ทรัมป์เปิดภาพแรก “มาดูโร” หลังถูกหน่วยรบพิเศษสหรัฐฯ บุกรวบตัวกลางเวเนซุเอลา
ทรัมป์ เผยภาพ “นิโคลัส มาดูโร” ถูกพันธนาการบนเรือรบ หลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบบุกกรุงการากัส พร้อมประกาศกร้าวเข้าบริหารเวเนซุเอลาชั่วคราว ท่ามกลางคำถามถึงชะตากรรมของภริยาผู้นำที่ยังไม่แน่ชัด
4 ธันวาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยภาพแรกของนายนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา หลังถูกสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีเมืองหลวงเวเนซุเอลา ก่อนจะควบคุมตัวเมื่อวานนี้ (3 ม.ค.) ผ่านทาง Truth Social โดยระบุว่า นี่เป็นภาพขณะที่นายมาดูโร ถูกจับกุมอยู่บนเรือรบลำหนึ่ง และกำลังเดินทางมายังสหรัฐฯ โดยจากภาพจะเห็นได้ว่า นายมาดูโรถูกปิดตา และสวมที่ปิดหูกันเสียง
ในภาพยังปรากฎนายมาดูโร สวมเสื้อแจ็กเก็ตและกางเกงวอร์ม ซึ่งที่กางเกงเห็นเป็นยี่ห้อไนกี้ ส่วนมือถูกมัด โดยที่เขาถือขวดน้ำอยู่
รายงานล่าสุดยืนยันว่า ทางการสหรัฐฯ ได้นำตัวนายมาดูโรและภริยาถึงนิวยอร์ก เพื่อดำเนินคดีตามข้อหายาเสพติดและการก่อการร้าย ซึ่งรัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯ ประกาศไว้ก่อนหน้านี้แล้ว อย่างไรก็ตาม เริ่มมีการตั้งข้อสังเกตว่า ชะตากรรมของภริยานายมาดูโรยังไม่เป็นที่แน่ชัด ว่าถูกควบคุมตัวไปพร้อมกับสามี หรือถูกพาแยกออกไปที่ไหนหรือไม่
สำนักข่าว BBC รายงานว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่สถานที่นอน อาหารการกิน การแต่งกาย ไปจนถึงรายละเอียดส่วนตัวอื่น ๆ โดยมีแหล่งข่าวจากภายในรัฐบาลเวเนซุเอลาร่วมให้ข้อมูล
ต้นเดือนธันวาคม แผนปฏิบัติการที่ใช้ชื่อว่า “Operation Absolute Resolve” ถูกสรุปขั้นสุดท้าย หลังผ่านการวางแผนและซ้อมมาอย่างยาวนาน รวมถึงการสร้างแบบจำลองบ้านพักลับของมาดูโรในกรุงการากัสขนาดเท่าของจริง เพื่อฝึกเส้นทางเข้าปฏิบัติการของหน่วยรบพิเศษสหรัฐฯ
แผนดังกล่าวถือเป็นการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในลาตินอเมริกาครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็น และถูกเก็บเป็นความลับอย่างเข้มงวด โดยรัฐสภาสหรัฐฯ ไม่ได้รับการแจ้งหรือปรึกษาล่วงหน้าเมื่อรายละเอียดทุกอย่างพร้อม ผู้นำกองทัพเพียงรอจังหวะที่เหมาะสมที่สุดเพื่อเปิดปฏิบัติการ โดยเน้น “ความประหลาดใจ” เป็นหัวใจสำคัญ
เดิมทีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อนุมัติภารกิจล่วงหน้ากว่านั้น 4 วัน แต่มีการเลื่อนออกไปเนื่องจากสภาพอากาศและเมฆปกคลุม จนกระทั่งคำสั่งสุดท้ายมีขึ้นเวลา 22.46 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกสหรัฐฯ คืนวันศุกร์ หรือ 03.46 น. วันเสาร์ตามเวลา GMT ซึ่งตรงกับช่วงใกล้เที่ยงคืนในกรุงการากัส ทำให้กองทัพมีเวลาปฏิบัติการท่ามกลางความมืดตลอดทั้งคืน
ปฏิบัติการทางอากาศ บก และทะเล ใช้เวลารวม 2 ชั่วโมง 20 นาที และสร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลก ในเชิงขนาดและความแม่นยำถือว่าแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมเสียงวิพากษ์จากหลายประเทศในภูมิภาค โดยประธานาธิบดีบราซิลระบุว่าเป็นแบบอย่างอันตรายต่อประชาคมโลก
ทรัมป์ติดตามปฏิบัติการผ่านการถ่ายทอดสดจากรีสอร์ตมาร์-อา-ลาโก ในรัฐฟลอริดา พร้อมทีมที่ปรึกษา ผู้อำนวยการ CIA และรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ โดยเขาระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่ “รุนแรง รวดเร็ว และน่าทึ่ง”
สัญญาณแรกของปฏิบัติการปรากฏบนท้องฟ้า เมื่อมีการส่งอากาศยานมากกว่า 150 ลำ ทั้งเครื่องบินทิ้งระเบิด เครื่องบินขับไล่ และเครื่องบินลาดตระเวน เสียงระเบิดดังขึ้นทั่วกรุงการากัสราวตีสอง พร้อมกลุ่มควันลอยเหนือเมือง ชาวเมืองจำนวนมากเล่าว่าตื่นขึ้นมาพบความมืดมิด เสียงระเบิด และเครื่องบินบินวนเหนือศีรษะ สร้างความสับสนและหวาดกลัว
การตรวจสอบของ BBC ยืนยันจุดโจมตีอย่างน้อย 5 แห่ง รวมถึงฐานทัพอากาศ Generalissimo Francisco de Miranda สนามบินลา การ์โลตา และท่าเรือลา กวาอีรา ซึ่งเป็นทางเชื่อมหลักสู่ทะเลแคริบเบียน โดยเป้าหมายบางส่วนเป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศและฐานทัพสำคัญ ขณะที่ทรัมป์อ้างว่าสหรัฐฯ ตัดไฟฟ้าในกรุงการากัสก่อนเริ่มภารกิจ ทำให้เมืองตกอยู่ในความมืด
เมื่อการโจมตีเริ่มขึ้น หน่วยรบพิเศษเดลตาฟอร์ซของสหรัฐฯ เคลื่อนกำลังเข้าสู่เมือง พร้อมอาวุธครบมือและอุปกรณ์ตัดโลหะสำหรับฝ่าประตูเหล็กของบ้านพักลับมาดูโร กองกำลังถึงเป้าหมายไม่นานหลังตีสอง และถูกยิงตอบโต้ทันที เฮลิคอปเตอร์สหรัฐฯ หนึ่งลำถูกยิงแต่ยังสามารถบินต่อได้
ทรัมป์ระบุว่า มาดูโรพยายามหลบหนีเข้าสู่ห้องนิรภัย แต่ไม่ทันปิดประตู ก่อนถูกควบคุมตัวอย่างรวดเร็ว ภรรยาของเขา ซิเลีย ฟลอเรส ถูกจับกุมพร้อมกัน ระหว่างปฏิบัติการมีทหารสหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต
ในช่วงเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เริ่มแจ้งสมาชิกรัฐสภาถึงปฏิบัติการ ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์ในสภา โดยฝ่ายเดโมแครตชี้ว่าการใช้กำลังทหารโดยไม่ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาเป็นเรื่องเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารให้เหตุผลว่าการแจ้งล่วงหน้าอาจทำให้ภารกิจล้มเหลว
ภายในเวลา 04.20 น. เฮลิคอปเตอร์สหรัฐฯ นำตัวมาดูโรและภรรยาออกจากน่านฟ้าเวเนซุเอลา มุ่งหน้าสู่สหรัฐฯ เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และราวหนึ่งชั่วโมงต่อมา ทรัมป์ประกาศต่อสาธารณชนว่า ผู้นำเวเนซุเอลาจะต้องเผชิญ “อำนาจเต็มของกระบวนการยุติธรรมอเมริกัน”
อ้างอิง : www.bbc.com