YLG คาดทองคำแรงข้ามปี มีสิทธิแตะบาทละ7.2หมื่น ส.อ.ท.จับตาไทยเจอเงินฝืด
YLG คาดทองคำแรงข้ามปี มีสิทธิแตะบาทละ7.2หมื่น ส.อ.ท.จับตาไทยเจอเงินฝืด
เมื่อวันที่ 9 มกราคม นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย กรณีอัตราเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง 9 เดือน ว่า ในความเป็นจริงแล้ว อยู่ที่มุมมองว่าจะพิจารณาอย่างไร ตามทฤษฎีแล้วไม่เหมือนกันไปทั้งหมด โดยทั่วไปหากเงินเฟ้อติดลบติดต่อกันหลายเดือน สามารถสันนิษฐานได้ว่าเข้าสู่ภาวะเงินฝืด อย่างไรก็ดี กรณีของประเทศไทยนั้น เงินเฟ้อที่ลดลงต้องดูจากปัจจัยส่วนอื่นเปรียบเทียบ หากดูจากเรื่องราคาน้ำมัน ค่าครองชีพ อาหาร ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ออกมาชี้แจง ว่ายังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เพียงแค่เงินเฟ้อติดลบเป็นเวลานาน แต่หากมองตามทฤษฎีของนักเศรษฐศาสตร์บางสำนักก็จะระบุว่าเข้าสู่ภาวะเงินฝืด
“นักวิชาการของ ธปท.เคยออกมาชี้แจงแล้วว่าพื้นฐานของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ในหมวดที่ทำเงินเฟ้อติดลบก็มาจากนโยบายของการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นการลดค่าครองชีพ ประกอบกับปัจจุบันราคาน้ำมันไม่เพิ่มสูงขึ้น และเงินบาทที่แข็งค่าส่งผบทำให้การนำเข้าถูกลง ก็มีส่วนทำให้ค่าเงินเฟ้อติดลบ” นายเกรียงไกรกล่าว
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ส่วนใหญ่ภาวะเงินเฟ้อ หรือ เงินฝืดขึ้นอยู่กับดัชนีสินค้าอุปโภค บริโภค หรืออาหารแพงขึ้นหรือไม่ หากแพงขึ้นเพราะเศรษฐกิจดีเงินเฟ้อก็จะปรับขึ้นเล็กน้อย โดยทุกประเทศส่วนใหญ่ รวมถึงไทยจะตั้งค่าเงินเฟ้อมาตรฐานไว้ที่ 2% เป็นตัวเลขที่ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้มาก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแสดงให้เห็นว่ามีความผิดปกติ โดยภาวะเงินฝืดก็มีความเป็นไปได้ตามทฤษฎีของนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งสุดท้าย ก็จะกลับมาสะท้อนอีกว่ากำลังซื้อของประชาชนในประเทศ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนกดทับอยู่หรือไม่ เพราะยังอยู่ในระดับสูง
รายได้ของประชาชนไม่เพียงพอกับรายจ่ายหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญมากกว่า เพราะเรื่องภาวะเงินฝืดก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของใครว่าจะคิดเห็นอย่างไร ในความคิดเห็นส่วนตัวมองว่า ในเชิงข้อเท็จจริงของสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน คือ สิ่งที่สำคัญ และประชาชนกังวลมากกว่า” นายเกรียงไกรกล่าว
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า การหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมถึงผู้ค้าทองอีก 14 รายนั้น บรรยากาศในการหารือถือว่าเป็นไปในทิศทางบวก โดยเฉพาะผลของการหารือที่ออกมา เนื่องจาก ธปท.ต้องการรายละเอียดในการส่งรายงานที่มากขึ้น ซึ่งผู้ค้าทอง 7 รายที่มีการส่งรายงานเป็นปกติสามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว ส่วนรายอื่นที่ยังไม่เคยยื่นรายงานเลยก็ต้องปรับตัวกันมากขึ้น โดยส่วนนี้ ธปท.เสนอให้ทำเป็น Gold Spot หรือราคาซื้อขายทองคำในตลาดโลก จากนั้นจะติดตามความเคลื่อนไหวของการซื้อขายทองคำ และความสัมพันธ์กับค่าเงินบาทประมาณ 6 เดือน หากผลสรุปออกมาพบว่า ทองคำไม่ได้กระทบกับค่าเงินบาทให้อ่อนหรือแข็งค่าขึ้น ทุกอย่างก็อาจจบลงได้ แต่หากยังคงกระทบอยู่ก็อาจต้องขยายเวลาดำเนินการต่อไป
“ความสำคัญที่สุดคือ หากแบงก์ชาติต้องการจะออกมาตรการอะไรเพิ่มเติม ทางสมาคมมีการขอให้ทำเฮียริ่ง เพื่อรับฟังเสียงของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องก่อนว่ามีความคิดเห็นอย่างไร ออกมาแล้วคาดว่าจะเป็นอย่างไร ป้องกันไม่ให้กระทบกับระบบนิเวศของทองคำ รวมถึงวิธีที่ออกมาจะต้องไม่ส่งผลทำให้นักลงทุนกลัว ทุกอย่างต้องมาพร้อมกัน ทั้งผู้ประกอบการที่ไม่มีผลกระทบ นักลงทุนที่ลงทุนได้ตามปกติ” นางพวรรณ์กล่าว
และว่า ส่วนของผู้ประกอบการมองว่าการส่งรายงานที่มีความละเอียดมากขึ้นในการซื้อขายทองคำถือว่ามีส่วนช่วยได้ ทำให้ธุรกรรมที่อาจมีความน่าสงสัยเกิดความชัดเจนมากขึ้น รวมถึงผู้ที่ตั้งใจทำธุรกรรมแบบผิดปกติ อาจมีความกังวลมากขึ้น แต่ก็บอกได้เลยว่า ทองไม่ได้เป็นคนร้าย หรือทำลายตลาดค่าเงินจริงๆ เนื่องจากทั้งภาพรวมการไหลเข้าออกของสกุลเงินต่างประเทศทั้งหมด หุ้น กองทุน ดิจิทัลแอสเซท มีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาททั้งสิ้น ซึ่งทองคำถือเป็นเพียงหนึ่งในสินทรัพย์ที่ส่งผลทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของค่าเงินเช่นกัน
“หลังจากทั้งปี 2568 ทองคำปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรง ทำราคาสูงสุดได้ถึง 67,400 บาทต่อบาททองคำ
รวมเป็นการปรับราคาเพิ่มขึ้น 22,550 บาทต่อบาททองคำ แม้ค่าเงินบาทถือว่าอยู่ในระดับแข็งค่าต่อเนื่อง ทำให้ปี 2569 คาดการณ์ว่าทองคำจะพุ่งสู่เป้าหมายใหม่ที่ต้องจับตามองอยู่ที่ 4,721-4,900 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ส่วนราคาทองคำแท่งในประเทศให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 69,500-72,150 บาทต่อบาททองคำ คำนวณจากค่าเงินบาท 31.06 บาทต่อเหรียญสหรัฐ” นางพวรรณ์ กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : YLG คาดทองคำแรงข้ามปี มีสิทธิแตะบาทละ7.2หมื่น ส.อ.ท.จับตาไทยเจอเงินฝืด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th