Relationship เพลงจากสาวๆ วง HAIM ที่ตั้งคำถามถึงอาการติดแหง็กในความสัมพันธ์ของคนยุคนี้
“I think I'm in love, but I can't stand fuckin' relationships” - “ฉันคิดว่าฉันมีความรักแหละ แต่ฉันไม่ไหวกับไอ้ความสัมพันธ์บ้าๆ นี้จริงๆ แฮะ”
อีกหนึ่งสเตทเมนต์ที่ช่วยยืนยันการเติบโตทางความคิดของ Danielle, Este และ Alana วง HAIM ทรีโอสาว 3 พี่น้องจากแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ที่กลับมาเขย่ามุมมองเรื่องความสัมพันธ์ของเราด้วย ‘Relationship’ ซิงเกิลล่าสุดในอัลบั้มใหม่ของพวกเธอที่เพิ่งปล่อยมาให้ฟังกันเมื่อเร็วๆ นี้
นอกจากดนตรีแนวอินดี้ป๊อป ผสมกลิ่นอายระหว่าง Retro-modern ฟังสบายที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปินยุค 70s หลายๆ คนอย่าง Lou Reed, Prince และ Joni Mitchelle แล้ว เนื้อหาในเพลงของ HAIM ยังมักจะเป็นการเล่าเรื่องจากมุมมองของเด็กสาว ตั้งแต่การเรียนรู้ ความสมหวัง ความผิดหวัง และการเติบโต ด้วยน้ำเสียงที่ทั้งน่ารัก ทั้งดื้อ และไม่เคยสยบยอม บางครั้งก็สดใสอ่อนหวานเหมือนฤดูร้อนในเวลาที่เป็นสุข พร้อมทั้งยังสามารถเปลี่ยนเป็นหม่นเศร้าเหมือนฤดูหนาวเย็นเฉียบได้ในเวลาที่พวกเธอต้องพบกับความผิดหวัง
ขณะเดียวกัน เพลงของพวกเธอก็มักจะตั้งข้อสังเกตถึงความสัมพันธ์ต่างๆ รอบตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความรักจากครอบครัวอบอุ่นในบ้านย่านชานเมืองแคลิฟอร์เนียตอนใต้ที่พวกเธอโตมาด้วยกัน รวมถึงความรักแบบโรแมนติกที่ทั้ง 3 คนมักจะหยิบประสบการณ์ของตัวเองมาพูดถึงอยู่ตลอด ซึ่งนับตั้งแต่ผลงานในอัลบั้มแรกเมื่อปี 2013 จนถึงปัจจุบัน การเรียนรู้และเติบโตของ 3 สาวพี่น้องวง HAIM ยังทำให้พวกเธอมองเรื่องความรักและความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลงตามวันและวัยไปด้วย
และคำว่า Relationship สำหรับสาวๆ บ้าน HAIM ก็อาจไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าเป็นความสัมพันธ์แบบไหน มันอาจหมายถึงความสัมพันธ์แบบ Situationship หลีกเลี่ยงการผูกมัด หรืออาจเป็นความสัมพันธ์แบบโรแมนติกที่ไม่ค่อยจะโรแมนติกนัก เพราะดันเจอผู้ชายขี้หงุดหงิด อารมณ์ไม่มั่นคง แต่ที่แน่ๆ มันดูเป็นความสัมพันธ์ที่ชวน ‘เอ๊ะ’ และไม่น่าจะใช่ความสัมพันธ์ที่เฮลตี้สักเท่าไร
ถึงแม้จะมีความรักเกิดขึ้นจริงๆ ระหว่างคนในความสัมพันธ์นี้ แต่เมื่อความรักกับความสัมพันธ์มันเป็นคนละเรื่องกัน HAIM จึงต้องอยากหาคำตอบว่า หรือจริงๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องทำใจยอมรับ หรือทนอยู่กับความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ บั่นทอนหัวใจแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็ได้หรือเปล่า (วะ)!
เหนือสิ่งอื่นใด Relationship ยังอาจเป็นเพลงที่ตั้งคำถามถึงการมี ‘ตัวตน’ และ ‘คุณค่า’ ของตัวเราเองในความสัมพันธ์ใดๆ เหล่านี้อีกด้วยว่า จริงๆ แล้วเราน่ะเป็นใคร สำคัญกับเขาแค่ไหนกันเชียว หากปล่อยให้ความสัมพันธ์ที่ทำให้เราสับสน และค่อยๆ ตัวเล็กลงแบบนี้ดำเนินไปเรื่อยๆ ตัวเราเองจะเป็นอย่างไร
และคำถามเหล่านี้เองที่อาจสะท้อนภาพอาการติดแหง็กในความสัมพันธ์บางชุดที่ไม่รู้ว่าจะเรียกมันว่าอะไร ที่รู้แน่ๆ คือมันทั้ง ‘อิหยังวะ!’ และ ‘หัวจะปวด!’ ของคนยุคนี้ได้ดีที่สุดแล้ว
“Relationships
It feels like everyone's caught up in it”
ความสัมพันธ์… ทำไมใครๆ ถึงชอบติดแหง็กกับมันกันนะ
ชุดความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย บริบท และปัจจัยของการใช้ชีวิตทุกวันนี้ มีข้อดีตรงที่มันถูก ‘Custom’ ให้เหมาะและตอบโจทย์อันลื่นไหล เข้าได้กับความต้องการอันหลายหลากของเรามากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในหลายๆ ความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อย ซับซ้อนนั้น อาจไม่ได้มีการระบุหรือนิยามอะไรชัดเจนตามไปด้วย และบ่อยครั้งที่ไอ้อาการไม่มีคำตอบชัดเจนนี่แหละดูเหมือนว่าจะย้อนมาเป็นปัญหาให้กับคนในความสัมพันธ์ๆ นั้นๆ เสียเองด้วยซ้ำ นี่จึงเป็นความรู้สึกของการที่เห็นว่าทำไมใครๆ โดยเฉพาะในยุคนี้ ถึงมักจะติดแหง็กกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ความสัมพันธ์’ โดยมิได้นัดหมาย
“I can’t decide if we’re through
Well are we? And if we are
What we gonna do?…”
ฉันคิดไม่ออกเลยว่าถ้าเราต้องผ่านมันไป
มันยังมี ‘เรา’ อยู่ใช่มั้ย ถ้างั้นเราจะเอาไงต่อดี?
แล้วความสัมพันธ์ที่ถูก Custom จนไม่สามารถนิยามได้ว่ามันคืออะไรก็ยิ่งสร้างความสับสนอลหม่านต่อไปอีก เพราะยิ่งทำให้ไม่รู้ว่าเราจะดีลแบบไหน หรือไปต่อกับมันอย่างไรด้วย (ถ้าได้ไปต่อน่ะนะ)
“I got you all to myself but I keep asking why
When an innocent mistake
Turns into seventeen days
Don’t they end up all the same
When there’s no one left to blame?”
ฉันก็มีเธออยู่ตรงนี้ แต่กลับยังมีคำถามซ้ำๆ ว่าทำไมแค่เรื่องเล็กๆ
ก็เล่นใหญ่ไป 17 วันได้ขนาดนั้น หรือใครๆ เขาก็เป็นแบบนี้ เวลาไม่รู้จะโทษอะไรดี
ความสัมพันธ์ที่ถึงแม้ตัวจะอยู่ด้วยกัน แต่ใจกลับไม่ได้รู้สึกว่า Belong To ซึ่งกันและกันอย่างเต็มนี่แหละที่ยิ่งสร้างความอึดอักสับสนไปอีก แถมในใจก็ยังมีคำถามเต็มไปหมด กับความสัมพันธ์ที่สร้างความนอยได้แม้แต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง ก็ยังสามารถบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ใช้เวลาเถียงและไม่เข้าใจกันได้นานเป็นอาทิตย์ๆ สร้างความสงสัยว่าแล้วคนอื่นๆ ในความสัมพันธ์อื่นๆ ล่ะ เวลาที่เขามีปัญหากันแล้วไม่รู้จะโทษใครหรืออะไรดี เขาลงเอยแบบนี้เหมือนกันด้วยหรือเปล่านะ
“Why do I have a guilty conscience?
I've always been averse to conflict
But you really fucked with my confidence”
ทำไมฉันต้องชอบรู้สึกผิด ทั้งที่พยายามเลี่ยงความขัดแย้ง
เธอก็ยังชอบกวนประสาท เอาความมั่นใจไปจากฉันอีก
แถมบ่อยครั้งเวลาที่เกิด Conflict ระหว่างกันในความสัมพันธ์นี้ ก็ชอบเป็นเราคนเดียวซะอีกที่รู้สึกผิด ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าเรื่องนั้นเราผิดจริงไหม แต่ที่แน่ๆ คือไม่ชอบความขัดแย้งเลยสักนิด ขณะที่อีกคนก็เหมือนจะรู้ข้อนี้ ยิ่งขยันกวนประสาท และชอบทำให้เรายิ่งรู้สึกสูญเสียความมั่นใจในตัวเองซะเหลือเกิน
“How did we get ourselves into this?
Oh this can’t just be the way it is
Or is it just the shit our parents did
And had to live with it
In their relationship?”
เรามาถึงจุดนี้กันได้ยังไง มันไม่ควรเป็นแบบนี้มั้ย
หรือว่าพ่อแม่เราเขาก็เคยต้องทนอยู่กับไอ้ความสัมพันธ์แบบนี้เหมือนกัน
เมื่อมันเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็วนกลับมาที่คำถามว่า ‘เฮ้ นี่เรามาถึงจุดนี้กันได้ไงนะ’ เพราะความสัมพันธ์ที่ดีมันไม่ควรเป็นแบบนี้เลยใช่ไหม หรือที่เราเป็นกันอยู่นี้เพราะ DNA จากพ่อเเม่ของเรา ที่พวกเขาเองก็อาจจะมีความสัมพันธ์ไม่ได้สวยงามหวานชื่นนัก แต่ก็ต้องทนอยู่ด้วยกันเพราะความจำเป็นบางอย่างคล้ายๆ กับเราหรือเปล่า แล้วทำให้เราต้องเดินตามเเพทเทิร์นของพ่อแม่ ต้องผูกติดอยู่กับ DNA นี้ไปตลอดชีวิตเหมือนโดนคำสาปทายาทอสูร ติดแหง็กอยู่กับความสัมพันธ์แบบเดียวกันอย่างหนีไม่พ้น
“Let me tell you how it ends
When we can’t even pretend
Feels like we’re not even friends In this relationship
But I would do it all again if you put down your defenses ”
ให้ฉันบอกไหมว่าความสัมพันธ์นี้มันจะจบยังไง
ก็คือตอนที่เราไม่อาจเสเเสร้งต่อกัน
และสุดท้ายก็อาจไม่เหลือแม้แต่ความเป็นเเพื่อน
ถ้าแต่ละคนไม่ยอมลดตัวตนของตัวเองลงบ้าง
ถ้าให้เดานะว่าความสัมพันธ์นี้มันจะจบลงแบบไหน ก็คงเป็นตอนที่เราต่างรู้สึกว่าไม่สามารถจะเสเเสร้งแกล้งทำต่อกันได้แล้ว แม้แต่ความเป็น ‘เพื่อน’ ในความสัมพันธ์นี้ก็ไม่อาจรู้สึกได้อีกต่อไป แต่ถึงอย่างไรก็คงต้องลองพยายามดูอีกสักครั้ง ถ้าใครสักคนยอมลดความแข็งกร้าวของตัวเองลงบ้าง เพื่อเดินมาเจอกันตรงกลาง และช่วยกันหาทางออกในความสัมพันธ์นี้ไปด้วยกัน
“Maybe that’s just how it goes
When you’re not fully grown
baby when you know you know
So don’t let it bring you down
Cause it all comes back around”
หรือบางทีมันก็อาจจะเป็นแบบนั้น ถ้าหากเธอยังทำตัวเป็นเด็กไม่เลิก
แล้วเมื่อถึงวันนั้นเราก็จะรู้เองว่าความสัมพันธ์นี้ควรไปต่อไหม
งั้นอย่าให้มันทำเธอรู้สึกแย่ไปกว่านี้เลย เพราะสิ่งต่างๆ จะวนกลับมาเหมือนเดิมนั่นแหละ
หรือไม่บางทีความสัมพันธ์ก็อาจจะเป็นแบบนี้ต่อไป ถ้าหากว่าต่างคนต่างไม่มีวุฒิภาวะมากพอ เชื่อว่าถึงวันนั้นจะเราจะรู้ได้เอง ถ้าอย่างนั้นก็ถึงเวลาทบทวนว่า หรืออย่าให้ความสัมพันธ์นี้มันทำเราแย่ไปกว่าเดิมเลยดีกว่า เพราะถึงอย่างไรถ้าเราไม่เปลี่ยน เขาไม่เปลี่ยน ไม่มีใครยอมเปลี่ยน สักวันมันก็อาจต้องวนกลับมาลูปเดิมแบบนี้ และสร้างความเจ็บปวดให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ดี
“I think I’m in love but I can’t stand
Fucking relationships”
ฉันคิดว่าฉันมีความรักแหละ แต่ฉันไม่ไหวกับไอ้ความสัมพันธ์บ้าๆ นี้จริงๆ แฮะ!
เพราะสุดท้ายถึงแม้เราจะรู้สึกว่านั่นคือความรัก แต่ก็ไม่แน่ใจแล้วว่าจะสามารถทนอยู่กับไอ้ ‘ความสัมพันธ์บ้าๆ’ นี่ได้หรอกจริงไหม?…
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- Relationship เพลงจากสาวๆ วง HAIM ที่ตั้งคำถามถึงอาการติดแหง็กในความสัมพันธ์ของคนยุคนี้
- ซีรีส์ Severance Work / Life / Balance? ราคาที่ต้องจ่ายของการเเลกความเป็นมนุษย์กับเครื่องจักร
- A Bright Room : Kanagawa Shingo ภาพถ่ายความสัมพันธ์แบบ “รักกันหลายคน” ที่ทั้งปกติสุข และเป็นครอบครัว
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com