เจาะลึกความท้ายทายเศรษฐกิจไทย ผ่าทางตันหลังเลือกตั้ง
ใช้แรงทำเงิน& ให้เงินทำงาน กดSubscribe รอเลย…
Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line
- ผลิตภาพ ‘ต่ำ’ | ภูมิคุ้มกัน ‘ต่ำ’ | เหลื่อมล้ำ ‘สูง’ 3 ปัญหาหลักเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย
- ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน ‘ลงมือทำ’ โดย ธปท. พร้อมขยายบทบาทที่นอกจากจะดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน สู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยให้มากขึ้น
- แนะรัฐบาลใหม่ก้าวพ้น ‘ประชานิยม’ สู่ ‘ยุทธศาสตร์ชาติที่กินได้’ แต่หากรัฐบาลยังติดอยู่กับการใช้นโยบาย ‘เอาใจ’ ประเทศไทยก็จะไม่สามารถหลุดพ้นจากวังวนจีดีพีโตต่ำที่ 1-2% ได้
กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร(KKP) จัดงานสัมมนาใหญ่แห่งปีKKP Year Ahead 2026 โดยได้รวบรวมผู้นำทางความคิดและผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศ ร่วมถอดรหัสความท้าทายที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญ พร้อมส่งสัญญาณเตือนถึงความจำเป็นในการเลือกเส้นทางที่ถูกต้องระหว่าง“นโยบายประคองอาการ” กับ“ยุทธศาสตร์ผ่าตัดโครงสร้าง”
ขยายบทบาท ธปท. แก้ปัญหาฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย
คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่าเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ปัญหาหลักในตอนนี้ของประเทศไทยคือปัญหาเชิงโครงสร้าง 3 ด้าน
1. ผลิตภาพ ‘ต่ำ’
เศรษฐกิจไทยโตต่ำ ธุรกิจไทยพัฒนาไม่ทันโลกที่เปลี่ยนแปลง ความสามารถในการแข่งขันลดลง และคาดการณ์ว่าปีนี้ GDP ของไทยจะโต 1.5% และถ้าหากมีการส่งออกที่ดีมีโอกาสที่ GDP ไทยจะโตที่ 1.6-1.7%
2. ภูมิคุ้มกัน ‘ต่ำ’
ภาคครัวเรือน ธุรกิจ และ SMEs ค่อนข้างเปราะบาง มีหนี้สินท่วม และมีความสามารถในการรับมือกับวิกฤตต่ำ
3. เหลื่อมล้ำ ‘สูง’
SMEs ไทย และประชาชนไทย ขาดโอกาสในการเเข่งขันที่เป็นธรรมเท่าเทียม ทำให้การเติบโตและประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่กระจายตัว
ท่ามกลางความไม่แน่นอนและปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย คุณวิทัยเน้นย้ำว่า ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน ‘ลงมือทำ’ เพื่อแก้ปัญหาที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยโดย ธปท. จะปรับบทบาทที่นอกจากการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างราบรื่นในระยะยาวแล้ว จะต้องขยายบทบาทในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบาย ทั้งนโยบายการเงินที่ยืดหยุ่น และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดที่จะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยอย่างตรงจุด รวมทั้งทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ โดย ธปท. มีมาตรการเฉพาะจุดที่สำคัญ ได้แก่
1. แก้หนี้ NPL รายย่อย ให้กลับมามีประวัติที่ดีได้ ผ่านกลไกของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้)
2. SMEs Credit Guarantee การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs ที่มีศักยภาพผ่านกลไกการค้ำประกันเครดิต (โครงการ SMEs Credit Boost)
3. การกำกับธุรกรรมทองคำ โดยให้ธนาคารเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ และจะกำหนดเพดานการซื้อขายผ่าน Online Platform และให้ร้านทองรายงานธุรกรรมการซื้อขายทองคำเพิ่มเติม เนื่องจากการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศของบริษัททองคำ เป็นหนึ่งในแรงกดดันหลัก ที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าในช่วงที่ผ่านมา
4. ทุนเทา การยกระดับการติดตามและตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติเพื่อแก้ปัญหาทุนเทา เช่น ตรวจสอบธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า
ก้าวพ้น‘ประชานิยม’ สู่‘ยุทธศาสตร์ชาติที่กินได้’
“การปรับเปลี่ยนโครงสร้างนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบต่อผลประโยชน์เดิมและการลดทอนอำนาจรัฐเพื่อเปิดทางให้กับการแข่งขันเสรี จึงมักถูกแรงต่อต้านและไม่ถูกหยิบยกมาใช้ในการหาเสียง แต่วันนี้เราต้องเลือกระหว่างการประคองตัวหรือการยอมเจ็บเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างให้ลูกหลานมีอาชีพใหม่ในวันหน้า”
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ได้วิเคราะห์เจาะลึกถึง ‘หลุมพราง’ ที่ประเทศไทยต้องก้าวข้าม โดยระบุว่าประชาชนคาดหวังให้การเลือกตั้งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่หากรัฐบาลยังติดอยู่กับการใช้นโยบาย ‘เอาใจ’ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยก็จะไม่สามารถหลุดพ้นจากวังวนจีดีพีโตต่ำที่ 1-2% ได้
โดย ดร.ศุภวุฒิ ได้เสนอ 6 หัวใจสำคัญในการรื้อสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่ออนาคตของคนไทย
1. ปฏิรูปเกษตรสู่มูลค่าสูง
เปลี่ยนจากการผลิตอาหาร ‘คาร์โบไฮเดรต’ ไปสู่ ‘โปรตีนมูลค่าสูง’ โดยใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตต่อหัว แทนการอุดหนุนราคาหรือประกันรายได้ที่ไม่ได้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
2. เอกภาพในภูมิรัฐศาสตร์
ในโลกที่มหาอำนาจแบ่งพรรคแบ่งพวก ไทยและอาเซียนต้องเป็นปึกแผ่นเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและป้องกันการถูกแทรกแซงจากภายนอก
3. สนับสนุนเอกชนเป็นหัวหอก
รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้ควบคุม’ เป็น ‘ผู้สนับสนุน’ ในอุตสาหกรรมศักยภาพ เช่น OSAT (Outsourced Semiconductor Assembly and Test), HDD (Hard Disk Drive), โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
4. ปรับสมดุลนโยบายการเงิน
บาทแข็ง คือแรงฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะการเงินที่ตึงตัวเกินไปจนอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมายมาอย่างต่อเนื่อง
5. เสรีพลังงานสะอาด
เร่งเปิดเสรีการผลิตและซื้อขายไฟฟ้าผ่านโครงข่ายรัฐ เพื่อเปลี่ยนไปใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่มีต้นทุนต่ำกว่าการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050
6. OECD คือกุญแจความเชื่อมั่น
เร่งเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยเร็วเพื่อยกระดับมาตรฐานสากลและลดคอร์รัปชัน ซึ่งจะช่วยเพิ่ม GDP ได้ถึง 1.6% ต่อปี โดยใช้เวที World Bank-IMF ในเดือนตุลาคมนี้เป็นประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจน
การรวบรวมทัศนะจากผู้เชี่ยวชาญหลากสาขาในงานKKP Year Ahead 2026 ยืนยันถึงความมุ่งมั่นของKKP ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนั้นแม้จะยากและอาจกระทบต่อโครงสร้างผลประโยชน์ปัจจุบัน แต่คือหนทางเดียวที่จะสร้างโอกาสและการเติบโตเต็มศักยภาพต่อไปได้อย่างแท้จริง