'นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน' กับ เข็มทิศระบบสาธารณสุขปี2569
ปีงบประมาณ 2569 ถูกมองว่าเป็น “ปีเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง” ของกระทรวงสาธารณสุข ในห้วงเวลาที่ระบบบริการกำลังแบกรับภาระหนักจากสังคมสูงวัย ต้นทุนการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และข้อจำกัดของงบประมาณภาครัฐที่ไม่อาจขยายตัวได้ตามความต้องการบริการสุขภาพของประชาชน
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า นโยบายในปี 2569 จะไม่ใช่การ “ตั้งธงใหม่ทั้งหมด” แต่เป็นการเร่งเดินหน้าสิ่งที่วางรากฐานไว้แล้วให้เห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยมี 4 แกนหลัก คือ 1.การยกระดับระบบบริการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ 2.การบริหารจัดการงบประมาณผ่านสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อย่างมีลำดับความสำคัญ 3.การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพและนิคมอุตสาหกรรมการแพทย์ และ 4.การผลักดันกฎหมายด้านสาธารณสุขที่จำเป็นให้เดินถึงปลายทาง
โรงพยาบาลเรือธง-ลดเหลื่อมล้ำ
หนึ่งในภาพใหญ่ที่กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้ามาต่อเนื่อง คือการยกระดับโรงพยาบาลหลักในเขตสุขภาพให้เป็น “โรงพยาบาลระดับเชี่ยวชาญ (Excellent Hospital)” ซึ่งปลัดสาธารณสุขย้ำว่า ไม่ใช่การเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลใหม่ แต่เป็นการเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลที่มีอยู่เดิม เสมือนเป็นโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ เพื่อกระจายศักยภาพการรักษาพยาบาลไปส่วนภูมิภาคมากขึ้น ไม่ให้กระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง อย่างกรุงเทพมหานคร หรือโรงพยาบาลในสังกัดของกรมการแพทย์เพียงอย่างเดียว
ปัจจุบันประเทศไทยแบ่งเขตสุขภาพออกเป็น 13 เขต แต่ละเขตมีโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปเป็นแกนหลัก กระทรวงตั้งเป้าว่า จะมี “โรงพยาบาลเรือธง” ในแต่ละเขตสุขภาพ เขตละอย่างน้อย 1 แห่ง และบางเขตอาจมี 2–3 แห่ง รวมทั้งประเทศประมาณ 28 แห่ง โรงพยาบาลเหล่านี้จะมีขนาดประมาณ 700–1,000 เตียง และได้รับการพัฒนาทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือแพทย์ และระบบบริหารจัดการด้านการเงิน การคลัง โดยตั้งเป้าหมายให้เทียบเคียงกับโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ ซึ่งเราไม่ต้องทำทุกเรื่อง เราอาจหยิบบางเรื่องมาทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด
การให้บริการในโรงพยาบาลเรือธง จะเน้นเรื่องการผ่าตัดและปลูกถ่ายอวัยวะ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ การปลูกถ่ายไต ปัจจุบันประเทศไทยสามารถปลูกถ่ายไตได้ประมาณ 900 รายต่อปี ในจำนวนนี้กว่า 600 รายอยู่ในกรุงเทพมหานคร ขณะที่โรงพยาบาลในภูมิภาคทั้งประเทศรวมกันทำได้เพียง 300 รายต่อปี ทั้งที่มีศูนย์ปลูกถ่ายไต 12 แห่ง ดังนั้น เมื่อเฉลี่ยตัวเลขออกมาจะเห็นว่าโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ในกรุงเทพมหานคร สามารถปลูกถ่ายไตได้มากถึง 150 รายต่อแห่งต่อปี
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่อย่างชัดเจน คนในส่วนภูมิภาคจะต้องเดินทางมาส่วนกลางเพื่อรักษาโรค กระทรวงจึงตั้งเป้าในระยะ 1–3 ปี ให้ศูนย์ปลูกถ่ายไตทุกแห่งสามารถเพิ่มศักยภาพเป็น อย่างน้อย 100 รายต่อปีต่อศูนย์ จากเดิมที่บางแห่งทำได้เพียงหลักหน่วยหรือหลักสิบรายต่อปี
นอกจากการปลูกถ่ายอวัยวะ ยังรวมถึงบริการผ่าตัดหัวใจ การรักษามะเร็ง และเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง เช่น หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic Surgery) และการรักษามะเร็งด้วยการใช้รังสีพลังงานสูง (Radiation Therapy) ซึ่งในอดีตกระจุกตัวอยู่ในโรงเรียนแพทย์เป็นหลัก จึงเป็นเป้าหมายในการยกระดับโรงพยาบาลระดับเชี่ยวชาญให้ได้ทั่วประเทศ ที่นอกจากจะช่วยลดระยะการคอยคิวให้ผู้ป่วยแล้วยังลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการได้ด้วย
การยกระดับบริการย่อมมาพร้อมต้นทุน โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีราคาสูง ปลัดสาธารณสุขยอมรับว่า โรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.) ยังมีข้อจำกัดในการจัดหาเทคโนโลยีบางประเภท เนื่องจากต้องให้บริการผ่านระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นหลัก ในขณะที่กรมการแพทย์มีการติดตั้งระบบผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์แล้ว 2 แห่ง และอยู่ระหว่างขยายเป็น 5 แห่ง เนื่องจากต้นทุนต่อเครื่องอยู่ในระดับหลายสิบล้านบาท และค่าใช้จ่ายต่อเคสยังไม่ถูกบรรจุในอัตราชดเชยของ สปสช. อย่างเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม ราคาของเทคโนโลยีเริ่มลดลง และกระทรวงกำลังเตรียมความพร้อมเชิงระบบ เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้ในภูมิภาคได้มากขึ้นในอนาคต
‘จัดลำดับ’ การใช้งบประมาณ
หนึ่งในประเด็นอ่อนไหวของระบบสาธารณสุข คือปัญหาสภาพคล่องทางการเงินของโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งมักถูกโยงไปที่งบประมาณของ สปสช. ปลัดกระทรวงสาธารณสุขมองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “งบไม่พอ” เพียงอย่างเดียว แต่คือ “การจัดลำดับความสำคัญ” ของการใช้เงิน ปัจจุบันงบประมาณหลักประกันสุขภาพแห่งชาติถูกจัดสรรให้กับบริการหลายมิติ ตั้งแต่ผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน การส่งเสริมสุขภาพ ไปจนถึงบริการนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยงบสำหรับผู้ป่วยในคิดเป็นประมาณ 30% ของงบทั้งหมด ขณะที่ต้นทุนจริงต่อค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ที่ปรับค่าตามวันนอน หรือ AdjRW อยู่ที่ราว 12,000 บาท แต่การขอจัดสรรงบอยู่ที่ 8,350 บาท และในทางปฏิบัติ โรงพยาบาลบางแห่งได้รับต่ำกว่านั้น เหลือเพียง 6,000–7,000 บาทต่อ AdjRW
“ถ้าเงินมีจำกัด เราต้องถามว่า บริการไหนจำเป็นต้องทำให้เพียงพอก่อน” ปลัดสมฤกษ์กล่าว พร้อมระบุว่า กระทรวงกำลังหารือกับ สปสช. และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับแนวคิดการจัดลำดับงบประมาณให้สอดคล้องกับภาระจริงของโรงพยาบาล นอกจากนั้น ยังจำเป็นจะต้องหารือร่วมกับผู้ให้บริการเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน ลดความขัดแย้งในการทำงานระหว่าง สปสช. ที่เป็นผู้บริหารงบประมาณ กับหน่วยบริการที่เป็นผู้ได้รับงบฯ ดังกล่าว
มุ่งหน้าสู่ ‘นิคมอุตสาหกรรมการแพทย์’
ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงสาธารณสุขกำลังขยายบทบาทจากผู้กำกับดูแล ไปสู่การเป็นผู้มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจสุขภาพอย่างจริงจัง แนวคิด “นิคมอุตสาหกรรมการแพทย์” ในรูปแบบแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) ด้านการแพทย์ขั้นสูง จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นกลไกสำคัญ ซึ่งอาจเป็นไปได้ในโมเดลของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกของไทย หรือ EEC (Eastern Economic Corridor) โดยปรับมาเป็นเศรษฐกิจสุขภาพ ที่เน้นการหารายได้ผ่านระบบการแพทย์ เดิมทีเรามีนโยบายเมดิคัลฮับ (Medical hub) อยู่แล้ว แต่อยู่ในบทบาทของผู้ควบคุมกำกับ (Regulator) ครั้งนี้เราจะปรับตัวมาเป็นผู้เล่น (Player) สนับสนุนภาคเอกชนในการดำเนินการเรื่องเหล่านี้ เพื่อสร้างโอกาสให้กับประเทศไทย
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือ ผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูง หรือ ATMP (Advanced Therapy Medicinal Products) ที่แม้จะอยู่ในขั้นของการวิจัย แต่ในต่างประเทศมีการใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ภาคเอกชนของไทยก็เริ่มมีการวิจัยเรื่องนี้ รวมถึงกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เอง ก็สามารถผลิตได้ ผ่านการรับรองมาตรฐานไม่ต่างจากภาคเอกชน บางรายการได้รับรองก่อนภาคเอกชนด้วย ซึ่งในบทบาทการผลิตจะเป็นกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ภายใต้การทำงานในห้องปฏิบัติการ ส่งออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้จริงในผู้ป่วยของโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ ที่เป็นกรมด้านวิชาการของกระทรวงฯ และเมื่อผ่านการรับรองมาตรฐาน ความปลอดภัย ก็จะต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต่อไป
ATMP ในปัจจุบันยังมีมูลค่าที่สูง บางการรักษามีค่าใช้จ่ายต่อเคสสูงถึง 20 ล้านบาท ขณะที่ยาบางรายการราคาอยู่ในช่วง หลักแสนถึง 1–2 ล้านบาทต่อโดส แม้จำนวนผู้ป่วยไม่มาก แต่หากประเทศไทยสามารถเป็นศูนย์กลางการรักษา เป็นประเทศที่เริ่มต้นเรื่องนี้ได้เร็ว ก็จะสามารถดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติและสร้างรายได้จำนวนมาก โดยเฉพาะด้านความงามที่ตลาดการแพทย์มีการขยายตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
ปลัดสมฤกษ์อธิบายว่า แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงนิคมในเชิงกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่คือการจัดระบบการอนุญาต การกำกับ และการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) โดยตั้ง “กอง ATMP” ให้เป็นหน่วยงานกลางของ สป. ประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เพื่อบูรณาการการทำงานของ อย. กรมการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.)
“ต้องดึงกรมต่างๆ เข้ามาร่วมพิจารณา ดำเนินการแต่ละเรื่องให้สอดคล้องกัน ไม่ให้ผู้ประกอบการ หรือผู้ที่จะทำงานวิจัยเรื่อง ATMP ต้องไปถามแต่ละกรม ฉะนั้น เราจะลงมาเป็นผู้เล่นด้วย และเป็นผู้ให้บริการด้วย โดยเฉพาะโรงพยาบาลเรือธง ที่มีความเชี่ยวชาญ 28 แห่งตามเป้าหมาย ก็สามารถมีส่วนในการยกระดับเรื่องนี้ได้” นพ.สมฤกษ์ กล่าว
‘ทูตสาธารณสุข’ ดันเศรษฐกิจสุขภาพ
เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องต่อเนื่องกับการทำนิคมอุตสาหกรรมการแพทย์ เนื่องจากการดำเนินการต่างๆ หากสำเร็จขึ้นมาแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องต่อยอด เพิ่มมูลค่าสูงขึ้น เพื่อสร้างรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดด้านความงาม การแปลงเพศ การผ่าตัดในการรักษาโรค ที่ประเทศไทยมีต้นทุนที่ถูกกว่าประเทศอื่นๆ เราจึงต้องนำข้อดีนี้มาเป็นจุดขาย เพื่อดันให้กระทรวงสาธารณสุข เป็นกระทรวงเศรษฐกิจตามเป้าหมายของรัฐบาล
ทูตสาธารณสุข จะเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ออกไปให้นานาชาติรับรู้ โดยที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขมีการจัดตั้ง “สำนักงานเศรษฐกิจสุขภาพ” ซึ่งอยู่ในระหว่างการวางแผนงาน เพื่อจัดระบบการให้บริการให้มีความสอดคล้องกับภารกิจ นอกจากนั้น จะต้องมีการทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
กฎหมาย 2569 ดันให้สุดทางในสิ่งที่จำเป็น
ในมิติของกฎหมาย ปี 2569 ถูกวางให้เป็นปีที่ต้อง “ปิดจ็อบ” กฎหมายด้านสาธารณสุขหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชง กัญชา พ.ศ. … ที่มุ่งให้การใช้กัญชาเป็นไปเพื่อการแพทย์อย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันร่างพ.ร.บ.ผ่านพ้นมือของกระทรวงสาธารณสุขไปแล้ว เป็นอำนาจของสภาในการพิจารณาตามขั้นตอน แต่ระหว่างนี้กระทรวงฯ ได้ออกกฎหมายสำคัญมาควบคุมการใช้กัญชาทางการแพทย์ ป้องกันการใช้เพื่อสันทนาการ โดยร้านจำหน่ายกัญชา จะต้องปรับตัวเป็นคลินิกทางการแพทย์ให้บริการภายใต้การสั่งจ่ายยาของแพทย์ ซึ่งเป็นอำนาจการกำกับดูแลของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
ต่อมาเป็น พ.ร.บ.อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ พ.ร.บ.อสม. ที่ขณะนี้อยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติแล้ว เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อสม. ซึ่งจะต้องติดตามดูกันต่อไปในปีหน้า รวมถึง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการสาธารณสุข เพื่อแยกการบริหารงานบุคคลของบุคลากรสาธารณสุขออกจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ไปจัดตั้งเป็น คณะกรรมการข้าราชการสาธารณสุข (ก.สธ.) โดยเฉพาะ เพื่อให้การบริหารงานคล่องตัว แก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากร เพิ่มค่าตอบแทน และจัดการเรื่องการทำงานล่วงเวลาได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของงานสาธารณสุข
ปลัดสมฤกษ์ย้ำว่า แม้การเมืองจะเปลี่ยน แต่กลไกของกระทรวงต้องเดินหน้าต่อเนื่อง พร้อมรับนโยบายเพิ่มเติมจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในแต่ละช่วง
เมื่อมองภาพรวม นโยบายกระทรวงสาธารณสุขในปี 2569 คือความพยายามสร้างสมดุลระหว่าง “การดูแลประชาชน” และ “การสร้างความยั่งยืนของระบบ” ผ่านการจัดลำดับงบประมาณ การยกระดับบริการ และการต่อยอดเศรษฐกิจสุขภาพ
ระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง ไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนของประเทศ แต่สามารถเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจสำคัญ หากได้รับการออกแบบและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน’ กับ เข็มทิศระบบสาธารณสุขปี2569
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th