Salesforce เจาะ 5 โอกาสทอง พาธุรกิจไทยปรับตัวสู่ Agentic Enterprise
Salesforce เจาะ 5 โอกาสทองธุรกิจไทยปรับตัวสู่ Agentic Enterprise รับศักยภาพ AI แห่งอนาคต พร้อมการเปิดตัว Agentforce ภาษาไทยอย่างเป็นทางการ
วันที่ 14 มกราคม 2568 - ในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์เศรษฐกิจดิจิทัลที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่เพียงทางเลือกแต่คือหัวใจหลักของการขับเคลื่อนองค์กร ภาคธุรกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการแข่งขันผ่านแนวคิด "Agentic AI" ซึ่งผลักดันให้เกิดโอกาสใหม่ในหลากหลายมิติ ตั้งแต่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ
นายอภิสิทธิ์ คุปรัตน์ ผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยของเซลส์ฟอร์ซ (Salesforce) เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีในปี 2026 พบว่ามี 5 โอกาสสำคัญที่องค์กรธุรกิจในประเทศไทยสามารถนำ Agentic AI ไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ดังนี้
- การก้าวกระโดดสู่ยุค Agentic Enterprise อย่างเต็มรูปแบบ : องค์กรไทยมีโอกาสดีในการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น "Agentic Enterprise" โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยโครงสร้างระบบเดิม (Legacy Infrastructure) ซึ่งมีความคล่องตัวสูงในการนำ AI ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลที่น่าเชื่อถือมาบูรณาการเข้ากับกระบวนการทำงาน การสำรวจพบว่าผู้บริหารระดับสูงในไทยกว่า 84% ให้ความสำคัญกับ Generative AI เป็นลำดับต้น ๆ ส่งผลให้การพัฒนาแรงงานดิจิทัลที่สามารถดูแลลูกค้า วางแผนการตลาด และจัดการซัพพลายเชนได้โดยอัตโนมัติกลายเป็นเป้าหมายที่เข้าถึงได้จริง
- การปลดล็อกศักยภาพของ MSME ด้วยโซลูชั่นดิจิทัลขั้นสูง : กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ซึ่งเป็นรากฐานของเศรษฐกิจไทย สามารถใช้ Agentic AI ในการทลายข้อจำกัดด้านทรัพยากรและแรงงาน โดย AI Agent จะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการเฉพาะ ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถมอบบริการลูกค้าได้ทัดเทียมกับองค์กรขนาดใหญ่ และยังเป็นพื้นที่ให้สามารถทดลองนวัตกรรมหรือโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง
- การกระจายโอกาสทางธุรกิจสู่เมืองรอง : เทคโนโลยี Agentic AI จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยช่วยให้องค์กรที่ตั้งอยู่ในเมืองรองสามารถขยายขีดความสามารถการแข่งขันให้เทียบเท่าเมืองใหญ่ ธุรกิจในพื้นที่ห่างไกลสามารถใช้ AI Agent ในการให้บริการลูกค้าหรือบริหารจัดการงานจากระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือสำนักงานในพื้นที่ที่มีค่าครองชีพสูง
- การสร้างความเชื่อมั่นและรายได้ผ่าน Agentic Service : ในยุคที่ผู้บริโภคไทยกว่า 74% ต้องการบริการที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น การนำ AI Agent มาเป็นจุดสัมผัสแรก (First Touchpoint) ระหว่างแบรนด์และลูกค้าถือเป็นโอกาสในการสร้างความไว้วางใจ การให้บริการแบบ Agentic-first ที่ตอบสนองตามบริบททางวัฒนธรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เพียงแต่สร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน แต่ยังคาดการณ์ว่าจะช่วยเพิ่มรายได้จากการขายได้ถึง 20% พร้อมยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าในสัดส่วนที่เท่ากัน
- การค้นหาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ผ่านการทดลองอย่างต่อเนื่อง : ภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีทัศนคติที่เปิดกว้างต่อการทดลองเทคโนโลยีใหม่ ๆ เนื่องจากการพัฒนาของเทคโนโลยีแบบ Agentic ยังอยู่ในจุดเริ่มต้นและมีศักยภาพอีกมหาศาลที่รอการค้นพบ การเตรียมความพร้อมด้านระบบจัดการข้อมูลที่มีคุณภาพและการปรับกระบวนการทำงานให้เอื้อต่อการทำงานร่วมกับ AI จะเป็นปัจจัยกำหนดชัยชนะในการแข่งขันทางธุรกิจในระยะยาว
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า เพื่อให้สอดรับกับโอกาสและการเติบโตของตลาด AI ในประเทศไทยที่มีการคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 233,000 ล้านบาทภายในปี 2031 ทาง Salesforce ในฐานะผู้นำระดับโลกด้านระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) จึงได้ประกาศเปิดตัว Agentforce ในรูปแบบภาษาไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนให้องค์กรไทยก้าวสู่การเป็น Agentic Enterprise ได้อย่างสมบูรณ์
นวัตกรรม Agentforce ที่เปิดตัวในครั้งนี้ครอบคลุมบริการหลักที่พร้อมสนับสนุนการทำงานของธุรกิจไทย ดังนี้
- Agentforce Service : วิเคราะห์เจตนาและบริบท (Intent & Context Reasoning) โดยสามารถเข้าใจคำถามที่ซับซ้อนของลูกค้าผ่านภาษาธรรมชาติ (NLP) ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ (End-to-End Resolution) ไม่เพียงแค่ตอบคำถาม แต่ยังสามารถดำเนินการแทนลูกค้าได้ เช่น การตรวจสอบสถานะคำสั่งซื้อ การจองหรือเปลี่ยนนัดหมาย ตามนโยบายบริษัท
Agentforce ยังสามารถส่งต่องานอย่างชาญฉลาด เมื่อพบเคสที่ซับซ้อนเกินความสามารถ AI จะทำการสรุปประเด็นสำคัญและส่งต่อให้พนักงานที่เป็นมนุษย์พร้อมข้อมูลบริบทครบถ้วน เพื่อให้การบริการเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
- Employee Agent : ผู้ช่วยอัจฉริยะในที่ทำงานทำหน้าที่เสมือนพนักงานสนับสนุนที่พร้อมตอบคำถามด้าน HR หรือ IT เช่น การค้นหาข้อมูลสวัสดิการ การจัดการสิทธิ์เข้าถึงระบบ หรือการแก้ปัญหาทางเทคนิคเบื้องต้น
พร้อมการสนับสนุนทีมขายและพัฒนาธุรกิจ สามารถช่วยคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย (Lead Qualification) บันทึกข้อมูลการประชุม และสรุปข้อมูลสำคัญก่อนการเข้าพบลูกค้า ช่วยลดภาระงานด้านธุรการเพื่อให้ทีมขายโฟกัสกับการปิดการขาย
รวมถึงการเชื่อมต่อกับระบบเดิม (Deep Integration) ทำงานร่วมกับเครื่องมือที่คุ้นเคยอย่าง Slack, LINE, Messenger หรือ Salesforce Flow ช่วยให้ AI สามารถดึงข้อมูลจากคลังความรู้ขององค์กรมาใช้งานได้แบบเรียลไทม์
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า Agentforce ยังมาพร้อมกับเครื่องมือสำหรับการพัฒนาและควบคุม (Agentforce Builder & Trust Layer) องค์กรสามารถสร้างและปรับแต่ง AI Agent ได้เองด้วยการใช้ภาษาธรรมชาติในการกำหนดคำสั่ง (Instructions) โดยไม่ต้องพึ่งพาการเขียนโค้ดที่ซับซ้อน ไปจนถึงมี ระบบความปลอดภัยมาตรฐานโลกที่ช่วยคัดกรองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Masking) ป้องกันการตอบข้อมูลที่ผิดพลาด (Hallucination) และตรวจสอบความเหมาะสมของเนื้อหา (Toxicity Detection) เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งาน AI ในเชิงธุรกิจเป็นไปอย่างปลอดภัยและน่าเชื่อถือ
นายอภิสิทธิ์ ได้เน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยว่า การนำ Agentforce เข้ามาให้บริการในภาษาไทยนั้น มุ่งเน้นไปที่การเสริมศักยภาพของบุคลากรไทยมากกว่าการเข้ามาทดแทนแรงงาน โดยเป็นการผสานจุดแข็งระหว่างศักยภาพของ AI และความสามารถของมนุษย์ เพื่อเตรียมความพร้อมให้องค์กรไทยสามารถคว้าโอกาสในยุคแห่งการปฏิรูปธุรกิจด้วยปัญญาประดิษฐ์อย่างมั่นคง
"ความมุ่งมั่นของ Salesforce คือการทำให้เทคโนโลยี Agentic AI เข้าถึงง่ายและตอบโจทย์ธุรกิจไทยที่สุด การเปิดตัวภาษาไทยในครั้งนี้จะช่วยทลายกำแพงด้านภาษาและเปิดประตูสู่ประสิทธิภาพการทำงานในระดับใหม่ที่มนุษย์และ AI สามารถเติบโตไปพร้อมกัน"