติอเมริกัน ได้รับสัญชาติอเมริกัน

ในกรณีสิทธิพิเศษของเด็กที่เกิดในแผ่นดินสหรัฐฯที่บิดามารดาเดินทางเข้าสหรัฐฯอย่างผิดกฎหมาย แต่รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขในปี 1868 ได้ระบุเอาไว้ว่า เด็กๆทุกคนที่ถือกำเนิดในแผ่นดินสหรัฐฯถือว่าได้รับสัญชาติอเมริกันโดยอัตโนมัติ (Birthright) แต่ประธานาธิบดีทรัมป์กลับไม่เห็นด้วย!!!

ทั้งนี้มีองค์กรหลายหน่วยงานตามติดมาด้วยอัยการรัฐต่างๆอีก 23 รัฐที่ออกมาผนึกเข้าร่วมกันเป็นโจทก์ โดยขณะนี้คดีนี้ยังอยู่ในมือของศาลฎีกา ซึ่งคงจะกลายเป็นหนังซีรีย์หลายม้วนกว่าที่ศาลฎีกาจะมีมติออกมา

นอกจากนั้นก็ยังมีคดีต่างๆอีกมากมายที่ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังถูกดำเนินการฟ้องร้อง

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นการออกมาฟาดงวงฟาดงาแผลงฤทธิ์ของ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์”ที่ต้องการจะถอดถอนผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลาง ประธานาศาลฎีกาให้กระเด็นออกจากตำแหน่ง ซึ่งอาจจะเป็นการทำแบบมิทันได้คิด จนเดินล้ำเส้น โดยวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างสองมหาอำนาจผู้มากด้วยอิทธิพลของสหรัฐฯในครั้งนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ และตราบใดที่การบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ยังถูกฟ้องร้องอย่างมากมาย แน่นอนว่าคดีเหล่านั้นล้วนต้องถึงมือของศาลฎีกา ดังนั้นการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการที่จะเพิ่มอำนาจของตนให้มีมากขึ้น ด้วยการลดทอนอำนาจของศาลให้ลดต่ำลง นับเป็นการตัดสินใจที่ผิดอย่างมากมายมหาศาลละครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...