โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

พิษ ‘สแกมเมอร์’ ยังออกฤทธิ์ วัยนศ.ติดเบ็ดอื้อ แจกคาถา ‘เอ๊ะ’ ให้ไว

เดลินิวส์

อัพเดต 1 มกราคม 2569 เวลา 17.46 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ปฏิเสธไม่ได้ว่าโจทย์ใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ คือ วงจรอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุดอย่าง “สแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์” ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ผุดเล่ห์เพทุบายหลอกเหยื่อให้ติดหลุมพราง สูญเงินมหาศาล

ตามข้อมูล UN พบรอบปีที่ผ่านมาคิดความเสียหาย กว่า 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ศูนย์กลางสแกมเมอร์ใหญ่สุดอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การหลอกลวงไม่มีพรมแดนนี่เอง ทำให้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการรู้เท่าทันกลโกงที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

“ทีมข่าวอาชญากรรม” ชวนวิเคราะห์สถานการณ์ พร้อมคาดการณ์แนวโน้มที่ต้องเพิ่มการระมัดระวัง กับ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์สแกมเมอร์ตลอดปี 68 ว่า มีสถิติการรับแจ้งรวม 317,000 เคส ยอดรวมความเสียหาย 2 หมื่นล้านบาท และสะสมตั้งแต่เปิดรับแจ้งผ่านระบบ thaipoliceonline.com และสายด่วน AOC 1441 เสียหายเป็นเงินหลัก “แสนล้านบาท” ในระยะเวลา 3 ปีครึ่ง

ภาพรวมความรุนแรงของปัญหาทั้งปี เทียบ ปี 68 กับ ปี 67 เพิ่มขึ้น 2,000 เคส แต่ความเสียหายลดลง 10,000ล้านบาท โดยห้วง 2 เดือน (ต.ค-พ.ย.68) มีแนวโน้มเคสลดลง ประมาณ 20-30% รับแจ้งวันละ 800-1,000 เคส

กลุ่มอายุที่ตกเป็นเหยื่อมากสุด คือ “วัยกลางคน” อายุ 30-50 ปี ถือเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังทรัพย์ และเป็นเพศหญิงมากกว่าชาย แต่กลุ่มเปราะบางยังคงเป็น กลุ่มผู้สูงอายุ ตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีเงินเก็บและถูกหลอกให้ลงทุน ความเสียหายเฉลี่ยต่อคน ประมาณ 500,000 บาท

ทั้งนี้ พบว่ากลุ่มนักศึกษา อายุตั้งแต่ 18-25 ปี ปี 68 ก็มีแนวโน้มตกเป็นเหยื่อสูงขึ้นจากปี 67 โดยปี 67 มี 17,000 ราย แต่ปี 68 เพิ่มเป็น 23,000 ราย มักถูกหลอกด้วยวิธีคนร้ายโทรศัพท์มาข่มขู่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ และแจ้งว่าเหยื่อกระทำผิด

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลพบกว่า 50% เป็นการหลอกลวงซื้อขายของและบริการออนไลน์ รองมาเป็นหลอกให้รับรางวัล หลอกหารายได้พิเศษ และข่มขู่ให้เกิดความกลัว แต่ส่วนที่น่าสนใจคือ “การหลอกลงทุน” ที่มีสัดส่วนน้อย เพียง 3-5% แต่ความเสียหายมาก เกือบ “ครึ่งหนึ่ง” ของความเสียหายทั้งหมด โดยเสียหายเฉลี่ย 500,000 บาทต่อราย

“การที่ประชาชนตกเป็นเหยื่อส่วนหนึ่งมาจากการที่ส่วนใหญ่ยังขาดวัคซีนไซเบอร์ ไม่รู้เท่าทันคนร้าย และด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันการสร้างตัวตนปลอมของคนร้ายมีความน่าเชื่อถือมาก ทั้ง AI ที่คนร้ายใช้ทำ Deepfake -Voice clone ปลอมหน้า-ปลอมเสียง จึงจำเป็นต้องจดจำคาถาป้องกันตัวไว้ ว่า ไม่เชื่อ-ไม่โอน-ไม่รีบ”

พล.ต.ท.จิรภพ สะท้อนถึงความยากในการปราบขบวนการสแกมเมอร์ว่า คนร้ายเป็นกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ที่มีเทคโนโลยี “ชั้นสูง” และการกระทำผิดส่วนใหญ่ใน “ระดับสั่งการ” อยู่นอกประเทศ ทำให้การปราบปรามมีความยากในการประสานงาน ส่วนที่ต้องมาช่วยกันเน้น คือการประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึง เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่รับรู้และไม่เข้าใจถึงภัยทางไซเบอร์ แต่หลักปัญหาถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ แค่ 2 เดือนแรกคดีมีแนวโน้มลดลงประมาณ 30% และเชื่อว่าถ้าทุกหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน ร่วมมือกันทำงานอย่างต่อเนื่อง จะทำให้คดีลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการแสวงหาความร่วมมือกับต่างประเทศ

สำหรับคาดการณ์แนวโน้มในปี 69 พล.ต.ท.จิรภพ เชื่อว่าคนร้ายต้องทำทุกทางเพื่อหลอกลวง โดยวิธีการที่ยังใช้เป็นช่องทางหลอกลวง “ครึ่งหนึ่ง” เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล FB ซึ่งมีความพยายามประสานความร่วมมือไปแล้ว มองทิศทางคดีจะลดลง ส่วนภาคประชาชนที่ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล FB Line TikTok ขอให้ระมัดระวังการถูกหลอกลวงให้มาก โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยเจอตัวจริง ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่ขบวนการสแกมเมอร์จะสูญพันธุ์ ถ้าทุกประเทศช่วยกัน

อีกด้าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. มองสถานการณ์แม้ปี 68 อาจมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย แต่ค่าเฉลี่ยความเสียหายยัง “น่าห่วง” มีผู้เสียหายวันละกว่า 1,000 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 70 ล้านบาท “ทรงตัว” มาตั้งแต่ต้นปี 68 ส่วนยอดรวมความเสียหายตั้งแต่เริ่มจัดเก็บสถิติระบบแจ้งความออนไลน์ (ปี 65-ปัจจุบัน) มีสูงกว่า 100,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม มีทิศทางที่ดีขึ้น คือ สามารถอายัดเงินคืนเหยื่อได้สูงถึง 30-40% และนำเงินคืนได้แล้วเกือบ 200 ราย มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท ผ่านโครงการ มันนี แคช แบ็ค (Money Cash Back)

รูปแบบการหลอกลวงยังคงเดิม 5 อันดับแรก คือ เปิดเพจปลอมหลอกขายสินค้า, หลอกทำงานรายได้พิเศษ, หลอกกู้ยืมเงิน, หลอกให้รักและลงทุน และการข่มขู่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่

พล.ต.ท.ไตรรงค์ฉายภาพพฤติกรรมว่าคนร้ายจะนำเทคนิค AI และ Deepfake สร้างวิดีโอ/เสียงปลอม ทำให้การหลอกลวงแนบเนียนและตรวจสอบยากขึ้น โดยเฉพาะ “การหลอกให้รักและลงทุน” ที่ใช้จิตวิทยา ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและตัดขาดจากคนรอบข้าง ทุกกลุ่มสุ่มเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

“จากสถิติอายุต่ำสุด คือ 7 ขวบ สูงสุดคือจนกว่าจะเลิกใช้โทรศัพท์ คนร้ายเข้าถึงเหยื่อได้ทุกวัย แต่กลุ่มผู้สูงอายุน่าห่วง เพราะเมื่อมีการถูกหลอกจะเสียหายได้เยอะกว่า”

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ถูกจัดเป็น องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติขนาดใหญ่ ที่มีการลงทุนสูงในการพัฒนาเทคโนโลยี เช่น การวิจัยด้านจิตวิทยา, การเขียนโปรแกรม และการใช้ AI เพื่อวางแผนหลอกลวง ทำให้มีรูปแบบการทำงานคล้ายหน่วยงานถูกกฎหมาย แต่มีวัตถุประสงค์ผิดกฎหมาย

สถิติชี้ว่าองค์กรเหล่านี้ ทำรายได้จากการหลอกลวงเหยื่อทั่วโลกสูงถึงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีที่ผ่านมา ส่วนความยากในการปราบปรามมาจาก ฐานปฏิบัติการที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่การบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ หรือรัฐรู้เห็นเป็นใจ ทำให้ประเทศเหยื่อไม่สามารถรุกล้ำอธิปไตยเข้าไปจัดการได้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ เส้นทางการเงินที่ซับซ้อนผ่าน คริปโตและระบบโอนเงินข้ามชาติที่หลากหลาย ยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการอายัดและระงับเงินที่ไหลออกสู่แก๊งอาชญากรรมเหล่านี้

ดังนั้น สิ่งสำคัญ คือ มาตรการป้องกันภัยไซเบอร์ ต้องสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ในสังคมเสรี ในฐานะประเทศที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยเสรีด้านการสื่อสาร ทำให้การปิดกั้นหรือกรองการสื่อสารในแพลตฟอร์มสาธารณะทำได้ยาก “ภูมิต้านทานของประชาชน” จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการคัดแยกคนร้าย ที่ผ่านมาได้สร้างความตระหนักรู้และภูมิคุ้มกันไซเบอร์ หลายช่องทางถึงประชาชน เช่น ประสานงานกับคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ เพื่อกระจายข้อมูลและคอนเทนต์เตือนภัยผ่านทุกแพลตฟอร์มและเครือข่ายของกรมประชาสัมพันธ์ (รวมถึงเสียงตามสาย 80,000 หอกระจายเสียงทั่วประเทศ) ทำให้ปัจจุบันคอนเทนต์เข้าถึงประชาชนได้สูงจากหลักหมื่น เป็น 500,000-1,000,000 ครั้ง ต่อคอนเทนต์

ขณะที่ความร่วมมือระหว่างประเทศและการสกัดกั้นทางการเงิน การปราบปราม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ เนื่องจากฐานปฏิบัติการอยู่ต่างประเทศ ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกตื่นตัวและให้ความสำคัญกับปัญหาคอลเซ็นเตอร์มากขึ้น เห็นได้จากการประสานงานกับจีน และการที่สหรัฐประกาศ แซงค์ชั่น (Sanction) บริษัทที่เกี่ยวข้อง

รวมถึงการกดดันไปยังรัฐบาลกัมพูชา และมีการประชุมร่วมกันในระดับสภาผู้แทนราษฎรและเวทีระหว่างประเทศ เช่น ASEANPOL/CBG (โดยเฉพาะการทำ Action Plan ร่วมกับตำรวจกัมพูชาเป็นครั้งแรก) มาตรการระงับทรัพย์สิน หวังให้เกิดความร่วมมือด้านมาตรการระงับยับยั้งทรัพย์สินของผู้เสียหาย ในระบบการเงินระหว่างประเทศ โดยมีธนาคารแห่งประเทศไทยรับไปดำเนินการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี สกัดกั้นไม่ให้เงินไหลออกสู่แก๊งอาชญากรรม

เป้าหมายและความท้าทาย เพราะแก๊งคอลเซ็นเตอร์เปรียบเสมือน องค์กรอาชญากรรมยาเสพติดที่มีเม็ดเงินสูงและพัฒนาวิธีการหลบหลีกเทคโนโลยีการป้องกันอย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่ยังมีการสื่อสารแบบไร้พรมแดน ก็จะพยายามหาเหยื่อรายใหม่อยู่เสมอ

การป้องกันที่ดีที่สุด คือ เพิ่มความรู้ความเข้าใจ ลดความเสียหายในอาชญากรรมที่ “ไม่มีความรู้สึกส่วนตัว” เช่น การซื้อขายสินค้า และระมัดระวังในอาชญากรรมที่ “มีความรู้สึกส่วนตัว” เช่น Hybrid Scam หรือหลอกให้รักแล้วลงทุน ที่ สร้างความเสียหายมากที่สุด

ทิ้งท้าย ข้อเตือนใจสำคัญ ต้อง “เอ๊ะ” ให้ไว 3 ระดับ “เอ๊ะแรก” เลิกสนทนาทันที เมื่อมีคนแปลกหน้า/ลิงก์แปลก/การลงทุนแปลกๆ เข้ามา “เอ๊ะที่ 2” ปรึกษาผู้อื่น ทันทีที่ถูกชักชวนให้โอนเงิน และ “เอ๊ะที่ 3 ” ปรึกษาผู้อื่น ทันทีที่โอนเงินในจำนวนที่มากผิดปกติ จากพฤติกรรมเดิม.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...