โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดโมเดลการตลาดแนวใหม่ ดันโรคร้ายแรงเป็นวาระแห่งชาติ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ธ.ค. 2568 เวลา 13.06 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2568 เวลา 06.06 น.

“เป้าหมายแรกไม่ใช่การขาย แต่ทำให้คนไทยตระหนักก่อนว่าการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ เราอยากให้คนไทยเริ่มจากก้าวเล็กๆ 1…2…3…เริ่มเลย เพราะโรคร้ายแรงอยู่ใกล้เราเหลือเกิน ถ้าทุกคนเห็นความสำคัญ วันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทั้งประเทศ”

จุดยืนของ กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต เป้าหมายไม่ใช่แค่การทำให้คนไทยอยู่ได้นานขึ้น แต่คือการอยู่ต่ออย่างมีคุณภาพ และไม่เป็นภาระต่อคนที่เรารัก วันนี้เราอายุยืนขึ้น แต่สุขภาพกลับสั้นลงกว่าเดิม เพราะฉะนั้น โรคร้ายแรงไม่ใช่ปัญหาของใครคนหนึ่ง แต่เป็นวาระแห่งชาติของคนไทยทุกคนในวันที่ประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ความเสี่ยงด้านสุขภาพ และโรคร้ายแรงกลายเป็นเสียงเตือน ที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เฉพาะในระบบสาธารณสุข แต่กำลังกระทบตั้งแต่คุณภาพชีวิตของประชาชน ไปจนถึงศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศ

การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์ บุปผาวดี โอวรารินท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการตลาด บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต แม่ทัพใหญ่ที่เป็นผู้ผลักดันให้ “โรคร้ายแรง” ถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมเปิดโมเดลการตลาดและผลิตภัณฑ์ใหม่ CI 123 คุ้มครองครบ จบทุกโรคร้ายเพื่อรองรับยุคที่ค่ารักษาพยาบาลพุ่งสูง และคนไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

ประเทศไทยกำลังเผชิญอะไร?

บุปผาวดีกล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยกำลังเผชิญกับ 3 โรคร้ายแรง ได้แก่ โรคมะเร็ง/เนื้องอก โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง โดยมีข้อมูลว่า โรคมะเร็งกำลังเป็นภัยเงียบที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพบผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ไทยปีละ 140,000 คน เสียชีวิตปีละ 83,000 คน หรือ 227 ราย/วัน คิดเป็น 60% ของผู้ที่ป่วยทั้งหมด ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดว่า ผู้ป่วยโรคร้ายแรงทั่วโลกเพิ่มขึ้น 77% ภายใน 25 ปี

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือชีวิตของคนไทยที่กำลังสั้นลงจากสุขภาพที่ถดถอยเร็วกว่าที่คิด โดยในปี 2025 คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ย 78 ปี แต่ “อายุสุขภาพ” (Health Span) อยู่เพียง 65–70 ปี แปลว่า เรายังต้องอยู่ต่ออีกเกือบ 10 ปีในสภาพที่สุขภาพถดถอยเต็มที่ นั่นคือช่วงเวลาที่โรคร้ายแรงเข้ามา หรือจากข้อมูลทั่วโลกก็เป็นเช่นเดียวกัน เพราะอายุขัยชายเฉลี่ย 71 ปี อายุขัยหญิงเฉลี่ย 76 ปี

ขณะที่อัตราการเกิดใหม่ในไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เหลือเพียง 1.3 คนต่อผู้หญิง 1 คน ต่ำกว่าอัตราทดแทนประชากรที่ 2.1 คนต่อผู้หญิง 1 คน ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบในปี 2040 โดยประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเกิน 30% ของประชากรทั้งหมด ผลที่ตามมาคือ คิวโรงพยาบาลรัฐยาวขึ้นหลายเท่า, ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นไม่หยุด, แรงงานวัยทำงานลดลง , รายได้ภาษีของรัฐหดตัว และค่าใช้จ่ายผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

บุปผาวดียังชี้อีกว่า ความเสี่ยงเหล่านี้กำลังทำให้ประเทศสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือราว 9–10% ของจีดีพี ดังนั้น โรคร้ายแรงจึงไม่ใช่เรื่องเฉพาะบุคคลอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องเศรษฐกิจมหภาค

รวมถึงภาวะเงินเฟ้อด้านการแพทย์ (Medical Inflation) กำลังสร้างแรงกดดันรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและครัวเรือน โดยมีแนวโน้มว่า ภายใน 10 ปี ค่ารักษาพยาบาลอาจเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และภายใน 20 ปี ค่ารักษามะเร็งและโรคร้ายแรงอาจสูงถึงระดับ 8 หลักต่อคน รวมถึงเทคโนโลยีการแพทย์ที่ล้ำหน้าขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์และรักษาจำเพาะจุด จะยิ่งทำให้ค่าใช้จ่ายพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะไม่มีอะไรฟรี ทุกการรักษามีต้นทุน และต้นทุนกำลังพุ่งเร็วกว่าเงินเดือนคนไทยหลายเท่า

โมเดลวาระแห่งชาติ

3 สุขภาพที่ต้องไปพร้อมกัน

จากภาพใหญ่ระดับประเทศ บุปผาวดี ได้นำเสนอโมเดลวาระแห่งชาติ สุขภาพดีที่เริ่มจากพื้นฐาน 3 ด้านที่ต้องสมดุล คือ สุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพการเงิน ดังนี้

  • ด้านที่ 1 Physical Health - สุขภาพกาย การหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี เลือกทานอาหารที่ดีต่อร่างกาย เลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
    • ด้านที่ 2 Mental Health - สุขภาพใจ ในยุคที่ความเครียดสูงขึ้นอย่างเงียบๆ
      การดูแลสภาพจิตใจให้มั่นคงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้ร่างกาย
    • ด้านที่ 3 Financial Health - สุขภาพการเงิน ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด เพราะถ้าเงินไม่พร้อม สุขภาพกายและสุขภาพใจก็มีโอกาสถดถอยตามไปด้วยทันที เพราะหากไปหาหมอแล้วไม่มีเงินรักษา สุขภาพใจก็แย่ทันที นี่คือเหตุผลว่าทำไมเรื่องการวางแผนทางการเงินจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

สร้างภูมิคุ้มกันสุขภาพ

บทบาทใหม่ที่มากกว่าการขาย

บุปผาวดี กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ไม่ได้ทำแค่ “ขายประกัน” แต่ลงมือสร้างภูมิคุ้มกันด้านสุขภาพให้กับสังคมไทยอย่างต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ

  • การจัดกิจกรรมคาราวานตรวจสุขภาพฟรีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันดำเนินการต่อเนื่องมาแล้ว 17 ปี รวมผู้ได้รับการตรวจสุขภาพมากกว่า 610,000 รายทั่วประเทศ โดยบริษัทถือเป็นเจ้าแรกในไทยที่จัดคาราวาน Health Check ลงพื้นที่ทุกจังหวัด ร่วมกับแพทย์และพยาบาลในเครือข่ายโรงพยาบาลตรวจสุขภาพให้ประชาชนทั่วไปฟรี ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้า และในช่วงเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคมปีนี้ ยังมีคิวลงพื้นที่อีก 18 แห่งทั่วไทย
  • บริการ Telehealth ผ่านแอป Emma by AXA โดยเป็นบริการ “กรุงไทย–แอกซ่า เทเลเฮลท์” ให้ลูกค้าเข้าพบแพทย์ออนไลน์ภายในประมาณ 3 นาที ปรึกษาอาการได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมมีเภสัชกรโทรให้คำแนะนำการใช้ยา และมีบริการจัดส่งยาถึงบ้านทั่วประเทศ
  • บริการ Care Coordination (แคร์คุณกว่าใคร) ของกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต มีหน้าที่ช่วยเหลือและประสานงานด้านการรักษาพยาบาลแก่ลูกค้า โดยเฉพาะโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง ประกอบด้วยการ แนะนำแพทย์และโรงพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ การให้คำปรึกษาขอความเห็นที่สองการตรวจสอบสิทธิประโยชน์และความคุ้มครอง การวางแผนค่าใช้จ่าย และการช่วยเหลือในการเคลมประกัน เป็นต้น
  • บริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต (Mental Health Consultation) ที่จะให้คำแนะนำและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น การวัดระดับความเครียดออนไลน์, การปรึกษานักจิตวิทยาทางโทรศัพท์ และการให้คำปรึกษาที่เข้าใจและเป็นส่วนตัวนอกจากนี้ ยังมีบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น KTAXA Mind Health ที่ให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ผ่านทางโทรศัพท์

“สำหรับบริการต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ให้บริการกับประชาชนทั่วไป ไม่ใช่เฉพาะลูกค้า สะท้อนให้เห็นบทบาทของธุรกิจประกันชีวิตในสังคมยุคใหม่ที่ไม่ใช่เรื่องของการขายประกันเท่านั้น แต่ยังเป็นมากกว่าประกันชีวิตด้วย”

คุ้มครองครบ จบทุกโรคร้าย

จุดแข็งครองใจลูกค้าทั่วประเทศ

บุปผาวดี กล่าวว่า ในช่วงที่ความเสี่ยงโรคร้ายแรงเพิ่มสูงขึ้น บริษัทจึงออกแบบแบบประกันที่ตอบโจทย์ยุคใหม่อย่าง “CI 123 คุ้มครองครบ จบทุกโรคร้าย” เพื่อช่วยรองรับความไม่แน่นอนด้านสุขภาพของคนไทย ซึ่งให้ความคุ้มครองโรคร้ายแรงมากถึง 123 โรค ครอบคลุมตั้งแต่ระยะก่อนเริ่มต้น ไปจนถึงระยะรุนแรง ครอบคลุมโรคเฉพาะทาง และโรคบางโรคที่มักถูกมองข้าม คุ้มครองการรักษาที่ใช้หัตถการขั้นสูง รวมถึงเทคโนโลยีการรักษาใหม่ ๆ และรองรับภาวะฉุกเฉินและโรคอุบัติใหม่ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

“บริษัทพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยยึดหลัก Customer First อย่างแท้จริง เพราะลูกค้ามีหลากหลายกลุ่ม ทั้งมนุษย์เงินเดือน อาชีพอิสระ วัยทำงาน และครอบครัว
รุ่นใหม่ จึงต้องมีแบบประกันที่ตอบโจทย์ให้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์และความต้องการ นี่คือแบบประกันที่เรากล้าพูดว่าครอบคลุมที่สุดในตลาดวันนี้”

บุปผาวดี กล่าวว่า บริษัทได้เสริมทัพผลิตภัณฑ์ CI 123 คุ้มครองครบจบทุกโรคร้าย ผ่านแคมเปญภาพยนตร์โฆษณาใหม่ ที่มี ชมพู่ อารยา และ น้องแอบิเกล มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อเป็นตัวแทนของครอบครัวรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ และเชื่อว่าเราสามารถมีสุขภาพที่ดี เพื่อชีวิตที่ยืนยาวได้ จากไลฟ์สไตล์ของคุณชมพู่อารยา ซึ่งเป็นผู้นำด้านการดูแลสุขภาพ และมีเป้าหมายที่ชัดเจนบนเส้นทาง Health and Longevity ส่วนน้องแอบิเกลที่ได้ตอกย้ำถึงความหมายของ Live Long ที่ไม่ใช่เพียงแค่การมีอายุที่ยืนยาว แต่คือการมีชีวิตอยู่เพื่อคนที่เรารัก

โดยในภาพยนตร์โฆษณาจะเป็นการส่งต่อแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพไปสู่กลุ่มคนต่างๆ ผ่านภาพของผู้คนที่เริ่มต้นหันมาดูแลตัวเอง เพียงแค่นับ 1…2…3…แล้วเริ่มเลย ไม่ว่าจะเริ่มวิ่ง เริ่มทานอาหารเพื่อสุขภาพ เพื่อตอกย้ำแนวคิดที่ว่าไม่สายที่จะเริ่มดูแลตัวเอง แต่ชีวิตก็ยังคงมีความไม่แน่นอน เราจึงต้องป้องกัน และมีความคุ้มครองทางสุขภาพจากโรคร้ายตั้งแต่ต้นผ่านผลิตภัณฑ์ CI 123 คุ้มครองครบ จบทุกโรคร้าย จากกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิตที่พร้อมให้ความคุ้มครองดูแล และอยู่เคียงข้างลูกค้าคนสำคัญเสมอ

อกจากนี้ บริษัทได้มีการทำประชาสัมพันธ์ในหลายๆ สื่อเพื่อกระตุ้นการรับรู้เรื่องการให้ความสำคัญกับโรคร้าย อาทิ โฆษณาบนยอดตึกใบหยกซึ่งเป็นหนึ่งในตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทย การยึดพื้นที่สื่อโฆษณา Digital Out of Home ในหลายพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯและหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์ถึง ผลิตภัณฑ์ CI 123 และปล่อยภาพยนตร์โฆษณาผลิตภัณฑ์ CI 123 ทางสื่อต่างๆ อาทิ สื่อโทรทัศน์ สื่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์ สื่อโฆษณานอกสถานที่ทั่วประเทศ (Out of Home Media) สื่อวิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน เป็นต้นไป

และสามารถติดตามกิจกรรม Dance Challenge ในช่องทาง TikTok:@krungthaiaxalife และกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการมีสุขภาพดี (Health Activation) ตลอดเดือนธันวาคม 2568 และไตรมาสที่ 1 ของปี 2569

กระตุ้นให้คนไทยตระหนัก

โจทย์ท้าทายการตลาดประกัน

บุปผาวดี อธิบายว่า ในมุมมองการตลาด ประกันชีวิตและประกันสุขภาพเป็นสินค้าที่ “จับต้องไม่ได้” และเกี่ยวข้องกับเรื่องไม่แน่นอนในอนาคต ความท้าทายสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้คนไทย “เห็น” ความสำคัญของการวางแผนก่อนที่จะสายเกินไป ซึ่งรูปแบบของการสื่อสารของกรุงไทย–แอกซ่า ประกันชีวิต จึงเริ่มจากการหยิบยกเรื่องใกล้ตัวที่คนมองไม่เห็น เช่น ความเสี่ยงจากมะเร็ง เนื้องอก โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย พร้อมด้วยข้อมูลสถิติเพื่อสะท้อนภาพจริง

และเมื่อเริ่มเกิดการตระหนักแล้ว จึงค่อยพาเข้าสู่แนวคิดการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพการเงินควบคู่กัน จากนั้นจึงเป็นบทบาทของประกันสุขภาพและประกันโรคร้ายแรง อย่าง CI 123 ที่เข้ามาช่วยรองรับค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นจาก Medical Inflation และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้น

“เป้าหมายแรกไม่ใช่การขาย แต่ทำให้คนไทยตระหนักก่อนว่าการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ เราอยากให้คนไทยเริ่มจากก้าวเล็กๆ 1…2…3…เริ่มเลย เพราะโรคร้ายแรงอยู่ใกล้เราเหลือเกิน ถ้าทุกคนเห็นความสำคัญ วันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทั้งประเทศ”

โดย กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ได้ประกาศคำมั่นว่า จะเคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกันตลอดไป ไม่ใช่เพียงในฐานะบริษัทประกันชีวิต แต่ในฐานะ
ฟันเฟืองหนึ่งของสังคมไทย ที่ต้องการร่วมสร้างชาติสุขภาพดีให้เกิดขึ้นจริงในอนาคต โดยความท้าทายทางการตลาดของประกันชีวิต คือการทำให้คนไทยเห็นในสิ่งที่มองไม่เห็น

“จุดยืนของ กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต เป้าหมายไม่ใช่แค่การทำให้คนไทย อยู่ได้นานขึ้น แต่คือการอยู่ต่ออย่างมีคุณภาพ และไม่เป็นภาระต่อคนที่เรารัก วันนี้เราอายุยืนขึ้น แต่สุขภาพกลับสั้นลงกว่าเดิม เพราะฉะนั้น โรคร้ายแรงไม่ใช่ปัญหาของใครคนหนึ่ง แต่เป็นวาระแห่งชาติของคนไทยทุกคน”

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนธันวาคม 2568 ฉบับที่ 524 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://ma.co.th/product-category/mb-shop/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...