โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

จักรพรรดิหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิงกับ'พลังแห่งพระสูตร'ซึ่งช่วยพระองค์ยึดอำนาจจากหลานชาย

The Better

อัพเดต 04 พ.ย. 2568 เวลา 15.36 น. • เผยแพร่ 03 พ.ย. 2568 เวลา 12.29 น. • THE BETTER

ตามปกติแล้วผู้คนจะเข้าใจว่ารัชกาลหย่งเล่อ รัชสมัยของพระเจ้าหมิงเฉิงจู่แห่งราชวงศ์หมิง เป็นยุคทองของศิลปวัฒนธรรมจีนและยุคแห่งการสำรวจโลกของกองเรือเจิ้งเหอ ความจริงแล้ว แม้ความเจริญทางวัฒนธรรมทางโลกในรัชกาลนี้นับว่าถึงที่สุดแล้ว (เช่น การสร้างพระราชวังหลวงอันงดงามที่ปักกิ่ง หรือพระราชวังกู้กง) แต่ความเจริญทางธรรมก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะองค์หย่องเล่อทรงมีศรัทธาปสาทะในพระบวรพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ทั้งพุทธแบบทิเบตและแบบจีน ถือเป็นยุคทองของศาสนาพุทธยุคหนึ่งในจีน

ในรัชกาลนี้ องค์หย่งเล่อทรงเป็นประธานจัดพิมพ์พระไตรปิฎกมากมายทั้งฉบับภาษาจีนและภาษาทิเบต เป็นมรดกสำคัญของชาวพุทธและชาวโลก หนึ่งในนั้นคือพระไตรปิฎกฉบับภาคอุดร หรือ หย่งเล่อเป่ยจั้ง (永樂北藏) ที่ได้ชื่อว่าภาคอุดร เพราะจัดสร้างขึ้นที่นครหลวงเป่ยจิง (แหลว่านครหลวงทางทิศอุดรหรือทิศเหนือ) เมื่อปีค.ศ. 1421 มาเสร็จสิ้นเอาในรัชกาลเจิ้งถง ปีค.ศ. 1440 แบ่งออกเป็น 636 ชุด จำนวน 1621 พระสูตร/ปกรณ์ จำนวนทั้งสิ้น 6361 ผูก

หลังจากสร้างเสร็จแล้วได้ทรงพระราชทานไปยังวัดวาอารามต่างๆ ทั่วแผ่นดิน กระทั่งในปี ค.ศ. 1584 ตรงกับรัชกาลจักรพรรดิว่านลี่ ได้มีการจัดสร้างแม่พิมพ์ไม้ของพระไตรปิฎกชุดนี้ขึ้น และมีการเพิ่มจำนวนปกรณ์เข้าไปอีก 36 ปกรณ์ รวม 41 ชุด จำนวน 410 ผูก นอกจากนี้ ยังมีการเติมปกรณ์เพิ่มเติมอีก 4 ปกรณ์ 4 แม่พิมพ์ จากฉบับหนานจั้ง โดยลักษณ์เด่นของหย่งเล่อเป่ยจั้ง รูปเล่มแบบโบราณเป็นสมุดพับ มีตัวพิมพ์ใหญ่อ่านง่าย แต่หน้าหน้ามีแถวอักษรเพียง 25 แถว แถวละ 17 อักษร

ในแง่เทคโนโลยีด้านบรรณารักษศาสตร์ พระไตรปิฎกฉบับนี้ยังสะท้อนถึงความก้าวหน้าด้านสารบรรณเพราะใช้ระบบการจัดดัชนีโดยอิงกับตัวอักษรทั้ง 1,000 ตัวของตำราพันอักษร (เชียนจื้อเหวิน - 千字文) ซึ่งเป็นระบบการจัดดัชนีแบบเดียวกับพระไตรปิฎกฉบับโครยอ (ฉบับเกาหลี พิมพ์ในสมัยราชวงศ์หยวน) โดยชุดแรกจัดอยุ่ในหมวดอักษร เทียน (天) หมวดสุดท้ายจัดอยู่ในหมวด สือ (石) เป็นต้น เป็นระบบการแคตาล็อกสิ่งพิมพ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของจีนโบราณ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความสับสนในจำนวนเลขที่มากมาย จึงใช้อักษรจากตำราโบราณที่ใช้อักษรไม่ซ้ำกันเลยถึง 1000 ตัวแทนตัวเลข (คัมภีร์ลาน/พับของโบราณในแถบสุวรรณภูมินี้ ก็ใช้ระบบอักษรแทนเลขหน้าเช่นกัน)

นอกจากจะทรงเป็นประธานพิมพ์พระไตรปิฎกอันป็นธรรมทานซึ่งเป็นบุญกริยาอันยิ่งใหญ่แล้ว ยังทรงพระราชนิพนธ์หนังสือธรรมะเรื่อง"ชีวประวัติสงฆ์ผู้ทรงวิทยาคุณ" หรือ "เสินเซิงจ้วน" 《神僧傳》 เสร็จสิ้นเมื่อเดือนอ้าย ปีที่ 15 แห่งการครองราชย์ มีทั้งหมด 9 ผูก รวมประวัติพระเถระทั้งสิ้น 208 รูป ตลอดช่วงประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกจนถึงสมัยราชวงศ์หยวน หรือตั้งแต่พระกาศยปะมตังคะ (迦葉摩騰) ที่เดินทางมาจากชมพูทวีปเพื่อประกาศศาสนาครั้งแรกในจีน จนถึงสมัยของพระลามะดัมปะรัฐคุรุ (胆巴国师) ผู้เป็นราชครูแห่งฮ่องเต้ราชวงศ์หยวน อันเป็นราชวงศ์ก่อนหน้าราชวงศ์หมิง

เนื้อหาประวัติแต่ละท่านเน้นพรรณนาคุณวิเศษและศรัทธาปสาทะเป็นหลัก ทำให้เป็นที่นิยมในวงกว้าง การที่พระเจ้าหย่งเล่อทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเล่มนี้ขึ้น ก็เพื่อแสดงกตัญญุตาต่อราชครูต้าวเหยี่ยน (道衍) หรือ เหยากว่างเซี่ยว (姚廣孝) พระภิกษุผู้ถวายการศึกษา และที่ปรึกษาขององค์หย่งเล่อ เป็นบุคคลที่ฮ่องเต้เคารพศรัทธาอย่างยิ่ง ทั้งยังช่วยปลูกฝังศรัทธาของพระองค์ต่อพุทธศาสนา กระทั่งพระองค์มีพระบรมราชโองการพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับหย่งเล่อ และยังพระราชนิพนธ์หนังสือประกาศคุณพระสงฆ์เล่มนี้ (อนึ่ง ชีวประวัติสงฆ์ผู้ทรงวิทยาคุณ รวมอยู่ในสารบบพระไตรปิฎกภาษาจีนฉบับไทโช หมายเลขลำดับที่ 2064)

นอกจากหนังสือเรื่อง"ชีวประวัติสงฆ์ผู้ทรงวิทยาคุณ" องค์หย่งเล่อยังทรง พระราชนิพนธ์"กถามุข" หรือบทนำของ "อุษณีษวิชัยธารณี" อันเป็นธารณีหรือมนตร์สำคัญของพุทธศาสนามหายาน

อุษณีษวิชัยธารณี ปรากฏอยู่ใน "อุษณีษวิชัยธารณีสูตร" 《佛頂尊勝陀羅尼經》 ได้รับการแปลจากภาษษสันสกฤตเป็นภาษาจีนถึง 9 ครั้งในช่วงเวลาเกือบหาร้อยปีนับแต่ราชวงศ์เป่ยโจว (ค.ศ. 557 - 581) จนถึงราชวงศ์เป่ยซ่ง (ค.ศ. 960 - 1127) แสดงให้เห็นคณาจารย์ในพุทธศาสนาเล็งเห็ฯนว่าพระสูตรนี้และธารณีในพระสูตรมีอานุภาพอย่างยิ่ง

ใน "อุษณีษวิชัยธารณีสูตร" กล่าวว่า “หากบุคคลเป็นโรคร้ายแรงได้ สดับธารณีนี้ย่อมห่างไกลจากพยาธิทั้งปวง โรคร้ายมลายสูญ หากต้องตกไปในทุคติภูมิย่อมถูกขวางมิให้ต้องตกไปในทุคติ ภูมิ และไปบังเกิดในโลกธาตุอันศานติ เมื่อพ้นจากกายนี้มิ ต้องกลับมาเกิดในครรภ์ ไปบังเกิด ณ สถานที่ใด ล้วนบังเกิด จากปทุมชาติ ทุกที่ที่ไปบังเกิด ยึดถือธารณีมิลืมเลือน และรู้ อดีตชาติ”

ท่านลามะ โซปะ รินโปเช พระภิกษุชาวทิเบตในยุคของเราได้เคยกล่าวว่า"อุษณีษวิชัยธารณี (ทิเบตเรียกว่า "มนต์นัมกยัลมา") ทรงพลังอย่างยิ่ง หากนำมนต์นี้ไปวางไว้บนภูเขา ภูเขาทั้งลูกก็จะได้รับพร และมนุษย์ สัตว์ หรือแมลงใดๆ ที่สัมผัสหรือปีนขึ้นไปบนภูเขานั้น กรรมชั่วจะได้รับการชำระล้างด้วยสิ่งนี้ พวกเขาไม่ได้ไปเกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่า นี่คือมนต์หลักสำหรับการชำระล้างและหลุดพ้นจากภพภูมิต่ำ ชำระล้างกรรมชั่วโดยการประพรมมนต์บนร่างของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว หรือสวดเพื่อผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว"

คงเพราะพลังอันครอบจักรวาลนี้กระมังที่ทำให้บรรพชิตและจักรพรรดิจีนศรัทธาในอุษณีษวิชัยธารณีอย่างยิ่ง โดยเฉพาะองค์หย่งเล่อ ดังที่ปรากฏในพระราชนิพนธ์พระองค์ ดังนี้

กถามุขอุษณีษวิชัยธารณี พระราชนิพนธ์ของจักรพรรดิหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิง
ข้าพเจ้าคิดว่าจุดประสงค์เดียวที่ว่าเหตุใดพระตถาคตทั้งหลายจึงทรงประกาศคำสอนของมหายาน ทั้งเปิดเผยอุปายะทวารธรรมอันมากมาย แสดงธรรมเทศนาหลายร้อยหลายพันพระสูตรและข้อธรรมต่างๆ ทั้งหมดนี้มิใช่อื่นใด ก็เพื่อชี้หนทางแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากวิบากกรรม

อุษณีษวิชัยสูตรและธารณี เป็นทั้งปัญญามุทราแห่งพระตถาคตทั้งหลาย มีความไพศาล มีมหากรุณา มีความลึกซึ้งและหาได้ยากยิ่ง ยังประโยชน์โดยถ้วนทั่วแก่สรรพชีวิตที่สับสนและหลงทาง เป็นเสมือนนาวาข้ามมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ เป็นดังแสงสว่างของดวงสุริยาอาทิตย์และจันทราสาดส่องยังความมืดมิด เป็นอาหารและเครื่องดื่มสำหรับผู้หิวโหย

หากสัตตบุรุษแลสตรี และสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลก มุ่งมั่นที่จะฝึกฝนโพธิจิต ยึดถือ สาธยาย ตั้งจิตหรือมีธารณีนี้ไว้กับตน ก็จะได้รับพรที่ไร้ขอบเขตและคุณธรรมที่ดีงามและได้รับการปลดเปลื้องจากความทุกข์อันชั่วร้ายทั้งปวง กรรมชั่วทั้งหลายที่สั่งสมมาแต่เริ่มต้นยาวนานหลายโกฏิกัปจะถูกชำระไปไม่มีเหลือ

หากผู้ใดปฏิบัติและยึดถือธารณีนี้อย่างขยันขันแข็ง คนผู้นั้นจะได้รับพรและการอภิเษกจากพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คนผู้นั้นจะได้รับการปกปักษ์รักษาโดยเทพ อีกทั้งความสำเร็จทางโลกและอายุขัยยืนนานไม่มีขอบเขต ผลลัพธ์อันประเสริฐนี้ ข้าพเจ้าประสบกับตนเองแล้วว่าจริงแท้แน่นอน

ข้าพเจ้า ผู้เป็นเจ้าปกครองแผ่นดิน รู้สึกสงสารที่พสกนิกรมากมายที่ดึงดันยึดติดกับความเชื่อและการปฏิบัติของตน โดยมิได้ตระหนักว่าการกระทำเช่นนั้นผิดและเป็นบาป และจะทำให้พวกเขาตกอยู่ในชะตากรรมอันเลวร้าย นี่ช่างน่าเวทนาและเศร้าจริงๆ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงบัญชาให้เผยแพร่พระสูตรและธารณีไปยังดินแดนต่างๆ มากมายที่นับไม่ถ้วนเท่าเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา ขอให้สรรพสัตว์ทั้งปวงได้รับประโยชน์อันยิ่งใหญ่ อายุขัยของพวกเขายาวขึ้น กุศลทวีคูณ และบรรลุพุทธะโดยพร้อมเพรียงกัน

ยิ่งกว่านั้น พระพุทธเจ้าทรงปฏิญาณที่จะนำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างโดยไพศาล ผู้ที่จะได้รับการโปรดเป็นอันดับแรกก็คือผู้ที่ภักดีและกตัญญู ขุนนางผู้ภักดีและลูกกตัญญูที่เกิดในประเทศที่มีวัฒนธรรมและอารยรรมสูงส่งในช่วงเวลาสันติ จะได้รับความมั่งคั่งและความสุขมากมายหลายประการ เพราะพวกเขารับใช้จักรพรรดิและบิดรมารดาของตนอย่างเต็มความสามารถ นอกจากนี้ หากพวกเขาเคารพและกราบไหว้พระรัตนตรัย ปฏิบัติธรรมนและสั่งสมกุศลผลบุญ ในเวลาอันสั้นพวกเขาจะเข้าสู่มรรควิถีแห่งการตรัสรู้

ส่วนผู้ที่กระทำการชั่วและไม่รู้จักแก้ไขพฤติกรรมของตนเอง การกระทำที่ชั่วร้ายของพวกเขาจะเลวร้ายลงทุกวัน คนเหล่านี้สะสมกรรมชั่วร้ายอันยิ่งใหญ่ และจักจมปลักอยู่กับความเสื่อมถอยเหมือนคนที่ถูกอาบด้วยสี ยากที่จะชำระล้างให้สะอาดอย่างแท้จริง เมื่อตกอยู่ในกาละอันมืดมิด แล้วอะไรเล่าที่ทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากโลกแห่งการเกิดตาย? หากพวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองให้ดีขึ้นและปฏิบัติตามทวารธรรมนี้ พวกเขาจักสามารถก้าวข้ามพ้นสังสารวัฏแห่งการเกิดตายยาวนานนับไม่ถ้วนกัปได้

เดือนที่ 6, ปีที่ 9 แห่งรัชศกหย่งเล่อ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยที่แสดงถึงความศรัทธาขององค์หย่งเล่อที่มีต่อพุทธศาสนา และยังทรงปรารถนาที่จะให้พลังแห่งพุทธศาสนา เป็น "พลังแห่งการหลุดพ้นจากความทุกข์" ให้กับพสกนิกรของพระองค์

ไม่เพียงแต่ลำพังพระองค์เท่านั้น แม้แต่สฺวีฮองเฮา (徐皇后) หรือ "จักรพรรดินีเหรินเซี่ยว" (仁孝皇后) พระจักรพรรดินีในองค์หย่งเล่อ ก็ยังทรงมีพระราชศรัทธาในพุทธศาสนายิ่งนัก มีเรื่องราวบันทึกไว้ว่า คืนหนึ่งขณะกำลังนมัสการพระ ทรงเกิดความรู้สึกคล้ายกำลังฝันไป ปรากฎพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (หรือกวนอิม) มาพาพระนางไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์ แล้วบอกพระสูตรหนึ่งให้พระนางได้ศึกษา พระนางอ่านพระสูตรนั้น 3 ครั้งก็จำได้ขึ้นใจ เมื่อมีสติขึ้นมาอีกครั้ง จึงทรงเขียนพระสูตรจากความทรงจำจนครบถ้วน

ชื่อพระสูตรนี้คือ"พระสูตรมหาพละกุศลอันหายากยิ่งเป็นอันดับหนึ่งซึ่งจดจำจากความฝันแห่งพระนางเหรินเซี่ยวแห่งต้าหมิง" 《大明仁孝皇后夢感佛說第一希有大功德經》

การพบพานพระสูตรนี้ของพระจักรพรรดินีขององค์หย่งเล่อไม่เหมือนกับการที่องค์หย่งเล่อทรงศรัทธาในอุษณีษวิชัยธารณี เพราะการพบและสวดสาธยาย "พระสูตรมหาพละกุศลอันหายากยิ่งเป็นอันดับหนึ่ง" ของพระนางสฺวีฮองเฮามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเถลิงอำนาจขององค์หย่งเล่อ

ดังนั้น นักวิชาการจำนวนหนึ่งจึงชี้ว่า "พระสูตรมหาพละกุศลอันหายากยิ่งเป็นอันดับหนึ่ง" ที่พระนางสฺวีฮองเฮาพานพบในความฝัน คือ"ตัวบท" ที่ช่วยยืนยันความชอบธรรมขององค์หย่งเล่อในการชิงอำนาจจาก"หลาน" (ลูกชายของพี่ชาย คือองค์เจี้ยนหวิน) แล้วปราบดาภิเษกเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์หมิง

กรณีนี้ในประวัติศาสตร์จีนเรียกว่า"การณรงค์จิ้งหนาน" (靖難之役) โดยในเวลานั้นพระจ้าหมิงไท่จู่ จูหยวนจาง พระราชบิดาขององค์หย่งเล่อได้เสด๋จสวรรคตแล้ว ผู้ที่ขึ้นครองราชย์สมบัติแห่งราชวงศ์หมิงต่อมาคือ จักรพรรดิเจี้ยนเหวิน พระราชโอรสของจูเปียว พระราชโอรสองค์ที่แรกของจูหยวนจางและเป็นองค์รัชทายาทที่สิ้นพระชนม์ไปก่อน ในเวลานั้น องค์เจี้ยนเหวินมีศักดิ์เป็นพระราชนัดดาขององค์หย่งเล่อ และในเวลานั้นองค์หย่งเล่อมีบรรดาศักเป็น "กษัตริย์เอียน" (燕王) เป็นสามนตราชที่ปกครองแคว้นเอียน หรือกรุงปักกิ่งในปัจจุบัน

องค์เจี้ยนเหวินพอได้ครองราชย์แล้วก็ทรงวนโยบายลดอำนาจของบรรดาสามนตราช รวมถึงกษัตริย์เอียน ดังนั้น ในวันที่ 5 เดือน 7 ปีแรกของรัชสมัยเจี้ยนเหวิน (6 สิงหาคม ค.ศ. 1399 จูตี้หรือกษัตริย์เอียน พระราชโอรสองค์ที่สี่ของ จูหยวนจาง ได้ก่อกบฏต่อต้านองค์เจี้ยนเหวิน ครั้งนี่้สงครามกินเวลานานเกือบสามปี สุดท้าย จูตี้ หรือกษัตริย์เอียน เข้าตีกรุงหนานจิงได้ พระราชวังหลวงถูฏเผาผลาญและองค์เจี้ยนเหวินสวรรคตในพระราชวังนั้น กษัตริย์เอียนจึงปราบดาภิเษกเป็นจักรรดิองค์ใหม่ พระนามรัชกาลว่าหย่งเล่อ

ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนรัชกาลนั้น มีเหตุที่พระชายาของ จูตี้ หรือกษัตริย์เอียน หรือหย่งเล่อในอนาคต มีพระสุบินอันแปลกประหลาด

พระนางสฺวีฮองเฮาทรงเล่าไว้ว่า"วันแรกของเดือนแรกของฤดูใบไม้ผลิ ปีที่ 31 แห่งรัชกาลหงอู่ (ค.ศ. 1389 หรือรัชกาลของพระจ้าหมิงไท่จู่ จูหยวนจาง พระราชบิดาขององค์หย่งเล่อ) ข้าพเจ้านั่งอยู่ในศาลา จุดธูป อ่านคัมภีร์โบราณ จิตใจและวิญญาณสงบนิ่ง ทันใดนั้น แสงสีม่วงทองก็สาดส่องไปทั่วบริเวณ ข้าพเจ้ารู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน ข้าพเจ้าเห็นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ปรากฏกายในแสงสว่าง เป็นรูปลักษณ์อันเปี่ยมด้วยความเมตตา เดินนำหน้าไป โดยไม่รู้ตัว ข้าพเจ้าขี่เมฆสีเขียวพร้อมกับม้าสองสามตัว และมาถึงประตูที่เรียกว่า "แดนคิชฌกูฏ" หลังจากเข้าไปและเดินทางหลายลี้ ข้าพเจ้าก็เห็นประตูอีกบานหนึ่ง ด้านบนมีอักษรสีทองจารึกไว้ว่า "โพธิมัณฑ์อันดับแรกของคิชฌกูฏ" (โพธิมัณฑ์ แปลว่า สถานบำเพ็ญธรรมของโพธิสัตว์) ข้าพเจ้าเดินขึ้นไปยังยอดเขา ที่นั่นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์นำทางข้าพเจ้าขึ้นไปยังแท่นดอกบัวเจ็ดชั้น ซึ่งมีพระราชวังอันงดงามตั้งอยู่ ข้าพเจ้าคิดในใจว่า "ความดีของข้าพเจ้ายังน้อยนิด ข้าพเจ้ามาถึงที่นี่ได้อย่างไร" พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ตรัสว่า “นี่คือโพธิมัณฑ์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม เฉพาะผู้ที่ปฏิบัติตามแนวทางของตถาคตเท่านั้นจึงจะบรรลุถึง ณ ที่นี้ได้ พระนางมีคุณธรรมอันสูงส่ง แต่พระนางกำลังจะประสบกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ ข้าพเจ้าได้ชี้แนะพระนางไว้ ณ ที่นี้โดยเฉพาะ พระตถาคตมักจะตรัสพระสูตรมหาพละกุศลอันหายากยิ่งเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งเป็นมงกุฎแห่งพระสูตรทั้งปวง ซึ่งสามารถขจัดภัยพิบัติทั้งปวงได้ การสวดภาวนาและธำรงรักษาพระสูตรนี้ไว้เป็นเวลาหกปีจะนำไปสู่พุทธภาวะ พระนางผู้ถูกกำหนดให้เป็นมารดาของประเทศชาติ (หมายความว่าในอนาคตจะได้เป็นจักรพรรดินี) ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในการช่วยเหลือสรรพชีวิต จากนั้นพระนางได้รับมอบคัมภีร์เล่มหนึ่ง พร้อมกับสั่งให้สวดจนจำได้ขึ้นใจ นี่คือพระสูตรมหาพละกุศลอันหายากยิ่งเป็นอันดับหนึ่ง ข้าพเจ้าสวดสามครั้งโดยจำได้อย่างแม่นยำ ทันใดนั้น ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงดังมาจากภายในพระราชวัง และรู้สึกตัวตื่นขึ้นทันที ข้าพเจ้ารีบหยิบพู่กันขึ้นมาจดบันทึกคัมภีร์และมนตราที่นางได้รับมา โดยไม่เว้นแม้แต่คำเดียว นับแต่นั้นเป็นต้นมา ข้าพเจ้าท่องคัมภีร์นี้ทั้งวันทั้งคืนอย่างไม่หยุดยั้ง ในฤดูใบไม้ร่วงปีที่ 32 แห่งรัชสมัยหงอู่ (ค.ศ. 1380) สถานการณ์อันยากลำบากได้เกิดขึ้น ฝ่าบาท (ต่อมาคือจักรพรรดิหย่งเล่อ) ได้นำทัพเข้าป้องกันผู้รุกราน เมืองนี้ประสบภัยอันตรายหลายประการ การที่ข้าพเจ้าท่องคัมภีร์นี้ยิ่งทำให้ข้าพเจ้ามีความมุ่งมั่นมากขึ้น จักรพรรดิผู้ได้รับพรจากสวรรค์และโลก และได้รับการสนับสนุนจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และได้รับการสนับสนุนจากพรของจักรพรรดิไท่จู พระราชบิดาผู้ล่วงลับ และจักรพรรดินีเสี่ยวฉี พระราชมารดาผู้ล่วงลับ ในปีที่ 35 แห่งรัชสมัยหงอู่ (ค.ศ. 1380) ทรงปราบภัยพิบัติ พิทักษ์วิหารบรรพบุรุษ และทรงครองราชย์เป็นประมุข บันทึกไว้ในวันที่ 8 เดือน 5 ของปีแรกแห่งรัชกาลหย่งเล่อ"

จากบันทึกนี้แสดงเห็นว่าเพราะการสวด "พระสูตรมหาพละกุศลอันหายากยิ่งเป็นอันดับหนึ่งซึ่งจดจำจากความฝันแห่งพระนางเหรินเซี่ยวแห่งต้าหมิง" ของพระนางสฺวีฮองเฮาจึงช่วยให้องค์หย่งเล่อทรงปราบศัตรูและเถลิงราชสมบัติเป็นจักรพรรดิได้ในที่สุดหลังจากเกิดความวุ่นวายของการชิงอำนาจระหว่างองค์ชายเมื่อพระเจ้าหมงไท่จู่ จูหยวนจางสวรรคตเมื่อปีที่ 35 แห่งรัชสมัยหงอู่

โปรดสังเกตข้อความที่พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์กล่าวกับพระนางสฺวีฮองเฮาว่า"พระนางผู้ถูกกำหนดให้เป็นมารดาของประเทศชาติ ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในการช่วยเหลือสรรพชีวิต" การกล่าวเช่นนี้มีหมายความว่าในอนาคตพระนางจะได้เป็นจักรพรรดินี และแน่นอนว่าพระสวามีคือ "กษัตริย์เอียน" หรือองค์หย่งเล่อจะได้เป็นจักรพรรดิ สิ่งศักดิ์สิทธิจึงประทานพระสูตรนี้มาช่วยป้องกันและช่วยปกป้องในการสถาปนาตัวเองเป็นใหญ่

ดังนั้น นักวิชาการจึงกล่าวว่า"พระสูตรมหาพละกุศลอันหายากยิ่งเป็นอันดับหนึ่ง" ที่พระนางสฺวีฮองเฮาพานพบในความฝัน คือ การอ้างความชอบธรรมว่า สวรรค์ได้สถาปนา "กษัตริย์เอียน" ให้เป็นจักรพรรดิหย่งเล่อแล้ว ส่วนองค์เจี้ยนหวินที่ถูกชิงอำนาจนั้นมิได้รับความเห็นชอบจากสวรรค์

พระสูตรนี้จึงเป็นอีกบทหนึ่งซึ่งทำให้องค์หย่งเล่อทรงประจักษ์ในพลังแห่งพุทธคุณ เพราะมีส่วนที่ทำให้พระองค์ได้กลายเป็นจักรพรรดิ เมื่อเป็นจักรพรรดิก็ทรงทนุบำรุงพุทธศาสนาอย่างดียิ่งจนยากที่จักรพรรดิจีนพระองค์อื่นๆ จะเทียบได้

ป.ล.
"พระสูตรมหาพละกุศลอันหายากยิ่งเป็นอันดับหนึ่ง" ถูกจักอยู่ในพระไตรปิฎกภาษาจีนฉบับหย่งเล่อภาคอุดร และชุดที่ชื่อว่า"หมื่นอักขระฉบับต่อเนื่อง" (卍字續藏經) และบันทึกของพระนางสฺวีฮองเฮาก็อยู่ในกถามุขหรือบทนำของพระสูตรในพระไตปิฎกฉบับนี้ โดยอยู่ในหมวดของคัมภีร์นอกสารบบ (疑偽經) หรือคัมภีร์ที่ต้องสงสัยว่าแต่งขึ้นมาในภายหลัง ดังนั้น จึงอาจจะสงสัยได้เหมือนกันว่าว่าพระสูตรนี้อาจจะแต่งขึ้นมาเพื่อสนองกระบวนการสร้งความชอบธรรมให้กับการเถลิงอำนาจขององค์หย่งเล่อ

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo -พระบรมสาทิสลักษณ์ของจักรพรรดิเฉิงจู่ หรือหย่งเล่อ อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระราชวังกู้กง ที่ไทเป, ไต้หวัน (國立故宮博物院藏, 成祖文皇帝御容)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...