โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชายวัย 50 ปี ดื่มกาแฟดำทุกวัน พบเป็นไตวายระยะสุดท้าย เตือนอย่าซื้อแบบนี้

Khaosod

อัพเดต 06 ม.ค. เวลา 09.43 น. • เผยแพร่ 06 ม.ค. เวลา 09.43 น.

ชายวัย 50 ปี ดื่มกาแฟดำทุกวัน กลับกลายเป็นไตวายระยะสุดท้าย แพทย์ชี้จุดเสี่ยงสำคัญ เตือนอย่าซื้อกาแฟแบบนี้ เพราะเอาสุขภาพไปเสี่ยง

หลายคนหันมาดูแลสุขภาพด้วยการดื่มกาแฟดำ เพื่อช่วยกระตุ้นความสดชื่นและการเผาผลาญ แต่แพทย์โรคไต นพ.หงหย่งเสียง ได้ออกมาแชร์กรณีตัวอย่างของชายวัยกว่า 50 ปี ผู้ใส่ใจสุขภาพ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ แต่กลับหมดสติระหว่างวิ่งออกกำลังกายในตอนเช้า และถูกวินิจฉัยว่าเป็นไตวายเรื้อรังระยะที่ 5

เมื่อตรวจสอบประวัติเพิ่มเติมจึงพบสาเหตุสำคัญว่า ผู้ป่วยบริโภคเมล็ดกาแฟที่ชื้นและเสื่อมคุณภาพเป็นเวลานาน ส่งผลให้ร่างกายสะสม “สารพิษโอคราท็อกซิน” (Ochratoxin) จนทำลายการทำงานของไตอย่างรุนแรง

นพ.หงหย่งเสียง ระบุผ่านเพจเฟซบุ๊กว่า ชายรายนี้เป็นคนรักสุขภาพอย่างจริงจัง ออกกำลังกายเป็นประจำและดื่มกาแฟดำทุกวัน แต่เนื่องจากมองว่ากาแฟจากร้านสะดวกซื้อคุณภาพไม่ดี ส่วนร้านกาแฟก็มีราคาสูง เขาจึงเลือกซื้อเมล็ดกาแฟถุงใหญ่ช่วงลดราคามาเก็บไว้ใช้เอง แม้สังเกตเห็นว่าเมล็ดกาแฟเริ่มเปลี่ยนสีก็ยังเสียดายไม่ยอมทิ้ง

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยเริ่มสังเกตว่าปัสสาวะมีฟองมากและไม่ยุบหายง่าย รวมถึงมีอาการบวมบริเวณข้อเท้า แต่เข้าใจว่าเป็นผลจากการออกกำลังกายหนัก จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดอาการวูบล้มระหว่างวิ่งและถูกนำส่งโรงพยาบาล ตรวจพบว่าค่าการกรองของไต (eGFR) ลดลงต่ำกว่า 10 เข้าข่ายไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย

เนื่องจากผู้ป่วยไม่มีโรคประจำตัวที่มักเป็นสาเหตุของไตวาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือเก๊าท์ แพทย์จึงสอบถามเพิ่มเติมถึงการสัมผัสสารพิษหรือโลหะหนัก จนพบว่าต้นเหตุสำคัญคือเมล็ดกาแฟที่เปลี่ยนสีและเก็บไว้นานในบ้าน

นพ.หงหย่งเสียง อธิบายว่า ผู้ป่วยเข้าใจผิดคิดว่า “ต้มกาแฟด้วยน้ำร้อนก็ฆ่าเชื้อได้” แต่ในความเป็นจริง สารพิษโอคราท็อกซินต้องใช้ความร้อนสูงกว่า 280 องศาเซลเซียสจึงจะสลายได้ ขณะที่การชงกาแฟมีอุณหภูมิสูงสุดเพียงราว 100 องศาเซลเซียส ไม่สามารถทำลายสารพิษนี้ได้ พร้อมเตือนว่า “นี่ไม่ใช่การประหยัดเงิน แต่คือการเอาสุขภาพไตในช่วงครึ่งหลังของชีวิตไปเสี่ยง”

แพทย์ระบุเพิ่มเติมว่า โอคราท็อกซินถูกขนานนามในวงการแพทย์ว่าเป็น “ระเบิดเวลาของไต” จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Toxins พบว่าสารพิษชนิดนี้มีคุณสมบัติชอบสะสมในไตเป็นพิเศษ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปทำลายไตโดยตรง ก่อให้เกิดภาวะเครียดออกซิเดชัน และทำลายเยื่อกรองของหน่วยไต เปรียบเสมือนไตเป็นเครื่องกรองน้ำที่ถูกเทปูนอุดตะแกรงกรองไว้ภายใน

นอกจากนี้ เชื้อราที่สร้างโอคราท็อกซินยังเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศอบอุ่นและชื้น อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ราว 25 องศาเซลเซียส และความชื้นมากกว่า 18.5% โดยเฉพาะเมื่อความชื้นสัมพัทธ์เกิน 85% จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยง ข้อมูลจากวารสาร Journal of Toxicology ยังระบุว่า โอคราท็อกซินมีระยะครึ่งชีวิตในร่างกายนานถึง 35 – 50 วัน หมายความว่าสารพิษจะสะสมและตกค้างในไตเป็นเวลานาน ไม่สามารถขับออกได้รวดเร็วเหมือนอาหารเป็นพิษทั่วไป

แพทย์เตือนว่า สารพิษชนิดนี้ก่ออันตรายต่อไตผ่านหลายกลไก ได้แก่

  • กระตุ้นการอักเสบและพังผืดในไต โดยกระตุ้นกระบวนการตายของเซลล์แบบมีการอักเสบสูง
  • รบกวนการทำงานของเซลล์ไต ทำให้ประสิทธิภาพการกรองของเสียลดลง
  • เมื่อสะสมระยะยาว จะนำไปสู่ความเสียหายเรื้อรังและโรคไตที่ลุกลามอย่างต่อเนื่อง

นพ.หงหย่งเสียง ย้ำว่า อาหารหรือวัตถุดิบที่ขึ้นรา ไม่ใช่แค่ “มีกลิ่นเหม็น” หรือ “ดูไม่น่ากิน” เท่านั้น แต่ยังอาจเป็นภัยเงียบที่ค่อย ๆ ทำลายไตโดยที่ไม่รู้ตัว จึงควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่เสื่อมคุณภาพอย่างเด็ดขาด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชายวัย 50 ปี ดื่มกาแฟดำทุกวัน พบเป็นไตวายระยะสุดท้าย เตือนอย่าซื้อแบบนี้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...