โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เจาะลึกความท้ายทายเศรษฐกิจไทย ผ่าทางตันหลังเลือกตั้ง

Wealth Me Up

อัพเดต 14 มกราคม 2569 เวลา 19.40 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Wealth Me Up

ใช้แรงทำเงิน& ให้เงินทำงาน กดSubscribe รอเลย…

Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line

  • ผลิตภาพ ‘ต่ำ’ | ภูมิคุ้มกัน ‘ต่ำ’ | เหลื่อมล้ำ ‘สูง’ 3 ปัญหาหลักเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย
  • ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน ‘ลงมือทำ’ โดย ธปท. พร้อมขยายบทบาทที่นอกจากจะดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน สู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยให้มากขึ้น
  • แนะรัฐบาลใหม่ก้าวพ้น ‘ประชานิยม’ สู่ ‘ยุทธศาสตร์ชาติที่กินได้’ แต่หากรัฐบาลยังติดอยู่กับการใช้นโยบาย ‘เอาใจ’ ประเทศไทยก็จะไม่สามารถหลุดพ้นจากวังวนจีดีพีโตต่ำที่ 1-2% ได้

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร(KKP) จัดงานสัมมนาใหญ่แห่งปีKKP Year Ahead 2026 โดยได้รวบรวมผู้นำทางความคิดและผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศ ร่วมถอดรหัสความท้าทายที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญ พร้อมส่งสัญญาณเตือนถึงความจำเป็นในการเลือกเส้นทางที่ถูกต้องระหว่าง“นโยบายประคองอาการ” กับ“ยุทธศาสตร์ผ่าตัดโครงสร้าง”

ขยายบทบาท ธปท. แก้ปัญหาฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย

คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่าเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ปัญหาหลักในตอนนี้ของประเทศไทยคือปัญหาเชิงโครงสร้าง 3 ด้าน

1. ผลิตภาพ ‘ต่ำ’

เศรษฐกิจไทยโตต่ำ ธุรกิจไทยพัฒนาไม่ทันโลกที่เปลี่ยนแปลง ความสามารถในการแข่งขันลดลง และคาดการณ์ว่าปีนี้ GDP ของไทยจะโต 1.5% และถ้าหากมีการส่งออกที่ดีมีโอกาสที่ GDP ไทยจะโตที่ 1.6-1.7%

2. ภูมิคุ้มกัน ‘ต่ำ’

ภาคครัวเรือน ธุรกิจ และ SMEs ค่อนข้างเปราะบาง มีหนี้สินท่วม และมีความสามารถในการรับมือกับวิกฤตต่ำ

3. เหลื่อมล้ำ ‘สูง’

SMEs ไทย และประชาชนไทย ขาดโอกาสในการเเข่งขันที่เป็นธรรมเท่าเทียม ทำให้การเติบโตและประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่กระจายตัว

ท่ามกลางความไม่แน่นอนและปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย คุณวิทัยเน้นย้ำว่า ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน ‘ลงมือทำ’ เพื่อแก้ปัญหาที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยโดย ธปท. จะปรับบทบาทที่นอกจากการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างราบรื่นในระยะยาวแล้ว จะต้องขยายบทบาทในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบาย ทั้งนโยบายการเงินที่ยืดหยุ่น และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดที่จะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยอย่างตรงจุด รวมทั้งทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ โดย ธปท. มีมาตรการเฉพาะจุดที่สำคัญ ได้แก่

1. แก้หนี้ NPL รายย่อย ให้กลับมามีประวัติที่ดีได้ ผ่านกลไกของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้)

2. SMEs Credit Guarantee การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs ที่มีศักยภาพผ่านกลไกการค้ำประกันเครดิต (โครงการ SMEs Credit Boost)

3. การกำกับธุรกรรมทองคำ โดยให้ธนาคารเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ และจะกำหนดเพดานการซื้อขายผ่าน Online Platform และให้ร้านทองรายงานธุรกรรมการซื้อขายทองคำเพิ่มเติม เนื่องจากการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศของบริษัททองคำ เป็นหนึ่งในแรงกดดันหลัก ที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าในช่วงที่ผ่านมา

4. ทุนเทา การยกระดับการติดตามและตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติเพื่อแก้ปัญหาทุนเทา เช่น ตรวจสอบธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า

ก้าวพ้นประชานิยม สู่ยุทธศาสตร์ชาติที่กินได้

“การปรับเปลี่ยนโครงสร้างนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบต่อผลประโยชน์เดิมและการลดทอนอำนาจรัฐเพื่อเปิดทางให้กับการแข่งขันเสรี จึงมักถูกแรงต่อต้านและไม่ถูกหยิบยกมาใช้ในการหาเสียง แต่วันนี้เราต้องเลือกระหว่างการประคองตัวหรือการยอมเจ็บเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างให้ลูกหลานมีอาชีพใหม่ในวันหน้า”

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ได้วิเคราะห์เจาะลึกถึง ‘หลุมพราง’ ที่ประเทศไทยต้องก้าวข้าม โดยระบุว่าประชาชนคาดหวังให้การเลือกตั้งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่หากรัฐบาลยังติดอยู่กับการใช้นโยบาย ‘เอาใจ’ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยก็จะไม่สามารถหลุดพ้นจากวังวนจีดีพีโตต่ำที่ 1-2% ได้

โดย ดร.ศุภวุฒิ ได้เสนอ 6 หัวใจสำคัญในการรื้อสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่ออนาคตของคนไทย

1. ปฏิรูปเกษตรสู่มูลค่าสูง

เปลี่ยนจากการผลิตอาหาร ‘คาร์โบไฮเดรต’ ไปสู่ ‘โปรตีนมูลค่าสูง’ โดยใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตต่อหัว แทนการอุดหนุนราคาหรือประกันรายได้ที่ไม่ได้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

2. เอกภาพในภูมิรัฐศาสตร์

ในโลกที่มหาอำนาจแบ่งพรรคแบ่งพวก ไทยและอาเซียนต้องเป็นปึกแผ่นเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและป้องกันการถูกแทรกแซงจากภายนอก

3. สนับสนุนเอกชนเป็นหัวหอก

รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้ควบคุม’ เป็น ‘ผู้สนับสนุน’ ในอุตสาหกรรมศักยภาพ เช่น OSAT (Outsourced Semiconductor Assembly and Test), HDD (Hard Disk Drive), โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

4. ปรับสมดุลนโยบายการเงิน

บาทแข็ง คือแรงฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะการเงินที่ตึงตัวเกินไปจนอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมายมาอย่างต่อเนื่อง

5. เสรีพลังงานสะอาด

เร่งเปิดเสรีการผลิตและซื้อขายไฟฟ้าผ่านโครงข่ายรัฐ เพื่อเปลี่ยนไปใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่มีต้นทุนต่ำกว่าการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050

6. OECD คือกุญแจความเชื่อมั่น

เร่งเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยเร็วเพื่อยกระดับมาตรฐานสากลและลดคอร์รัปชัน ซึ่งจะช่วยเพิ่ม GDP ได้ถึง 1.6% ต่อปี โดยใช้เวที World Bank-IMF ในเดือนตุลาคมนี้เป็นประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจน

การรวบรวมทัศนะจากผู้เชี่ยวชาญหลากสาขาในงานKKP Year Ahead 2026 ยืนยันถึงความมุ่งมั่นของKKP ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนั้นแม้จะยากและอาจกระทบต่อโครงสร้างผลประโยชน์ปัจจุบัน แต่คือหนทางเดียวที่จะสร้างโอกาสและการเติบโตเต็มศักยภาพต่อไปได้อย่างแท้จริง

#WealthMeUp

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...