“บ้านไม้ริมน้ำ อยุธยา” ฝ่าวิกฤตต้นทุน-น้ำท่วม ชู ‘กุ้งแม่น้ำ-ละครประวัติศาสตร์’ ดึงกำลังซื้อ
พลัง Soft Power ละครประวัติศาสตร์ กระตุ้นยอดขายร้านอาหารริมน้ำอยุธยาพุ่ง40% ร้านอาหาร "บ้านไม้ริมน้ำ อยุธยา" ชูเมนูพื้นถิ่น กุ้งแม่น้ำ และ ปลาแม่น้ำ เป็นแมกเน็ตดึงนักชิมไทย-ต่างชาติ ตรึงราคาขาย แม้ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น 10-20% เล็ง ขยายไลน์คาเฟ่ ใน 1-2 ปีข้างหน้า กระจายความเสี่ยง-รองรับเทรนด์ใหม่ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ยอดขายหลังโควิดหดตัว
3 พฤศจิกายน 2568 - จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคบริการและการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์สูง ซึ่งธุรกิจร้านอาหารริมน้ำที่เน้นเมนูท้องถิ่นอย่าง กุ้งแม่น้ำ และ ปลาแม่น้ำ ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญในห่วงโซ่มูลค่าการท่องเที่ยว (Tourism Value Chain) การเติบโตของร้านอาหาร "บ้านไม้ริมน้ำ อยุธยา" ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงโอกาสทางธุรกิจจากการเป็นเมืองท่องเที่ยว
โดยเฉพาะแรงสนับสนุนจากละครอิงประวัติศาสตร์เพียงเรื่องเดียวสามารถสร้างปรากฏการณ์กระตุ้นยอดขายให้ร้านพุ่งสูงขึ้นถึง 40% ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่ยังคงเป็นปัจจัยหลักในการดึงดูดกำลังซื้อทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าสู่จังหวัดอยุธยา
คุณธิดาภรณ์ บัวเจริญ ผู้ประกอบการ ร้านอาหาร “บ้านไม้ริมน้ำ อยุธยา” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ธุรกิจร้านอาหารริมน้ำแห่งนี้ก่อตั้งมานานกว่า 30 ปี โดยเธอเป็นผู้บุกเบิกรุ่นแรกหลังแต่งงานมายังอยุธยา ด้วยเล็งเห็นศักยภาพของจังหวัดในฐานะเมืองท่องเที่ยวและชื่นชอบในการทำอาหาร
อานิสงส์จาก Soft Power: ละครประวัติศาสตร์กระตุ้นยอดขาย
ร้านอาหาร "บ้านไม้ริมน้ำ อยุธยา" นำเสนออาหารสไตล์ ไทย-จีน โดยมีเมนูหลักที่สร้างชื่อเสียงคือ กุ้งแม่น้ำ และ ปลาแม่น้ำ เมนูขายดี ได้แก่ กุ้งเผา และ ฉู่ฉี่ปลาเนื้ออ่อน (รวมถึงปลากะพงทอดน้ำปลา และปูหลน)
จุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจคือช่วงที่มีการออกอากาศ ละคร "บุพเพสันนิวาส" ทำให้ยอดขายพุ่งสูงขึ้นถึง 40% เนื่องจากนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาถ่ายรูปและเที่ยวชมแหล่งประวัติศาสตร์ในอยุธยา ผู้ประกอบการระบุว่า "ทุกครั้งที่มีละครประวัติศาสตร์ช่วยหนุนเยอะ เพราะนักท่องเที่ยวมาตามรอยประวัติศาสตร์
แม้ธุรกิจจะเคยเฟื่องฟู แต่หลังโควิด-19 สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะที่ "ไม่ค่อยโอเค" นัก โดย ยอดขายรวมปีนี้ลดลงถึง 50% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ จนต้องมีการใช้เงินสำรองจากภายนอกเข้ามาช่วยประคอง
“ก่อนช่วงโควิด-19 ยอดขายเติบโตดีมาก แต่หลังโควิดยอดขายลดลง สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่คงที่ โดยมักจะดีเป็นพิเศษในช่วง วันพระใหญ่ โดยลูกค้าคนไทยยังคงเป็นกลุ่มหลักในวันเสาร์-อาทิตย์ (70%) และมีลูกค้าต่างชาติเข้ามาเยอะในช่วงวันธรรมดา (30%) โดยเป็นกลุ่มลูกค้าเอเชีย (ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน) นิยมรับประทานอาหารกลางวัน ส่วนกลุ่มยุโรปเน้นมื้อเย็น
“ลูกค้าโซนเอเชียมีการใช้จ่ายและสั่งอาหารหลากหลายกว่าลูกค้าชาวยุโรปที่มักเน้นสั่งเป็นจานเดียวและเน้นการดื่ม”
ความท้าทายรอบด้าน: ต้นทุน น้ำท่วม และการบริหารจัดการ
ผู้ประกอบการเน้นย้ำว่าจุดเด่นในการบริหารร้านคือ ความเอาใจใส่และซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ทั้งในด้านบริการและคุณภาพอาหาร อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเผชิญความท้าทายที่ควบคุมไม่ได้หลายประการ:
- วิกฤตเศรษฐกิจและกำลังซื้อ: ในปีปัจจุบันยอดขาย ลดลงถึง 50% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ทำให้ต้องใช้เงินสำรองจากภายนอกเข้ามาช่วยประคองธุรกิจ
- ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน: ในช่วงหน้าร้อน มักจะประสบปัญหา ปลาเนื้ออ่อนและกุ้งแม่น้ำขาดแคลน ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากแหล่งอื่น เช่น กุ้ง/ปลาจาก ปราจีนบุรี ภาคใต้และพม่า มาทดแทน
- ต้นทุนพุ่งสูง: แม้จะพยายาม ตรึงราคาขายเดิม แต่ต้นทุนวัตถุดิบกลับปรับตัวสูงขึ้นถึง 10-20%
- ความเสี่ยงน้ำท่วม: เนื่องจากร้านตั้งอยู่ริมน้ำ จึงมีความเสี่ยงจากน้ำท่วมในบางช่วงเวลา โดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่น เดือนตุลาคม ที่ปกติเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูท่องเที่ยว แต่จากภาวะน้ำท่วม คาดว่าการฟื้นตัวของไฮซีซั่นจะเลื่อนไปเริ่มในช่วงเดือน พฤศจิกายน และหวังว่าปีหน้าสถานการณ์จะดีขึ้น
กลยุทธ์การอยู่รอดและการขยายธุรกิจ
เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาด ร้านอาหารบ้านไร่ริมน้ำได้ปรับกลยุทธ์ทั้งในด้านการตลาดและการขยายตัว:
การตลาดดิจิทัล: คุณพ่อและลูกสาวเข้ามามีบทบาทในการทำสื่อออนไลน์ ทั้ง Facebook และ TikTok พร้อมทั้งเชิญ อินฟลูเอนเซอร์ มารีวิว และประสานงานกับรายการทีวี ซึ่งช่วยให้ร้านเป็นที่รู้จักเร็วขึ้น
ฐานลูกค้าหลัก: ลูกค้าส่วนใหญ่เป็น ครอบครัวและลูกค้าประจำ รวมถึงกลุ่มวัยทำงานจากกรุงเทพฯ ที่ติดตามผ่านโซเชียล และมีฐานลูกค้ากลุ่ม ห้องจัดเลี้ยง จากโรงงานและข้าราชการในพื้นที่
การสนับสนุน: ได้รับความช่วยเหลือจาก ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือSME D Bank ทั้งด้านเงินทุนหมุนเวียน ดอกเบี้ยถูกระยะยาว และการอบรมแนวทางการพัฒนาธุรกิจ
แผนขยายธุรกิจ (Diversification):
สาขา: ปัจจุบันมี 2 สาขา (อยุธยา และวังน้ำเขียว ซึ่งมีเมนูอาหารฝรั่งเพิ่ม) และมีแผนจะขยายสาขาต่อไปใน อยุธยา เนื่องจากสามารถจัดหาวัตถุดิบหลักได้ง่ายกว่า (สาขาวังน้ำเขียวต้องขนส่งวัตถุดิบหลักจากอยุธยา) โดยมีการแชร์วัตถุดิบ เช่น ผักสดจากวังน้ำเขียวมาใช้ที่อยุธยา
- ธุรกิจเสริม: ลูกสาวคนเล็กรับผิดชอบกาแฟสดและขนมไทย และมีแผนจะ เพิ่มไลน์ขนมในร้าน หรือ Spin-off เป็นร้านกาแฟ/คาเฟ่ ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจคาเฟ่ที่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเร็วและมีความเสี่ยงสูงกว่าร้านอาหารหลัก
"ร้านอาหารยังไปได้เพราะคนต้องกิน แต่อาจดรอปลงหน่อย แต่ปีนี้ดรอปลง 50% เลย…ที่กระทบเยอะคือคาเฟ่ ที่ล้มง่ายเป็นเทรนด์ ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันเทรนด์" คุณธิดาภรณ์กล่าว โดยชี้ให้เห็นว่า การปรับตัวให้ทันกระแสและกล้าที่จะกระจายความเสี่ยงไปสู่ธุรกิจเสริมที่มีความยืดหยุ่นกว่า เป็นสิ่งจำเป็นในการอยู่รอดและเติบโตในปัจจุบัน