โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นักลงทุนไทย ติดหล่ม “รู้ไม่จริง” มีเพียง 11% ที่ตอบความรู้พื้นฐานถูก ลงทุนอย่างไรไม่ให้ "เจ็บตัว"

Thairath Money

อัพเดต 09 ก.พ. 2568 เวลา 05.04 น. • เผยแพร่ 09 ก.พ. 2568 เวลา 05.04 น.
ภาพไฮไลต์

ปัจจุบันการทำงานเก็บเงินอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถทำให้เรามีความมั่นคงทางการเงินเพื่อดูแลตัวเองยามเกษียณได้ ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงและเงินที่เสื่อมมูลค่าอย่างรวดเร็ว ทำให้คนหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้น

แม้การเข้ามาของอินเทอร์เน็ตจะช่วยให้คนเข้าถึงความรู้การลงทุนมากขึ้น แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ลงทุนผิดพลาด สูญเงินจนต้องจากตลาดไป สะท้อนถึงความ “รู้ไม่จริง” ด้านการลงทุน ทำให้โดนเอาเปรียบจากนักลงทุนรายใหญ่หรือบริษัทจดทะเบียนที่ไม่ซื่อสัตย์ ที่ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายร่วมกันปั่นหุ้น ฉ้อโกงผลประโยชน์เข้าตัวเอง

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เผยแนวทางแก้จุดอ่อนนักลงทุนไทย ลงทุนอย่างไรไม่ให้เจ็บตัวและรู้เท่าทันตลาด

แต่ก่อนจะไปศึกษาแนวทางการลงทุนที่ถูกต้อง เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่านักลงทุนรายย่อยกลุ่มไหนที่ต้องให้ความสำคัญ และมี “จุดอ่อน” ที่ต้องแก้ไขอะไรบ้าง

โดยนักลงทุนรายย่อยที่มีความเสี่ยงจะเจ็บตัวจากการลงทุนมี 3 กลุ่มด้วยกัน
1. กลุ่มที่ขาดความรู้ เช่น กลุ่มผู้ลงทุนที่มีการศึกษาไม่มาก
2. กลุ่มที่ขาดประสบการณ์ เช่น กลุ่มผู้ลงทุนอายุน้อย
3. กลุ่มที่ขาดช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย หรือเอกสารข้อมูลประกอบการตัดสินใจการลงทุนต่าง ๆ ซึ่งมักอยู่บนรูปแบบดิจิทัล เช่น กลุ่มผู้ลงทุนที่สูงอายุ

จะเห็นว่านักลงทุนทั้ง 3 กลุ่มเป็นกลุ่มคนที่ต้นทุนทางสังคม (social capital) ต่ำ ทำให้มีจุดอ่อนรวมกัน 4 ข้อ ได้แก่ “เงินน้อย รู้น้อย โอกาสน้อย อำนาจต่อรองน้อย” ซึ่งมาตรการการส่งเสริมและคุ้มครองนักลงทุนกลุ่มนี้ที่เหมาะสมประกอบด้วย

1. การเพิ่มความรู้และข้อมูล ลดการรู้ไม่จริง ป้องกันการถูกหลอก
2. การเพิ่มความเท่าเทียมในด้านโอกาสเทียบกับนักลงทุนรายใหญ่
3. การปฏิบัติอย่างเท่าเทียมภายใต้กฎหมาย

เพิ่มความรู้ ป้องกันการถูกหลอก

สำหรับนักลงทุนไทย ความรู้เรื่องการเงินและการลงทุนยังคงเป็นปัญหาใหญ่ เนื่องจากเรื่องการเงินและการลงทุนไม่ได้ถูกให้ความสำคัญมากนักในระบบการศึกษาไทย คนส่วนใหญ่จึงเข้าไม่ถึงการลงทุน และไม่สนใจศึกษาเพราะมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ผลสำรวจพบว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามไม่เคยได้เรียนเรื่องการลงทุนผ่านสถานการศึกษาเลย ส่วน 24%-29% เริ่มเรียนเรื่องลงทุนในมหาวิทยาลัย ในขณะที่คนส่วนใหญ่ 36%-46% เรียนเรื่องลงทุนด้วยตนเอง ทำให้กลุ่มที่ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยและไม่ได้มีความสนใจจะเก็บออมไม่มีโอกาสศึกษาเรื่องการลงทุน

ที่น่ากังวลไปกว่านั้นก็คือ นักลงทุนในตลาดทุนมีเพียง 11% เท่านั้นที่ตอบคำถามเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานเรื่องการลงทุนทั้ง 4 ข้อได้ถูกต้องทั้งหมด นอกจากนี้ ผู้ลงทุนเกือบ 1 ใน 5 ยังเชื่อมั่นว่าตัวเองตอบคำถามถูกต้อง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วตอบไม่ถูก สะท้อนถึง “ความไม่รู้จริง” ด้านการลงทุน

ดังนั้นทางออกของปัญหาความรู้น้อย ไม่รู้จริง คือ การสร้างความรู้เรื่องการเงินและการลงทุนตั้งแต่เด็ก โดยเริ่มสอนความรู้เบื้องต้นทางการเงินในโรงเรียนได้ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา และยกระดับเป็นการให้ความรู้ในการลงทุนตั้งแต่ชั้นมัธยมต้นจนถึงมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการในการกำกับดูแลมาตรฐานการให้คำแนะนำผู้ที่เป็น Influencer ด้านการเงิน เนื่องจากปัจจุบันคนกลุ่มนี้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนค่อนข้างมาก โดยต้องให้ขึ้นทะเบียนและระบุตัวตนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของคำแนะนำอยู่เป็นระยะว่ามีความเหมาะสมและโปร่งใสหรือไม่ (เช่น ต้องเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อนที่เป็นไปได้ในการแนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หุ้น หรือกองทุนรวมที่ตัวเองมีส่วนได้ส่วนเสีย)

การเพิ่มโอกาสให้เท่าเทียม

แม้ปัจจุบันทุกคนจะสามารถเข้าถึงข้อมูลการลงทุนได้มากขึ้นบนอินเทอร์เน็ต แต่ช่องว่างการลงทุนระหว่างนักลงทุนรายใหญ่และรายย่อยยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะช่องทางการเข้าถึงและคุณภาพของข้อมูล โดยธนาคารพาณิชย์และบริษัทหลักทรัพย์มักให้ความสำคัญในการบริการคำแนะนำการลงทุนกับลูกค้ารายใหญ่มากกว่ารายย่อย เช่น ผู้ลงทุนรายใหญ่บางรายมีโอกาสเข้าถึงการสัมภาษณ์ผู้บริหารผ่านการทำ Company Visit ได้ แต่โอกาสดังกล่าวมิได้เปิดกว้างสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย อีกทั้งบริษัทจดทะเบียนมักจัดให้มีการประชุมนักวิเคราะห์ (Analyst Meetings) ก่อนการพบปะนักลงทุนทั่วไป (เช่น Opportunity Days) ทำให้นักลงทุนรายใหญ่ซึ่งเป็นลูกค้าของบริษัทหลักทรัพย์ที่นักวิเคราะห์เหล่านี้สังกัดอยู่ อาจทราบผลประกอบการหรือแนวโน้มของธุรกิจก่อนผู้ลงทุนรายย่อย จึงมีโอกาสสร้างกำไรมากกว่า

โดยปัญหานี้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีมาลดช่องว่างดังกล่าวได้ เช่น หน่วยงานรัฐสามารถพัฒนาเครื่องมือช่วยการลงทุนที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เช่น Generative AI ในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์การลงทุน ความเสี่ยง และให้คำแนะนำลงทุนเบื้องต้นแก่นักลงทุนทั่วไปในคุณภาพที่ใกล้เคียงกับที่นักลงทุนรายใหญ่ได้รับจากที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัว แต่ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า

นอกจากนี้ควรเพิ่มทางเลือกด้านผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมให้นักลงทุนรายย่อย เช่น พันธบัตรรัฐบาลควรมีการกระจายตัวสู่รายย่อยมากขึ้น และผ่านช่องทางที่รายย่อยเข้าถึงได้ง่าย ตราสารที่โยงผลตอบแทนกับอัตราเงินเฟ้อ (Inflation-Linked Bonds) หรือผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบเพื่อเตรียมพร้อมกับวัยเกษียณ (Post-Retirement Products)

อีกประเด็นสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือการลดเกณฑ์อายุการลงทุน เนื่องจากปัจจุบันมีนักลงทุนที่เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยใช้บัญชีผู้ปกครอง บางส่วนก็เริ่มลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงอย่างคริปโตเคอร์เรนซี ทำให้หน่วยงานไม่สามารถติดตามได้ การปรับลดอายุการลงทุนในต่างประเทศ พบว่ามีส่วนช่วยในการเสริมสร้างความรู้การลงทุนในกลุ่มเยาวชนได้

การปฏิบัติอย่างเท่าเทียมภายใต้กฎหมาย

ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยต้องเจอกับวิกฤติความเชื่อมั่นที่ถดถอยลงเรื่อยๆ จากคดีฉาวที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น คดีโกงหุ้น STARK และคดีปั่นหุ้น MORE ฉ้อโกงโบรกเกอร์มูลค่าความเสียหายกว่า 4,500 ล้านบาท สะท้อนถึงปัญหา Corporate Governance หละหลวมในการติดตามคุณภาพบริษัทจดทะเบียน และขาดความโปร่งใสในการกำกับดูแล ประกอบความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ยิ่งซ้ำเติม sentiment นักลงทุนให้แย่ลงไปอีก ทำให้ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะยิ่งผลักให้คนอยู่ไกลตลาดหุ้นมากขึ้นกว่าเดิม

ผลสำรวจพบว่า 65% – 68% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วประเทศ มองว่าตลาดทุนเป็นเรื่องที่ห่างไกลตัว มีความกังวลเกี่ยวกับการเมืองที่กระทบต่อตลาดทุน และไม่เชื่อใจที่จะนำเงินไปให้ผู้อื่นบริหาร เป็นปัจจัยที่ทำให้ไม่สนใจลงทุนในตลาดทุน เช่น กองทุนรวม

จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รักษากฎหมายจะต้องเร่งยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น ต้องทำงานให้ทันเหตุการณ์มากขึ้น ตีความกฎหมายตามเจตนารมณ์แทนที่จะเป็นตามลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ก็เพื่อลบเลือนความรู้สึกว่า "คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น" กับ "คนรวยโกงได้ไม่โดนจับ" และควรมีมาตรการเชิงรุกในการดูแลและเยียวยานักลงทุนรายย่อยที่ได้รับความเสียหายจากกรณีเหล่านี้ด้วย

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้
https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักลงทุนไทย ติดหล่ม “รู้ไม่จริง” มีเพียง 11% ที่ตอบความรู้พื้นฐานถูก ลงทุนอย่างไรไม่ให้ "เจ็บตัว"

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...